ลูกธนูไม้ไผ่ดอกหนึ่งพุ่งออกไปมุ่งตรงไปหาเมิ่งซวี่ซวี
่เวลาชั่วพริบตานั้นเมิ่งซวี่ซวีไม่ทันตอบสนองทำได้แค่มองลูกธนูไม้ไผ่พุ่งเข้าใส่ตนอย่างรวดเร็วอย่างช่วยไม่ได้ร่างกายของนางไม่ยอมเชื่อฟัง และยิ่งไม่แม้แต่จะหลบหลีก
ลูกธนูดอกนั้นเฉียดผ่านแก้มของเมิ่งซวี่ซวีไปเพียงนิดเดียวก่อนปักที่ประตูข้างๆ นาง ลูกธนูไม้ไผ่สั่นไปมาและส่งเสียงสะท้านะเืมันฟาดโดนหน้าซีดเผือดของเมิ่งซวี่ซวีจนเ็ป
บรรยากาศเงียบสงัดเมิ่งเจียนเจียกับลุงทั้งสองคนของนางหน้าซีดขาว
ในมือของเมิ่งอู่ยังมีลูกธนูอีกสองดอก
นางเซี่ยได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงออกมาจากครัวเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ใจนหน้าซีดขาว ะโเรียก"อาอู่!"
เมิ่งอู่หรี่ตามองผู้คนที่อยู่หน้าประตูพลางกล่าวกับนางเซี่ย"ท่านแม่ เข้าไปในเรือนเถิดเ้าค่ะ"
น้ำเสียงของนางเ็าและแข็งกร้าวจนมิอาจโต้แย้งนางเซี่ยหวาดกลัวสีหน้าท่าทางของนาง อดก้าวเดินเข้าครัวไม่ได้ แต่นางยังคงไม่วางใจคอยมองออกมาด้านนอกเป็ระยะๆ
เมิ่งอู่ยกมุมปากแย้มยิ้มชั่วร้ายพร้อมกล่าวเสียงเบา "คิดว่าพวกเราแม่ลูกรังแกง่ายนักหรือ?ข้าไม่เพียงกล้าตีคนแต่ข้ายังกล้าฆ่าเ้าด้วยหากเ้ากล้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว มา ลองก้าวเข้ามาดูสิดูซิว่าข้าจะยังยิงพลาดอีกหรือไม่"
อย่าพูดถึงว่าจะบุกเข้าไปในเรือนเลยยามนี้เมิ่งซวี่ซวีแข้งขาอ่อน แม้แต่จะยืนยังแทบจะไม่มั่นคงแล้ว
เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสองเห็นดังนั้นก็รีบดึงนางออกมาจากหน้าประตูเรือนของเมิ่งอู่
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวอย่างผ่อนคลายสบายๆ “เมิ่งอู่ มีอะไรก็พูดจากันดีๆพวกเรามาที่นี่ก็แค่อยากจะมาเจรจากับเ้าด้วยเหตุผลเท่านั้น”
เมิ่งอู่หัวเราะเยาะก่อนกล่าว “พวกเ้ามาถึงก็บุกรุกเรือนผู้อื่นดูคล้ายไม่ได้มาเจรจากันด้วยเหตุผล แต่ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผลยามนี้พูดคุยกันด้วยเหตุผลก็ยังทัน แต่รีบไสหัวออกไปให้ห่างจากข้าหนึ่งจั้งก่อน”
คนพวกนั้นจะกล้าคัดค้านได้อย่างไรรีบถอยหลังออกไปหนึ่งจั้งทันที
ยามนี้มีพวกชาวบ้านที่กำลังจะไปทำงานในนาเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์นี้ก็อดหยุดยืนดูไม่ได้
เมิ่งซวี่ซวีเห็นว่ามีเหล่าชาวบ้านมุงดูซ้ำยังมีลุงทั้งสองคนคอยปกป้องนาง เมิ่งอู่คงไม่ถึงขั้นยิงใส่นางตอนกลางวันแสกๆ
ยิ่งกว่านั้นเมิ่งอู่เก็บลูกธนูแล้วยืนอยู่ข้างประตูราวกับเป็ฝ่ายที่้าเจรจากันด้วยเหตุผล
เมิ่งซวี่ซวีจึงกลับมามีความกล้าจ้องมองเมิ่งอู่ด้วยแววตาเคียดแค้นชิงชัง กล่าวอย่างทั้งเกลียดทั้งกลัว “เมิ่งอู่ เ้าใจร้ายใจดำนัก! ไม่เพียงแต่หนีบเท้าของท่านแม่ข้าแทงเท้าของท่านพ่อข้า ยังคิดจะฆ่าคนปิดปากด้วย! เ้าจะชดใช้อย่างไร!”
เมิ่งเจียนเจียที่ยืนอยู่ข้างๆยังคงตื่นตระหนกใ แต่สีหน้าใสบริสุทธิ์ ปล่อยให้เมิ่งซวี่ซวีโดดเด่นคนเดียว
เมิ่งซวี่ซวีมักเป็คนประเภทที่เมื่อแผลหายก็ลืมเจ็บมาโดยตลอดหนำซ้ำยังไร้สมอง หากนาง้าเป็จุดสนใจเมิ่งเจียนเจียย่อมไม่แข่งขันกับนางเป็ธรรมชาติ
เมื่อเมิ่งอู่ได้ยินดังนั้นก็ยกมุมปากขึ้นยิ้มก่อนกล่าว “ข้าหนีบเท้าของท่านแม่เ้าั้แ่เมื่อไรและแทงเท้าของท่านพ่อเ้าั้แ่เมื่อไร? ยิ่งกว่านั้นเื่ฆ่าคนปิดปากยิ่งตลกเข้าไปใหญ่”นางจ้องเมิ่งซวี่ซวีเขม็งพลางแสยะยิ้มน่าขนลุก “หากข้าตั้งใจจะฆ่าเ้า นั่นต้องไม่ใช่เพราะกลัวว่าเ้าจะพูดมากเป็แน่แต่เป็เพราะข้าแค่อยากจะฆ่าเ้า เข้าใจหรือไม่?”
เมิ่งซวี่ซวีหัวใจสั่นไหวรุนแรงอดก้าวถอยหลังไม่ได้
เมิ่งเจียนเจียให้กำลังใจนางว่า"ซวี่ซวีไม่ต้องกลัว ที่นี่มีคนมากมายขนาดนี้ นางไม่กล้าหรอก"
เมิ่งซวี่ซวีจึงรวบรวมความกล้าหยิบกับดักหนูออกมาชูตรงหน้าเมิ่งอู่ก่อนกล่าว"เ้าใช้สิ่งนี้หนีบเท้าของท่านแม่ข้าเ้ายังคิดจะเล่นลิ้นอีกรึ! เ้าปักไม้ไผ่ไว้ตรงนั้นนั่นเป็สาเหตุที่ทำให้ท่านพ่อข้าโดนแทง!"
เมิ่งอู่กล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน “เมื่อวานข้าไม่อยู่ในเรือนทั้งวันข้าจึงวางกับดักหนูไว้ที่ประตูเรือนจริงๆและปักไม้ไผ่แหลมไว้ริมรั้วเพื่อป้องกันหนูกับโจรขโมย ข้าวางกับดักหนูไว้แถวๆรอยแยกของประตูเ้าจะบอกว่าท่านแม่เ้าเหยียบเข้ามาตรงรอยแยกของประตูเรือนข้าตอนที่นางว่างหรือ?ยังมีท่านพ่อเ้ารื้อถอนรั้วในลานเรือนข้าตอนที่เขาว่างหรือ?”
เมิ่งอู่เลิกคิ้วก่อนกล่าวต่อ “หรือพวกเขาจะมาขโมยของที่เรือนข้า?”
เมิ่งซวี่ซวีสำลักโมโหกล่าว “อย่าใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นอย่างชั่วช้าท่านพ่อท่านแม่ข้าแค่อยากช่วยเหลือ! เ้าไม่เพียงไม่ซาบซึ้ง แต่ยังทำร้ายพวกเขา!”
เมิ่งอู่กล่าวติดตลก “ไม่เห็นจะมาช่วยตอนเช้าหรือมาช่วยตอนค่ำกลับจะมาช่วยยามที่ข้าไม่อยู่ในเรือน? ท่านแม่ของข้าปิดประตูลานเรือนไว้ก็เพราะไม่้าให้พวกเ้าช่วยเหลือเหตุใดยังอยากจะบังคับบุกเข้ามาในเรือนให้ได้เล่า? นี่มาเพื่อช่วยเหลือหรือมาปล้นกันแน่?”
เมิ่งซวี่ซวีโกรธจนหน้าแดงก่ำแต่ก็โต้ตอบไม่ได้สักพัก
เดิมทีลุงทั้งสองคนของเมิ่งซวี่ซวี้าฉวยประโยชน์จากการที่เมิ่งอู่เปิดประตูบุกเข้าไปขนธัญพืชที่ขนกลับมาก่อนหน้านี้โดยตรงถือเป็การชดเชยให้เมิ่งต้าและภรรยาที่ได้รับาเ็
แต่ผู้ใดจะไปรู้ว่าพวกเขาผ่านเข้าไปในเรือนของเมิ่งอู่ไม่ได้มิหนำซ้ำยังถูกไล่ตะเพิดออกมาพร้อมกัน
ยามนี้หากจะเจรจากันด้วยเหตุผลจริงๆก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเสียแล้วยิ่งกว่านั้นเมิ่งอู่กับนางเซี่ยยังเป็หญิงหม้ายลูกกำพร้าด้านหลังยังมีเหล่าชาวบ้านชี้นิ้วตำหนิหากเื่นี้แพร่ออกไปคงถูกกล่าวหาว่าพวกเขาข่มเหงรังแกผู้อื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นลุงทั้งสองจึงกล่าวว่า “ถึงอย่างไรคนก็ได้รับาเ็ที่เรือนของเ้าการชดใช้ด้วยค่าหมอค่ายาเป็เื่แน่นอน หากครอบครัวของเ้าไม่มีเงินเช่นนั้นก็ชดใช้ด้วยธัญพืช!”
เมิ่งอู่กล่าว “ผู้ใดจะไปรู้ว่าป้องกันหนูป้องกันโจรสุดท้ายกลับต้องป้องกันท่านลุงใหญ่กับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยเพียงแต่พวกเขาได้รับาเ็ที่เรือนข้าก็จริง แต่ข้าไม่มีค่าหมอค่ายาเรือนข้ามีแต่สมุนไพร ค่าหมอค่ายาก็เอาไว้ซื้อยามิใช่หรือ”
ลุงทั้งสองคนของเมิ่งซวี่ซวียังอยากจะแย้งต่อชั่วขณะนั้นกลับไม่มีอันใดจะพูด
เมิ่งอู่กลับหันหลังไปพูดกับนางเซี่ยที่เฝ้าระวังอยู่หน้าประตูครัวอย่างคล่องแคล่วสบายๆ “ท่านแม่ นำสมุนไพรที่ข้าเก็บมาเมื่อวานให้พวกเขาไปบ้าง จะได้เอาไปต้มกิน”
เมิ่งซวี่ซวียังคิดจะอาละวาดเมิ่งเจียนเจียอยากจะด่านางว่าไร้สมองจริงๆ ประณามเมิ่งอู่ไม่สำเร็จกลับแฉเื้ัของบ้านตนเอง! เมิ่งเจียนเจียกลับเตือนเสียงเบาอย่างทันท่วงที “ซวี่ซวี เ้าฟังสิ เหมือนจะเป็เสียงไก่ใช่หรือไม่”
แม่ไก่ป่าที่อยู่ในลานเรือนส่งเสียงร้องกุ๊กๆเป็ระยะๆ
คำเตือนเช่นนี้ทำให้ความสนใจของเมิ่งซวี่ซวีถูกเบี่ยงเบนทันควัน
ดวงตาของเมิ่งซวี่ซวีเป็ประกายวาบยืนกรานว่า “เมิ่งอู่! ข้าว่าเ้าเป็โจรที่ะโจับโจร[1] ! เ้ากลัวคนจับได้เลยไม่กล้าให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าเข้าเรือน!”
เมิ่งอู่เลิกคิ้วไม่ได้แสดงความเห็นใด
เมิ่งซวี่ซวีชี้ไปที่ลานเรือนของนางพูดอย่างคนก้าวร้าว “เ้าไม่กล้าปฏิเสธแล้วสินะพวกข้าได้ยินเสียงไก่ขันแล้ว! พอดีไก่แม่พันธุ์ตัวหนึ่งของบ้านข้าหายไปที่แท้เป็เ้าขโมยไป!”
วันนี้พี่สาวน้องสาวบ้านเมิ่งพาลุงทั้งสองมาที่นี่ไม่เพียง้าธัญพืชคืน ยัง้าไก่ตัวนั้นคืน เพื่อให้คนในหมู่บ้านเห็นว่าเมิ่งอู่เป็คนขโมยไก่คลำสุนัข [2] !
คนที่แอบบุกรุกเข้ามาในเรือนเมิ่งอู่เมื่อคืนคือเมิ่งต้าจริงๆเวลานั้นเขาได้ยินเสียงไก่ขันในลานเรือน จึงเตือนสองสาวพี่น้องว่าอย่าลืมเื่ไก่
ครอบครัวของเมิ่งอู่ขัดสนถึงเพียงนั้นแล้วจะมีไก่ได้อย่างไร นางต้องขโมยไก่นั่นมาแน่ๆ!
เมื่อหลุดวาจาเช่นนี้ออกมาชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ข้างนอกต่างก็พากันติฉิน
มิน่าเล่าเรือนของเมิ่งอู่ถึงมีทั้งกับดักหนูและไม้ไผ่แหลมไม่อยากให้ผู้อื่นเข้าเรือน ที่แท้ก็เพราะขโมยของของผู้อื่น และกลัวคนจับได้อายุยังน้อย ต่อให้ยากจนเพียงใดก็ไม่สมควรทำเช่นนี้ ยามนี้ขโมยไก่ภายภาคหน้าโตขึ้นไม่แน่ว่าจะขโมยอะไรอีก
นางเซี่ยทั้งโมโหทั้งร้อนใจะโเสียงดัง “อาอู่ของบ้านข้าไม่ใช่คนแบบนั้น!นางไม่เคยขโมยของใคร!”
เมิ่งซวี่ซวียิ้มภาคภูมิ “ไม่หรือ? ทุกคนไม่ได้หูหนวกได้ยินเสียงไก่ขันในเรือนของพวกเ้าอย่างชัดเจน!”
……….
[1] หมายถึง พูดเพื่อเอาตัวรอดให้ตัวเองพ้นผิด หรือปัดความผิดไปให้ผู้อื่น
[2] หมายถึง มีพฤติกรรมลักขโมย