บทที่ 23
เอาตัวรอด
น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของท่านสอง จิ่วเหรินเบิกตากว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้า
“ท..ท่านอาจารย์!”
จิ่วเหรินจับต้นแขนของซือเหยียนแน่นไม่ยอมปล่อย เขาเองก็ไม่ยอมลดมือลงจากเอวของนางเช่นกัน เวลานี้ทุกสายตาจ้องมองจิ่วเหรินราวกับหิวโหย พวกเขาคงปรารถนาที่จะโลหิตวิหคสีชาดในกายของนาง
“คาราวะท่านตี้หวั่งิ”
“เหตุใดศิษย์ของข้าจึงไปอยู่กับปีศาจ ที่หน้าเหมือนแม่ทัพเผ่าเทพผู้เลื่องชื่อได้ เขาตายเพราะถูกประมุขเผ่าปีศาจสังหารไปแล้วไม่ใช่รึ!”
“...”
“ข้าเมื่อยขบไปหมดแล้ว ท่านออกมาโชว์ตัวก็ควรเรียกข้าด้วยสิ” ยังไม่ทันที่จิ่วเหรินจะตอบ ชายอีกคนก็เข้ามาในโถง และทำซือเหยียนถลึงตาเก็บอาการไม่อยู่
“ท่านพี่!”
“โอ๊ะ! ซือเหยียนหรอกหรือ? ให้ตายเถอะน้องชายของข้า”
แม้จะมีปีศาจเข้ามาในโถงเพิ่มอีกหนึ่ง ทว่าผู้เฒ่าและประมุขเผ่าฝูถูกลับนิ่งสงบ ไม่เอ่ยคำพูดอื่นใดออกมาเหมือนอย่างตอนที่เขาก้าวขามาที่นี่
“ท่านซือเจิ้ง ร่างกายยังไม่แข็งแรง ไม่เห็นต้องเดินทางมาไกลถึงนี่เลย”
“ก็ท่านตี้หวั่งิเชิญมาทั้งที ข้าเองก็ไม่คิดอยากปฏิเสธ”
“เอาล่ะจิ่วเหริน กลับป่าเค่ออี้เดี๋ยวนี้”
ผู้เป็อาจารย์เอ่ยบอกศิษย์ที่ยืนจับมือถือแขนอยู่กับซือเหยียน ที่ตอนนี้กลายเป็ประมุขของเผ่าปีศาจ สาเหตุที่เป็เช่นนี้นั้นเดาว่าคงมาจากจิ่วเหริน นางอาจใช้โลหิตวิหคสีชาดเพื่อชุบชีวิตของแม่ทัพเผ่าเทพให้กลับมาอีกครั้ง
“ซือเหยียน ปล่อยนางซะ! เ้าเองก็ควรต้องกลับไปทำหน้าที่ของตน”
“อย่ามาพูดกับเขา! ท่านไม่ใช่พี่ชายของเขา!”
“อ่อ.. อย่างนั้นหรือ?”
“ซือเหยียนเป็พี่ชายของข้า พวกท่านหน้าไหนก็อย่าได้มาพรากเขาไปจากข้า!”
“เงียบนะจิ่วเหริน!!!”
ท่านตี้หวั่งิทนฟังมานานพอสมควร จิ่วเหรินที่เคยว่านอนสอนง่ายกล้าต่อปากต่อคำ อีกทั้งสถานการณ์ในตอนนี้ก็ตึงเครียดพอสมควร
“ปล่อยนางซือเหยียน!”
ซือเจิ้งเองก็บอกน้องชายกำมะลอที่เขาแสนชังน้ำหน้า แต่ต้องแสร้งทำเป็พี่ชายที่แสนดี ซือเหยียนกระตุกยิ้มมุมปาก ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าตนเองนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจ
“ข้าขอร้องท่านอาจารย์ เราต้องปกป้องซือเหยียน”
“ปกป้องตนเองก่อนดีกว่าไหมแม่นาง”
“พอสักทีเถอะจิ่วเหริน เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้เื่มันเลยเถิด ซือเหยียนที่เ้ารักนั้นจากเ้าไปแล้ว”
“...”
“เ้ายอมรับความจริงแล้วกลับไปที่ป่าเค่ออี้ สหายเ้าและคนอื่นเฝ้าตามหาเ้าจนหัวหมุน”
“...”
“ซือเหยียนที่เ้านำพากลับคืนมา เขากลายเป็ปีศาจที่กลับตัวไม่ได้อีกแล้ว”
ท่านตี้หวั่งิพูดทุกสิ่งเพื่อเรียกสติคนเป็ศิษย์ ทว่านางก็ยังไม่ยอมถอยออกจากซือเหยียน การสูญเสียคนที่เป็ดังญาติของนางนั้น ทำให้จิ่วเหรินกระทำการยั้งคิดลงไป
“หากข้าปล่อยนาง พี่ชายจอมปลอมของข้าก็คงหาทางชิงตัวนางไปจนได้”
“!!!”
คำพูดของซือเหยียนนั้นทำเอาซือเจิ้งไม่สบอารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนเลือกเมินเฉยไม่สนใจสิ่งที่ซือเหยียนเอื้อนเอ่ย ซึ่งนั่นก็ทำให้ซือเจิ้งพึงพอใจเป็อย่างมาก
“จิ่วเหรินเป็ชายาของท่านเซิ่นหลางจวิ้น”
“อ..อะไรนะ!”
“นางมีพันธะสัญญาที่ต้องเสกสมรสกับพระองค์ ฉะนั้นปล่อยนางเดี๋ยวนี้ซือเหยียน”
“ข้ามีพันธะกับเขาแล้ว!”
“อีกเดี๋ยวเขาก็ต้องตายเพราะทัณฑ์อาญา์ เขากลายเป็พวกโฉดชั่วเข่นฆ่าไม่เลือกหน้า เทพที่กระทำตนสกปรกโสมมต้องโดนกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก”
“แบบนั้นข้าก็จะตายไปกับเขาด้วย”
เมื่อเห็นว่าอย่างไรจิ่วเหรินก็ไม่ยอมแพ้ นางยืนกรานที่จะอยู่ข้างกายของซือเหยียนจนถึงที่สุด อย่างไรนางก็จะต้องหาทางเอาตัวรอดจนได้ ไม่ปล่อยให้ตนเองกับซือเหยียนต้องพบเจอจุดจบ
“ท่านซือเจิ้งมีความเห็นหรือไม่?”
ตี้หวั่งิหันไปถามอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ประจักษ์ชัดแก่สายตาของจิ่วเหรินแล้วว่า ปีศาจที่สร้างาจนทำให้ซือเหยียนต้องตาย หรือแม้แต่ชีวิตของนางที่ต้องแลกมาด้วยลมหายใจของหลายคนที่สละตนเพื่อปกป้อง ล้วนมาจากความละโมบของพวกเขา ที่อยากโลหิตวิหคสีชาดในกายนางทั้งนั้น
“ซือเหยียน..”
จังหวะที่ทุกคนกำลังถกเถียงเื่ของนาง จิ่วเหรินหันไปกระซิบกระซาบกับซือเหยียนเสียงเบา
“อืม”
“ในกายของท่านมีเืของข้าอยู่ หากพวกเขาไม่ได้ของข้า ก็ต้องมา่ชิงเอาจากท่าน แต่หากว่ามันมีสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมา ต้องปกป้องโลหิตวิหคสีชาดเอาไว้ให้ดี อย่าให้ตกไปอยู่ในมือของพวกเขาเด็ดขาด”
เขากระชับเอวนางเป็การรับปาก ที่แท้โรคประหลาดที่รักษาไม่หาย ความฝันที่คอยหลอกหลอน ล้วนมาจากโลหิตวิหคสีชาดที่นางสละเพื่อเขา พันธะนี้เกิดขึ้นแล้วย่อมเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็หรือตายก็ตาม
แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยเื่อื่นใดต่อ ทั้งซือเหยียนและจิ่วเหรินก็หายไปจากโถงแล้ว!
“หะ..หายไปไหน!”
“พวกเขาหายไปแล้ว!!!”
ซือเจิ้งไม่อยากเชื่อว่าลูกไม้เล่ห์เหลี่ยมของซือเหยียนยังมีอีก เขาสะกดพลังเทพของอีกฝ่ายและถ่ายทอดพลังปีศาจให้กับมือ จนร่างกายที่เคยโดนพิษนั้นกลับมากำเริบอีกหน ในใจของซือเจิ้งลิงโลดจนเก็บอาการไม่อยู่เมื่อเห็นวิหคสีชาดปรากฏอยู่ตรงหน้า
“ท่านราชครู! ซือเหยียนพาวิหคสีชาดหนีไป”
“หา!”
“ส่งคนของเราออกตามหาให้ด่วนที่สุด ข้าต้องเจอนางก่อนที่พวกเทพจะพบเข้า”
“ถ่ายทอดคำสั่งของท่านประมุขเผ่าปีศาจซือเจิ้ง ตามหาซือเหยียนและสตรีที่อยู่ข้างกายเขาให้พบก่อนที่คนอื่นจะเจอ หากไม่เจอไม่ต้องโผล่หัวกลับมา!”
ชิงมู่หลบอยู่อีกมุมหนึ่ง เมื่อหลายวันก่อนท่านซือเจิ้งที่เคยอ่อนแอเจ็บป่วย กลับลุกขึ้นมาสถาปนาตนเองเป็ประมุขเผ่าปีศาจ และส่งเขาไปอยู่ที่สำนักหลิง หลังจากที่เขากลับมาจากป่าเค่ออี้และรายงานว่าซือเหยียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาสังหรณ์ใจและไม่ไว้วางใจเป็อย่างมาก อีกทั้งเขาไม่อยากทรยศซือเหยียนที่เมตตา จึงตัดสินใจไปพบกับสหายของจิ่วเหริน นางที่เคยล้มปีศาจไปหลายตนจนต้องนอนหยอดน้ำ
การพบปะเต็มไปด้วยความลำบาก แม่ทัพเผ่าเทพผู้นั้นแทบจะสังหารเขาให้ตายคามือ ส่วนไป๋หลี่นางห่วงสหายและใจเย็นกับเขามากจนนึกแปลกใจ
“แผนการของเ้าคืออะไร?”
ไป๋หลี่เอ่ยถามหลังจากที่เขาแอบเอาข่าวมาบอกนางว่า เวลานี้มีคนของเผ่าเทพจับมือกระชับมิตรกับเผ่าปีศาจ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทรยศต่อเผ่าตนเองมานานแค่ไหนแล้ว นางจึงพาเขาไปพบกับเซียนเทพอีกคนหนึ่ง นามว่า ซ่งจื้อ
หลังจากปรึกษาหารือกันอยู่พักใหญ่ ป่าเค่ออี้ที่เคยสงบสุขก็พบแต่ความวุ่นวาย เผ่าปีศาจบุกมาทำลาย และยังมีเทพของ์บางส่วนที่มาช่วยเผ่าปีศาจ สัตว์เทพทั้งสี่สูญกำลังไปไม่น้อย ส่วนท่านซ่งจื้อผู้นั้นาเ็สาหัส แม่ทัพกู้เยี่ยถูกนำตัวไปขังคุก์ เขาจึงต้องพาไป๋หลี่และภูติอีกสองตนหนีออกมาจากป่าเค่ออี้ และตามเผ่าปีศาจมายังดินแดนแห่งนี้
ร่างของจิ่วเหรินและซือเหยียนโผล่อยู่กลางป่า ก่อนที่จะปรากฏร่างของภูติกระต่ายซูลี่ทรุดนั่งอย่างอ่อนแรง
“ซูลี่!!!”
“พี่จิ่ว ท่านไม่เป็อะไรแล้ว ท่านยังปลอดภัย”
“จิ่วเหริน!”
“ไป๋หลี่!!!” นางโผเข้ากอดสหายทั้งน้ำตา ก่อนที่จะมีเสียงวิ่งมาอีกทาง และพบว่าเป็ชิงมู่คนสนิทของซือเหยียน ชิงมู่ยกยิ้มอย่างโล่งอกที่ทุกคนปลอดภัย ซือเหยียนเองก็ตบบ่าเขากลับเป็เชิงขอบคุณ
“พวกเราต้องออกไปจากที่นี่ก่อน เมื่อครู่มีคำสั่งจากซือเจิ้งให้จับตัวท่านกับแม่นางผู้นี้”
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด