ความจริงเช้าวันนี้ฉีจิงได้เดินไปหาหลี่เจิงพร้อมกับบอกว่าเดิมทีบ้านของเขาประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์สูงครึ่งฟุตซึ่งไม่ได้ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับกองเพลิง แต่หลังจากวันนั้นที่เขาเข้าไปค้นหาแล้วกลับพบว่าพระพุทธรูปองค์นั้นของเขาได้หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย ในกองไฟก็ไม่มีร่องรอยว่าใครเข้าไปจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกนำออกไปก่อนเกิดเรื่อง
ดังนั้นฉีจิงจึงต้องการให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าในวันที่เกิดเพลิงไหม้วันนั้นมีใครปรากฏตัวอยู่แถวนั้นบ้าง โดยหากใครพบพระพุทธรูปล่ะก็เขาจะให้เงินรางวัลสิบตำลึงเป็นการตอบแทน
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ถังฉือเย่ก็เข้าใจความหมายของชายหนุ่มในทันที ชาวบ้านที่เกาะกลุ่มกันไว้และถึงกับขับไล่คนต่างหมู่บ้าน อีกทั้งเรื่องเผาบ้านก็เป็นเรื่องใหญ่โต แม้ว่าจะมีคนเห็นใครคือผู้ลงมือแต่เชื่อได้ว่าก็คงไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น มิเท่ากับว่าต้องเอาชื่อเสียงของตัวเองไปทำลายหรอกหรือ หมู่บ้านจวี้เป่าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ในหมู่บ้านมีใครที่ไม่รู้จักกันบ้าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนมีคนจับจ้องไปหมด
เพราะเหตุนี้มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก หากมีเรื่องเงินทองเข้ามาเป็นแรงจูงใจ…เงินทองมักจะดึงดูดใจคนเสมอ หญิงสาวจึงถามกับคุณนายโจวว่า
“เช่นนั้นแล้วมีข่าวคราวบ้างหรือยังเจ้าคะ?”
“ไม่รู้สิ! บ้านตระกูลฉีหลังนั้นเดิมทีก็ไม่ได้มีใครผ่านมากมาย คงต้องดูว่ามีใครบังเอิญไปพบเห็นอะไรตอนเกิดเรื่องบ้างไหม?”
ไม่ทันที่คุณนายโจวจะพูดจบประโยค พลันนั้นก็มีเสียงคนตะโกนแทรกเข้ามา ทั้งสองคนจึงรีบออกไปดูทันที แล้วถังฉือเย่ก็ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวพลางวางปลากับผักเอาไว้ที่ข้างประตูอย่างลวก ๆ เมื่อพบว่ามีใครบางคนกำลังลากเจ้าเฉินเสียสติเข้ามา ทั้งสองคนต่อสู้และโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย คนหนึ่งกล่าว “ข้าเห็นเจ้า! เจ้าเอาแต่เดินวนรอบ ๆ บ้านตระกูลฉีในช่วงสองวันที่ผ่านมา!”
“พูดจาอะไรเหลวไหล!” เฉินเสียสติกล่าว “ข้าจะมีเวลาที่ไหนขึ้นไปบนนั้นกัน”
เห็นได้ชัดว่าเจ้าขโมยมรดกตกทอดของครอบครัวเขาไป ยังไม่รีบนำออกมาคืนอีก”
“มรดกตกทอดของครอบครัวอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องทั้งนั้น!”
ถังฉือเย่เฝ้ามองเหตุการณ์ไม่วางตา คนที่จับตัวเจ้าเฉินเสียสติมาก็คือท่านลุงคนหนึ่งในตระกูลถัง เขามีชื่อว่าถังซุนจึ ซึ่งเมื่อได้ยินถังซุนจึพูดโพล่งออกมา ถังฉือเย่ก็นึกอะไรบางอย่างออกทันที เพราะก่อนเพลิงไหม้หนึ่งวันนั้นนางเจอกับเฉินเสียสติผู้นี้ที่หน้าบ้านของฉีจิง ซึ่งเขายังได้พูดคุยกับนางด้วยซ้ำ!
“ข้านึกออกแล้ว!” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอันดังจนทุกคนต่างหันกลับไปมองนางเป็นตาเดียว
ถังฉือเย่นึกถึงสิ่งที่ฉีจิงพูดในตอนนั้น พลางชี้ไปที่เจ้าเฉินเสียสติและกล่าว “น้ำมันตุง เป็นเจ้า… เป็นเจ้าที่ใช้น้ำมันตุงเผาบ้านของเขา!”
สีหน้าสีตาของเฉินเสียสติเปลี่ยนไปทันที พร้อมกันนั้นทุกคนก็พากันตกใจ การขโมยของมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เขาตั้งใจลอบวางเพลิง....เพื่อขโมยของถึงกับต้องเอาชีวิตคน…เป็นเรื่องร้ายแรงที่คนในหมู่บ้านไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำ ยิ่งได้เห็นปฏิกิริยาของเฉินเสียสติด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้ทุกปักใจเชื่อ และมีใครบางคนกล่าว
“ไป…เราไปคุยกับหลี่เจิงกัน”
“ช้าก่อน ข้าจะไปดูที่บ้านเขาก่อน เผื่อมีหลักฐานอะไร จากนั้นค่อยไปพบหลี่เจิง” ความจริงถังฉือเย่ต้องการหลอกล่อเขาเพราะนางเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเฉินเสียสติผู้นี้จะเป็นคนร้ายจริงไม่ จึงต้องการพยานหลักฐานในการสืบคดี เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนคงแค่นึกถึงพระพุทธรูปทองคำอย่างเดียว ดังนั้นทุกคนจึงกรูกันไปบ้านของเฉินเสียสติพร้อมกัน
ชายผู้ได้ชื่อว่าเฉินเสียสติผู้นี้เกิดมาสกปรกน่าขยะแขยง อายุใกล้จะสามสิบแล้วยังไม่ได้แต่งงาน พ่อกับแม่ก็มาด่วนจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงบ้านสามหลัง ซึ่งก็ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวเขาเอง
ชาวบ้านรีบเดินเข้าไปในตัวบ้านพร้อมกับช่วยกันค้นหาอย่างละเอียด ไม่นานก็เจอน้ำมันตุงถังเล็ก ๆ และยังมีแถบผ้าที่พันรอบน้ำมันตุงด้วยซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานมัดตัวเขาได้เป็นอย่างดี แต่น่าแปลกที่กลับหาพระพุทธรูปไม่เจอ เพราะถึงแม้ว่าบ้านของเขาจะใหญ่โตขนาดไหน แต่ก็คงไม่สามารถแอบซ่อนเอาไว้ได้หรอก บางทีชายหนุ่มผู้นี้อาจจะนำไปขายแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นชาวบ้านก็ยิ่งโกรธแค้น พวกเขาลากตัวเฉินเสียสติไปที่บ้านของหลี่เจิง
หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท โดยมีสองสกุลใหญ่คือสกุลถังกับสกุลเฉิน สมาชิกของตระกูลถังอาจจะมากกว่าอยู่นิดหน่อย ส่วนสกุลเฉินนั้นรองลงมา ปัจจุบันมีหลี่เจิงผู้นี้เป็นหัวหน้าของตระกูล และเขาก็เป็นลุงของเฉินเสียสติผู้นี้ด้วย
หลี่เจิงนั้นมีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าหมู่บ้านที่ทางการตั้งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสี่ครอบครัวนับเป็นกลุ่ม ห้ากลุ่มนับเป็นการปกป้อง ร้อยครอบครัวเป็นลี้ ห้าลี้เป็นหมู่บ้าน ทุกลี้มีหลี่เจิงคอยดูแล ซึ่งก็ถือว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจพอสมควร
ถังฉือเย่กลอกตาไปมาพลางเดินไปเตือนถังซุนจึอย่างเงียบ ๆ “ท่านลุงสาม ท่านไม่ไปเชิญหัวหน้าตระกูลเรามาหรือ หากหลี่เจิงเข้าข้างเฉินเสียสติล่ะ เขาเป็นลุงหลานกันนะ”
ถังซุนจึเมื่อฟังก็พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะรีบวิ่งออกไป เฉินหลี่เจิงที่ได้ยินเสียงด้านนอกบ้านจึงเดินออกมา เมื่อทุกคนล้วนเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง ใบหน้าของเฉินหลี่เจิงก็เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ไม่มีคำพูดใดนอกจากหันไปแล้วเตะเฉินเสียสติที่กำลังขดตัวอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา เขาพูดเบา ๆ ว่า
“ท่านลุง! ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้ทำ ไม่ใช่ข้า”
“ไม่ใช่เจ้า แล้วถังน้ำมันตุงในบ้านเจ้า เจ้าจะอธิบายอย่างไร?” น้ำมันตุงมีพิษไม่สามารถกินได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการใช้ภายนอกเพื่อรักษาแผล หรือล้างพิษ อีกอย่างก็คือคนในภูเขามักจะเตรียมไว้ทำคบเพลิง บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขึ้นเขาในเวลากลางคืน
“ยังไม่รีบบอกข้ามาอีกว่าทำไมที่บ้านเจ้าถึงมีน้ำมันตุง?”
“ข้า…ข้าใช้มันเพื่อเช็ดหัว!”
“หากเจ้าจะเช็ดหัว เจ้าก็ควรเช็ดที่บ้านสิ เหตุใดจึงต้องออกไปเช็ดถึงบ้านตระกูลฉีกัน?”
เมื่อถูกถามคาดคั้น เฉินเสียสติซึ่งเดิมทีเป็นพวกเสเพลครอบครัวตกอับ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมกับกระโดดขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า
“ฉีจิงก็เป็นแค่คนนอกหมู่บ้าน เข้ามาทำอะไรในหมู่บ้านของพวกเราก็ไม่มีใครรู้ เพียงแค่อาศัยหน้าตาดีไปวัน ๆ เท่านั้นแต่กลับไร้ซึ่งความสามารถ ทุกคนในหมู่บ้านก็จับจ้องไปที่เขา ข้าแค่เห็นมันแล้วรู้สึกขัดใจ!”
“บังอาจ!” เฉินหลี่เจิงโกรธจนตัวสั่น เขาชี้นิ้วไปที่หลานชาย “เจ้าดูสิว่าสิ่งโชคร้ายอัปมงคลอย่างเจ้า เขาจะทำอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน แม้ว่าเจ้าจะโกรธแค้นอะไร เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปเผาบ้านเขาอย่างนั้น!”
เฉินเสียสติเกร็งคอพลางกล่าว “เดิมทีบ้านหลังนั้นเป็นของตระกูลเฉินที่ให้เขายืมไปเปล่า ๆ ไม่ใช่บ้านของเขาซะหน่อย”
“เจ้ายังดื้อรั้น ยังไม่รีบไปชดใช้ให้พ่อหนุ่มฉีอีกหรือ?” พูดเสร็จเฉินหลี่เจิงก็เตะอีกครั้ง
“เหตุใดข้าต้องทำเยี่ยงนั้น?”
“เจ้ายังไม่เชื่อฟังข้าอีกหรือ หากยังไม่ฟัง ข้าจะตบเจ้าให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้”
เฉินเสียสติรีบหดคอลงทันที ด้วยความที่พ่อกับแม่ด่วนจากไปเร็ว ทำให้ปกติแล้วคนที่เขาเกรงกลับมากที่สุดก็คือท่านลุงผู้นี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ เฉินหลี่เจิงจึงกล่าว “รีบไปซะ!”
เฉินเสียสติส่งเสียงไม่พอใจ แต่ก็รีบกลับไปหาฉีจิงแต่โดยดี ซึ่งในจังหวะนั้นเสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “นี่มันไม่ใช่เรื่องการวางเพลิงธรรมนะ แต่มันคือการฆาตกรรมชัด ๆ”
จากคำพูดเหล่านี้ หัวหน้าตระกูลถังก็เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นคิ้วของเฉินหลี่เจิงก็ขมวดขึ้นในทันที
หัวหน้าตระกูลถังลูบเคราพร้อมกับพูดว่า “น้องชายของเขายังอยู่ในบ้านหลังนั้น นี่มันคือชีวิตคนคนหนึ่งเชียวนะ! เจ้าทำร้ายเขาเช่นนี้คิดละอายใจบ้างหรือไม่”
ตอนนั้นเฉินหลี่เจิงและหัวหน้าตระกูลถัง แอบส่งสัญญาณให้กันอย่างลับ ๆ เฉินเสียสติไม่ทันสังเกตเขายังดื้อรั้น “เป็นแค่คนโง่เขลา ไม่มีค่าอะไร ข้าเผาเขาให้ตายแล้วมันจะเป็นอะไรไป สุดท้ายก็มีแต่คนอยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน”
พูดไปเฉินเสียสติก็มองถังฉือเย่ด้วยสายตาอาฆาตแต่หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับเป็นคนที่เรียบร้อยและเชื่อฟังทั้งที่ความจริงนางได้วางแผนเอาไว้หมดแล้ว คิดแต่ว่าเมื่อถึงเวลานางจะแสร้งเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้อย่างไร คาดไม่ถึงว่าจะไม่ต้องถึงมือนาง เฉินเสียสติก็สารภาพเองจนหมด
เฉินหลี่เจิงโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด เนื้อตัวสั่นเทิ้มไปหมด ในคำพูดของหลานชายนั้นมันมีความหมายอีกอย่าง คือ จากการวางเพลิงทำร้ายคนเพื่อขโมยของกลายเป็นวางเพลิงเพื่อระบายอารมณ์แทนซึ่งทำให้ความผิดของเขานั้นยิ่งหนักขึ้นในสายตาของชาวบ้านทุกคน ซึ่งในฐานะของหัวหน้าตระกูลแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ แน่ ดังนั้นจึงกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“เจ้ามีเหตุผลในการฆ่าคนแล้วเรื่องพระพุทธรูปของเขาล่ะ เอาไปซ่อนไว้ที่ไหน รีบนำมาคืนเขาเดี๋ยวนี้!”
“พระพุทธรูปอะไรกัน ข้าไม่ได้เข้าไปข้างในนั้นสักนิด ข้าไม่เห็นพระพุทธรูปอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ต้องการวางเพลิงฆ่าเจ้าโง่นั่น เผาบ้านให้เขาหนีออกไปจากหมู่บ้านของพวกเราก็เท่านั้น”
เมื่อได้ฟังคำสารภาพจากเฉินเสียสติจนหมดเปลือก ฉีจิงและฉีหยางที่ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งซึ่งจ้องมาที่ตัวจำเลยอยู่ตลอดเวลาก็เดินตรงเข้ามา ก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า
“ตกลงข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจ เจ้าถึงได้โกรธแค้นข้าได้ถึงเพียงนี้?”
.
.
.