ตอนที่ 5
ถูกใส่ความ (อีกแล้ว)
ระหว่างทางกลับเรือนบัวดินก็ถามนั้นถามนี่กับหลวงอินไม่หยุดบางทีอ้ายเผือกที่พายเรืออยู่ด้านหลังคุณหลวงก็เอ่ยตอบคำถามแทนเ้านายเขาคงสงสารเ้านายที่ต้องตอบคำถามของคนขี้สงสัยไปตลอดทางในที่สุดเรือก็แล่นมาจอดเทียบท่าที่เรือนของหลวงอินบัวดินเห็นจำปายืนรอหน้าศาลาท่าน้ำด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ดูกระสับกระส่ายร้อนใจมาก
“น้องจำปาเป็อะไรจ๊ะเหงื่อเต็มหน้าเลยร้อนมากก็ไปอาบน้ำสิ” บัวดินเอ่ยถาม
“มิได้ร้อนดอกเ้าค่ะท่านออกญาเรียกตัวคุณหลวงและแม่หญิงไปพบที่เรือนเ้าค่ะ”
“มีเหตุอันใดรึ” หลวงอินทราบดีศรีราชมีสีหน้าเคร่งเครียด
หลังจากนั้นทุกคนก็รีบไปที่เรือนใหญ่ด้วยความรู้สึกหนาวๆร้อนๆ เมื่อขึ้นไปบนเรือนแล้วหลวงอินรีบตรงไปนั่งที่หอกลางใกล้คุณหญิงอุ่นก่อนจะไหว้บิดาและมารดาอย่างนอบน้อม
“ข้าไหว้พ่อและแม่ขอรับ”
บัวดินเดินมานั่งพับเพียบอยู่บนพื้นชานเรือนนอกหอกลางเช่นเคยแต่คุณหญิงอุ่นเรียกให้มานั่งด้านในหอกลาง
“ท่านผู้นี้คือออกญาอภัยหมื่นศรีท่านพ่อของข้าเอง” หลวงอินแนะนำพลางลอบมองสีหน้าบึ้งตึงของบิดาอย่างกังวลใจ
บัวดินกราบท่านออกญาและคุณหญิงอุ่นอย่างนอบน้อมเธอเห็นคุณหญิงยิ้มให้อย่างใจดีส่วนท่านออกญามีสีหน้านิ่งๆ หนวดของท่านน่าเกรงขามพอๆกับท่าทางขึงขังของคนเป็ใหญ่เป็โต ผมสีดำแซมด้วยสีขาวเขานั่งเคี้ยวหมากจนเผยให้เห็นสีแดงและฟันที่ออกสีดำน่าแปลกที่คุณหญิงอุ่นและหลวงอินฟันไม่ดำคงไม่นิยมเคี้ยวหมากหรือย้อมสีฟันเหมือนคนอโยธยาทั่วไปเป็แน่
“เอ็งคงรู้ความแล้วว่ามีเหตุใดเกิดขึ้น”ออกญาอภัยหมื่นศรีเอ่ยเสียงเข้มจนบัวดินเกร็งไปทั่วร่าง
“ข้าหารู้ไม่ขอรับพ่อเอ่ยให้ข้าฟังเถิดขอรับ”
“ให้เ้าตัวเอ่ยเองปะไร...เอ้า...แม่ทับทิมเอ็งเล่าให้หลวงอินฟังเสียสิ” ท่านออกญาออกคำสั่งเสียงดัง
บัวดินเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้ากลมมนดวงตาเรียวสวยแต่ดูร้ายไม่ใช่เล่นเนื้อตัวสมส่วนดูเปล่งปลั่งคงได้รับการบำรุงมาอย่างดีเธอคลานมานั่งใกล้ท่านออกญาด้วยท่าทีชม้อยชม้ายนวยนาดมองแป๊บเดียวก็รู้ว่ายัยคนนี้เป็เมียน้อยแน่ๆ
“นางผู้นี้คือแม่ทับทิมเป็เมียรองของเ้าคุณพ่อ”
‘นั่นปะไร...ไม่อยากจะไหว้ยัยคนนี้เลยไม่ถูกชะตาอย่างแรง แต่ด้วยมารยาทจำเป็ต้องไหว้ ปากยิ้มแย้มแต่สายตาจิกกัดแบบนี้ดูก็รู้ว่ามันไม่ชอบขี้หน้าฉัน’ บัวดินแสร้งฉีกยิ้มหวานพลางไหว้อย่างอ่อนช้อย
ทับทิมไม่รับไหว้แต่กลับหันไปเอ่ยกับหลวงอินด้วยสีหน้าซึมเศร้า
“สร้อยของข้าหายเ้าค่ะคุณหลวงเป็สร้อยทองประดับทับทิมที่ท่านออกญามอบให้ ข้าหวงแหนนักหนา เพลานี้ข้าร้อนใจนักด้วยว่าหาเท่าใดก็มิพบจนอีแพ้วเล่าว่าเห็นแม่หญิงผู้นี้เดินด้อมๆ มองๆ ที่เรือนทับทิมของข้า...ข้าจึงจำต้องนำเื่มากราบเรียนคุณหญิงอุ่นเ้าค่ะคุณหญิงจึงนำคนไปค้นเรือนแก้วก็พบสร้อยของข้าอยู่ในห้องของแม่หญิงผู้นี้”
‘คิดแล้วเชียวว่ายัยคนนี้ร้ายไม่ใช่เล่นมุกเอาสร้อยตัวเองไปซ่อนในห้องคนอื่นแล้วมาใส่ร้ายกันนี่มันเชยสะบัดไปเลยแต่อย่างว่าล่ะนะตอนนี้ยุคอยุธยาตอนต้นยัยคนนี้คงเป็ตัวแม่ที่ใช้วิธีนี้ใส่ร้ายคนอื่นแน่ๆ ฉันได้เจอต้นฉบับตัวเป็ๆเลยหรือนี่’ บัวดินคิดอย่างเหนื่อยหน่ายพลางถอนใจเบาๆ
“เอ็งมิมีสิ่งใดจะเอ่ยแก้ต่างดอกรึแม่บัวดิน” คุณหญิงอุ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงมีเมตตาทำให้บัวดินรู้สึกอุ่นใจขึ้นเป็กอง หญิงสาวยิ้มให้คุณหญิงอุ่นอย่างซาบซึ้งก่อนจะหันกลับมามองหน้ายัยตัวแสบด้วยแววตาไม่เป็มิตรนัก
“บ่าวคุณทับทิมอยู่ไหนเ้าคะ”
“อีแพ้วมานี่!” ทับทิมร้องเรียก สิ้นเสียงก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวัยประมาณยี่สิบต้นๆรีบคลานเข่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว บัวดินคิดว่าคนชื่อแพ้วหน้าตาดูหยิ่งๆเหมือนเ้านายไม่มีผิด
“เอ็งบอกว่าเห็นข้าไปด้อมๆมองๆ อยู่ที่เรือนคุณทับทิมอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่...เ้าค่ะ” แพ้วตอบห้วนนิดๆ แทบจะไม่อยากพูดคำว่าเ้าค่ะต่อท้ายด้วยซ้ำ
“เห็นตอนกี่โมง”
แพ้วหันไปสบตากับทับทิมอย่างงุนงง
“เอ็งคงอยากถามว่าเห็นเพลาใดใช่หรือไม่”หลวงอินรีบช่วยแก้คำให้
“ใช่เ้าค่ะ” บัวดินพยักหน้า
“เพลายามสองเ้าค่ะ” แพ้วเอ่ยตอบ
‘งานเข้าแล้วไงยามสองนี่มันกี่โมง จำได้ว่ายายเคยพูดถึงยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม อะไรนี่แหละ’บัวดินนั่งนับนิ้วอย่างระลึกถึงความหลัง
‘ยามหนึ่ง่เวลา ๑๘ ถึง ๒๑ นาฬิกา ยามสอง่เวลา ๒๑นาฬิกา ถึง ๐ นาฬิกา ได้การล่ะ...’ บัวดินคิดแล้วก็ถึงกับยิ้มออกมาได้
หลวงอินได้แต่อมยิ้มไม่พูดไม่จาเหมือนกำลังรอดูว่าบัวดินจะแก้ต่างให้ตัวเองได้อย่างไร
‘จะช่วยกันสักนิดก็ไม่ได้’บัวดินแอบค้อนให้คุณหลวงเล็กน้อย
“ท่านออกญาเ้าคะ ตอนนั้นข้ายังนั่งคุยอยู่กับน้องจำปาอยู่เลยและข้าพึ่งมาอยู่ที่นี่เพียงคืนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญข้าพึ่งรู้จักคุณทับทิมเมื่อครู่นี้แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรือนคุณทับทิมอยู่ที่ไหน หากข้าจะขโมยจริงข้ามิเอาหรอกเ้าค่ะสร้อยแค่นั้นสู้ขึ้นมาเรือนใหญ่มิดีกว่ารึ ดูมีของน่าขโมยมากกว่าเรือนเล็กๆ ...เป็ไหนๆ”บัวดินเน้นคำว่า ‘เล็กๆ’อย่างชัดถ้อยชัดคำแล้วหันไปยิ้มให้คุณหญิงอุ่นเพื่อหาพวก
คุณหญิงอุ่นกลั้นหัวเราะก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
“ข้าก็เห็นจริงตามคำแม่บัวดินนะเ้าคะคุณพี่บนเรือนใหญ่มีข้าวของน่าหยิบจับอยู่มากนัก หากมิขึ้นมาบนเรือนใหญ่ที่เรือนแก้วก็มีข้าวของมีค่าเต็มเรือนหากนำไปขายก็ได้อัฐมากกว่าสร้อยของแม่ทับทิมเป็แน่”คุณหญิงมองทับทิมด้วยหางตา บัวดินคิดว่าดูท่าภรรยาทั้งสองของท่านออกญาจะไม่ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร
“แต่คุณหญิงก็เห็นมิใช่รึเ้าคะว่าสร้อยอยู่ที่ห้องของแม่บัวดินจริง หาใช่ข้าใส่ความไม่” ทับทิมโวยวายลั่น
บัวดินเห็นสีหน้าของทุกคนดูรำคาญใจไม่น้อยทุกคนคงรู้แล้วว่าทับทิมพยายามใส่ความเธอ หากแต่น้ำท่วมปากกันทั้งนั้นหญิงสาวเข้าใจถึงข้อนี้ดีแต่จะให้เธอยอมรับผิดทั้งที่ไม่ได้ทำก็คงไม่ใช่เธอแล้ว
บัวดินถอนใจเบาๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายนิดๆ
“แม่แพ้ว ตอนนั้นเห็นข้าจริงแน่เหรอ” บัวดินจ้องตาแพ้วนิ่งราวกับสอบสวนผู้ต้องสงสัยในคดีอุกฉกรรจ์
“หะ...เห็นจริงเ้าค่ะ”แพ้วเริ่มเลิ่กลั่ก หวั่นเกรงสายตาคมกริบของอีกฝ่าย
“เห็นหน้าของข้าชัดเจนเลยอย่างนั้นเหรอ”บัวดินส่งสายตาจับผิดไปให้เป้าหมายจนแพ้วแทบนั่งไม่ติดพื้นหันไปเหลือบมองเ้านายของตนเล็กน้อยก่อนจะหันมาตอบเสียงค่อย
“หะ...เห็นเ้าค่ะ”
“เห็นชัดแน่รึ” บัวดินย้ำน้ำเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
“ชะ...ชัดเ้าค่ะ”
“ฮึ...แม่แพ้วตาดีเสียจริงนะเวลาตั้งสองยามและยังเป็คืนเดือนแรมมืดขนาดนั้น ยังอุตส่าห์มองเห็นหน้าข้าเสียชัดเจนเชียวแบบนี้คุณหญิงอุ่นน่าจะเปลี่ยนหน้าที่ให้แม่แพ้วนะเ้าคะ จากต้นห้องแม่ทับทิมมาเป็คนเฝ้าเรือนยามวิกาลเห็นทีจะจับหัวขโมยได้เป็โขยง”
คุณหญิงอุ่นถึงกับหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะกลั้นขำไว้เพราะเกรงใจท่านออกญาที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆส่วนคุณหลวงเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากบิดานัก
ทับทิมเห็นว่าเสียแผนแน่แล้วจึงรีบตัดบทก่อนที่เื่จะลามมาถึงตนเอง
“ถ้าเช่นนั้นอีแพ้วคงจำผิดกระมัง ถึงอย่างไรของก็ได้คืนมาแล้ว ข้าต้องกราบขออภัยคุณพี่และคุณหญิงเ้าค่ะที่ไม่ไต่ถามคนของตนเองให้ดีเสียก่อน... ไปอีแพ้ว!กลับเรือน...ข้าชังน้ำหน้าเอ็งนัก!”
ทับทิมรีบลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินลงเรือนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงบ่นด่าข้ารับใช้ของตนเองไปตลอดทางส่วนคนบนเรือนถึงกับมองหน้ากันไปมาอย่างโล่งใจ
“พวกเอ็งออกไปได้แล้ว” คุณหญิงอุ่นเอ่ยขึ้นบ่าวไพร่บนเรือนจึงทยอยลงเรือนด้วยความโล่งอก เมื่อเดินไปไกลจากเรือนพอสมควรแล้วก็พากันซุบซิบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกันสนุกปากบ้างก็ชื่นชมบัวดินที่สามารถจัดการเื่นี้ได้
“คุณหญิงบอกว่าเอ็งมาจากกรุงเทพรึ” ออกญาอภัยหมื่นศรีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความเมตตาขึ้นหลายส่วน
“เ้าค่ะ” บัวดินเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ห่างไกลบ้านมาเช่นนี้คงคิดถึงบ้านเป็แน่ เอ็งอยู่ที่นี่ให้สุขสบายคิดเสียว่าที่นี่เป็บ้านของเอ็งเถิด”
“ขอบน้ำใจเ้าค่ะ” หญิงสาวกราบอย่างบรรจง รู้สึกเต็มตื้นที่ได้รับความเมตตาจากคนในครอบครัวนี้มากเหลือเกิน
“คุณหญิง” ท่านออกญาเอ่ยเรียกภรรยาของตนเสียงอ่อนกว่าพูดกับคนอื่นมาก
“เ้าคะ”
“เอาสร้อยทองให้แม่บัวดินเป็ของปลอบขวัญด้วยเถิดถูกกล่าวหาเช่นนี้คงเสียขวัญนัก”
“เ้าค่ะคุณพี่” คุณหญิงอุ่นรับคำด้วยรอยยิ้ม
บัวดินถึงกับหน้าเหลอหลา
“คือ...ไม่เป็...” ไม่ทันจะพูดครบคำคุณหญิงอุ่นก็เอ่ยสวนขึ้นมาก่อน
“ไหว้ท่านออกญาเสียสิแม่บัวดิน”
บัวดินหันไปมองหน้าคุณหลวงสลับกันคุณหญิงอุ่นที่พยักหน้าให้เธอยอมรับของไว้หญิงสาวจึงไหว้ท่านออกญาที่เมตตา
“ขอบน้ำใจเ้าค่ะท่านออกญา”