ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็ ท่านผู้หญิงสมถวิลไปพูดเื่ปิ่นแอบแต่งงานเพื่อขอโทษ และขอยกเลิกการแต่งงานของปิ่นกับชายเต้ซึ่งยังทันอยู่ เพราะยังไม่ได้แจกการ์ด คนที่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟคือท่านพ่อของชายเต้ส่วนคนที่แอบดีใจจนเนื้อเต้นคือชายเต้
ชลทิศกับปิ่นยังคงทำตัวเหมือนเดิมยังคงไปทำงานกันตามปกติ แต่เมื่อมีเวลาหรือมีโอกาสสองคนแอบมอง แอบคุย แอบเจอกัน โดยมีป้าแวว และหนิงเป็ผู้ช่วย
ยิ่งนานวัน ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาในนามก็ยิ่งดีขึ้นตามลำดับโดยมีบางคนมองด้วยสายตาชิงชัง คนที่เห็นบ้านเหมือนกองไฟเห็นพี่ชายเหมือนศัตรู เห็นสุราเหมือนเพื่อนรัก อย่างพงศกร
ส่วนกิ๊ก กลายเป็ผู้หญิงซึมเศร้า เมื่อชายหนุ่มที่เชยชมเธอ หนีหน้าไปโดยไม่เคยถามไถ่เธอเลยสักคำว่า หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นเธอเป็อย่างไรบ้าง สุขทุกข์เพียงใด ทำให้เธอเสียใจน้อยใจมาก
รชานนท์ซึ่งไม่รู้เื่ปิ่นกับชลทิศ ยังคงพยายามจะจีบปิ่นแต่คนฉลาดอย่างปิ่น รู้ทันและไม่เปิดโอกาสให้รชานนท์ ปิ่นให้ได้แค่ความเป็เพื่อนกับเขาเท่านั้น
บ่อยครั้งที่ชลทิศเห็นรชานนท์อยู่กับปิ่น รู้ว่าทำงานที่เดียวกันคนอย่างรชานนท์ ซึ่งไม่มาหาน้องสาวเขาเลยโดยที่เขาเองก็อยากให้เป็แบบนั้นกลับมาทำตัวสนิทสนมกับปิ่นแทน นั่นทำให้เขาไม่พอใจมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่แอบเก็บความขุ่นใจไว้ภายใน
ต่อมาท่านผู้หญิงสมถวิลเรียกชลทิศกับปิ่นมาพบแล้วบอกให้ทั้งสองคนเตรียมตัวท่านจะจัดงานแต่งงานให้ ท่านอยากรักษาหน้า รักษาเกียรติของวงศ์ตระกูลนฤบดี ซึ่งทั้งปิ่นและชลทิศ ดีใจจนลืมไปเลยว่าสัญญากันไว้ว่าจะหย่ากัน
ใกล้วันแต่งงานของชลทิศกับปิ่น ทุกอย่างกำลังเป็ไปด้วยดี
แต่แล้ว เหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้น
“อะ...อะ....อูยยยย ..... พี่ทิศ พี่ทิศ ช่วยดาด้วย ช่วยด้วย”
เสียงเรียกอย่างเ็ปของธิดารัตน์หน้าห้องทำให้ชลทิศใเปิดประตูออกมา ทันทีที่เห็นร่างน้องสาวคนเดียวนอนตัวขดตัวงออยู่บนพื้นหน้าห้องนอน พี่ชายคนโตตาเบิกโพลง ะโเสียงดัง
“ดา ดา เป็อะไร เป็อะไร”
แล้ววิ่งไปนั่งลงสอดมืออุ้มน้องสาวขึ้นมาในอ้อมแขน
พอร่างน้อยถูกอุ้มลอยขึ้น ตรงพื้นมีกองเืเจิ่งนอง ชุดนอนเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงของเืจนทั่ว โดยเฉพาะ่กลางลำตัว
ชลทิศอุ้มร่างโชกเืของน้องสาว วิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว อุ้มเข้าไปในรถ แล้วบึ่งรถออกไปทันทีราวพายุ
ณ โรงพยาบาลเอกชนกลางเมือง
ธิดารัตน์ได้รับการรักษาช่วยเหลือจากแพทย์ ออกจากห้องผ่าตัดมาตอนดึก ชลทิศเฝ้าน้องสาวตลอดคืนด้วยความเป็ห่วง
ธิดารัตน์ฟื้นขึ้นในตอนเช้าในห้องพักเดี่ยวของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งสาวน้อยลืมตาขึ้นพบพี่ชายนั่งบนเก้าอี้ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงหล่อนแทนที่จะนอนบนโซฟาญาติซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล ทำให้หญิงสาวน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาตื้นตันใจ สาวน้อยพยายามเปล่งเสียงออกจากลำคอแห้งผากอย่างยากลำบาก
“พี่...ทิศ พี่..ทิศ พี่...ทิศคะ”
เสียงหล่อนจึงแหบ เบา ขาดห้วนเป็่ ๆ แต่ชลทิศกลับได้ยินเงยหน้าขึ้น มองน้องด้วยสายตาห่วงใย พูดอย่างอ่อนโยน
“ดา เป็ยังไงบ้าง หิวน้ำมั๊ย พี่ไปหยิบมาให้นะ”
คนป่วยพยักหน้า แต่หน้าขยับได้เพียงนิดเดียว แล้วกลืนน้ำลายเพราะรู้สึกอยากดื่มน้ำจริงๆ
ชลทิศลุกขึ้นหยิบน้ำจากขวดเทใส่แก้วฉีกกระดาษที่หุ้มหลอดดึงออกแล้วเสียบหลอดลงไป จับปลายงอ มือหนึ่งสอดเข้าไปใต้ลำคอน้อง อีกมือยื่นแก้วน้ำให้น้องดูดจากหลอด
“ขอบ...คุณ...ค่ะ”
ธิดารัตน์พยายามพูด แต่ชลทิศรีบพูดแทรกกลัวน้องเหนื่อย
“ไม่ต้องพูดอะไรหรอก พักผ่อนเถอะ พี่จะเฝ้าดาอยู่ตรงนี้ นะ คนดีของพี่”
“ดา...ดา....ขอ.....โทษ”
“ไม่ต้องคิดมาก ไม่เป็ไร นอนเถอะนะ”
ชลทิศปากพูดพลาง มือหนาใหญ่ลูบไปบนเรือนผมยุ่งเป็กระเซิงของคนป่วยปลอบใจ รู้ว่าน้องเสียใจที่ทำให้เขาผิดหวังเพราะอาการป่วยของน้องคืออาการของคนตกเื
ชลทิศเห็นน้องสาวหลับไปอีก จึงลุกขึ้นเพราะพอดีกับโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นครืด ชายหนุ่มล้วงเข้าไปหยิบขึ้นมาดูชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ เมื่อรู้ว่าเป็ใคร เขายิ้มให้โทรศัพท์ราวกับคุยอยู่กับคนที่โทรเข้ามา
“ฮื่อ ... ไม่เป็ไรแล้ว....ฟื้นแล้ว...ไม่ต้องห่วง...ฮื่อ ...ได้ เดี๋ยวบอกให้ บาย”
ชลทิศกดปิดมือถือจับยัดใส่กระเป๋ากางเกงมองไปที่น้องสาวซึ่งหลับสนิทไปแล้ว เดินเงียบ ๆออกจากห้องพัก เลี้ยวไปตรงเคาเตอร์พยาบาลซึ่งมีเครื่องขายน้ำดื่มกระป๋องแบบหยอดเหรียญล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกข้าง หยิบเหรียญมาหยอดลงไป สักพักเสียงดัง
“ครื่ดดด...กึก”
กระป๋องเครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบถูกเขาหยิบออกจากเครื่องขายตู้สี่เหลี่ยมผืนผ้าอันใหญ่ ชายหนุ่มงัดห่วง้าขึ้นเปิดฝากระป๋องแล้วยกดื่ม ก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้แถวยาวใกล้ ๆ กัน
ภายในหัวมีภาพของรชานนท์ลอยไปลอยมา ในขณะที่ชายหนุ่มกัดฟัน ดวงตาเป็ประกายเคียดแค้น
ส่วนปิ่น
รชานนท์มองปิ่นคุยโทรศัพท์อย่างกระวนกระวายใจ ได้ยินแว่ว ๆ เหมือนชื่อที่เขาคุ้นเคย จึงเลียบๆ เคียง ๆ ถามไปว่า
“คุณปิ่นครับ ใครเป็อะไรหรือครับ”
“อ๋อ ... น้องสาวของพี่ทิศนะค่ะ ก็เพื่อนคุณรชานนท์ น้องธิดารัตน์ไงคะ เห็นคุณบอกว่าเป็เพื่อนกัน”
“อ้อ...เออ ใช่ครับ ก็แค่เป็เพื่อนกัน ไม่ได้...สนิทอะไรกันเท่าไหร่ ว่าแต่ เธอเป็อะไรเหรอครับ”
“เธอป่วยกะทันหัน เข้าโรงพยาบาลเมื่อคืนค่ะ”
“แล้วตอนนี้เธอเป็ยังไงบ้างครับ”
เขาถามอย่างร้อนรน ปิ่นมองด้วยแววตาเคลือบแคลง
“แหม...ผมก็ถามไปอย่างเพื่อนเป็ห่วงเพื่อนนะครับ เราเป็แค่เพื่อนกันจริง ๆ ครับ ฮ่าฮ่า”
“ฟื้นแล้วค่ะ แต่ยังต้องนอนดูอาการอยู่”
“เหรอครับ...อือ..”
รชานนท์พูดเสียงแปร่ง หัวเราะฝืนอย่างมีพิรุธ
แปลก แต่ช่างเถอะ เื่ของเขา ปิ่นเลิกสนใจ และเป็ครั้งแรกที่รชานนท์เป็ฝ่ายขอตัวเดินจากหล่อนไปซึ่งปกติเขาจะตอแยปิ่นแทบจะตลอดเวลา ทำให้ปิ่นมองตามหลังเขาที่เดินห่างออกไปอย่างสงสัย