จ้าวอี้เฟยมองมัดฟืนหลายมัดถูกทยอยขนเข้ามาเติมภายในห้องเก็บฟืน พอมีการแจ้งเตือนจากหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้หญิงหรือเด็กในหมู่บ้านหลายคนจะหยุดงานในแปลงนา หรืองานที่ต้องรับมอบหมายจากส่วนกลาง พวกเขาจะเก็บฟืนและเตรียมอาหารเอาไว้
“อากาศเริ่มเย็นแล้ว อีกไม่ถึงสัปดาห์หิมะต้องตกหนักแน่ การเก็บเกี่ยวเรียบร้อยหรือยัง” จ้าวอี้เฟยถามลูกสาว
ซุนเย่ถานพยักหน้า “อีกสองวันทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้วค่ะ ปีนี้พวกเราเก็บเกี่ยวกันั้แ่ต้นเดือนทำให้เก็บเกี่ยวเสร็จเร็วกว่าปีก่อน เพียงแต่ว่าผู้ชายในหมู่บ้านที่แข็งแรงส่วนใหญ่ยังต้องช่วยเหลือหัวหน้าหมู่บ้าน”
“ไม่ต้องเร่งหาฟืน เหนื่อยก็พัก”
ทุกปีบ้านสามทุกคนต้องไปหาฟืนมาใส่ห้องเก็บฟืนของบ้านตระกูลซุน เพียงแต่ว่าสมาชิกเยอะต่อให้เก็บเอาไว้มากใช้ไม่นานย่อมหมด จึงถูกแม่ซุนสั่งให้ใช้แค่วันละไม่กี่ท่อน
“เื่นั้นแม่ไม่ต้องห่วง มีฉันอยู่ด้วยต่อให้มีคนมาบังคับฉันก็จะนั่งพักอยู่ดี” ซุนม่านถิงเป็คนฉลาด หล่อนหัวไวมาก
จ้าวอี้เฟยนับวันเอาไว้ “น้องทั้งสองของพวกเธอเห็นทีจะหยุด่สิ้นปี ถ้าหิมะไม่ตกหนักก็ต้องไปโรงเรียนให้ได้”
ถึงเป็การเข้าเรียนปีแรกของพวกเขา แต่ระเบียบของโรงเรียนหากไม่มีประกาศออกมา จ้าวอี้เฟยย่อมต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หลังจากนี้พวกเราสองพี่น้องว่างแล้ว สลับกันไปรับไปส่งน้อง ๆ ได้” ซุนเย่ถานบอกแม่เลี้ยง
ลูกสาวคนโตเป็ผู้นำของเหล่าน้อง ๆ และยังใจอ่อน ลูกสาวคนรองค่อนข้างเข้ากันได้ดีกับจ้าวอี้เฟย แถมยังเข้มแข็งและเป็ที่พึ่งพาของพี่สาวกับน้อง ลูกสาวคนเล็กเชื่อฟังแม่เลี้ยงอย่างดี และเป็ลูกมือของจ้าวอี้เฟย
ส่วนลูกชาย... จ้าวอี้เฟยอยากใช้มือทึ้งผมตัวเอง แม้ว่าได้พูดคุยกับเขาไปแล้ว ว่าทำไมเขาต้องเรียนหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ร้องไห้กลับบ้านวันเว้นวันอยู่ดี
จ้าวอี้เฟยถาม “เย่ถาน ม่านถิง พวกเธอไม่คิดอยากเรียนหนังสือบ้างเหรอ”
“อายุของฉันเรียนไม่ได้แล้วค่ะ” ซุนเย่ถานยิ้ม “ต่อให้เป็โรงเรียนภาคค่ำ แม่ไม่ต้องสิ้นเปลืองส่งฉันไปเรียนหรอก หัวฉันอ่อนด้อยมาก”
“อยากเรียนค่ะ แต่เหมือนที่พี่สาวพูด ปีนี้ฉันอายุ 15 จะให้ไปเรียนร่วมห้องกับน้องสาวและคนอื่น จะเป็ที่ขบขันของโรงเรียน”
“แล้วถ้าไม่ใช่โรงเรียนล่ะ”
ซุนม่านถิงตาโตพลางกระตาปริบ ๆ มองจ้าวอี้เฟยสลับกับมองพี่สาว “แม่หมายความว่ายังไงเหรอคะ?”
ตรงนี้มีเพียงพวกเธอทั้งสามคน จ้าวอี้เฟยใช้มือป้องปากกระซิบ “ไม่เกินสามปีจะมีข่าวฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม่อยากให้พวกลูกได้เรียน”
“อะไรนะ!”
“ข่าวจริงเหรอคะ”
ั้แ่ปี 1966 ระบบการศึกษาหยุดชะงักและไม่มีการสอบเกาเข่า นักเรียนที่จบมัธยมปลายหรือหลายคนเรียกเยาวชนในเมืองใหญ่ พวกเขาถูกส่งมาตามชนบทให้เรียนรู้การเป็อยู่ของชาวบ้าน รวมถึงส่งมาสอนหนังสือสำหรับเด็กที่ไม่ได้รับโอกาส
“เื่นั้นยังไม่แน่ชัด แต่เตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน”
สำหรับตัวของจ้าวอี้เฟยจำได้แม่นยำว่าภายในปี 1978 จะมีข่าวการสอบเกาเข่าก่อนสอบจริงเพียงสองเดือนเท่านั้น เธอ้าให้ลูกสาวทั้งสามคนเข้าสอบในครั้งนี้ด้วย ส่วนซุนเล่อยังเด็กเกินไปที่จะสอบ
“ฉันกับน้องสาวไม่เคยเรียนหนังสือ”
คำพูดของซุนเย่ถานบ่งบอกได้ว่าหล่อนกำลังสนใจ “แม่สามารถช่วยสอนหนังสือให้พวกลูกใน่ค่ำได้ แต่เื่นี้นอกจากพวกเรา พ่อของลูก คนอื่นห้ามรู้เด็ดขาด”
หนึ่งถ้าคนอื่นรู้บางทีอาจตื่นตัวและกลายเป็คู่แข่งตัวฉกาจของลูกสาว สองพวกเขาอาจมาหาจ้าวอี้เฟยเพื่อสอบถาม สามก็คือถากถางจ้าวอี้เฟย
ซุนม่านถิงพยักหน้า “แต่ถ้าพวกเราได้เรียนจริง ค่าใช้จ่ายจะไม่น้อยเลย”
“พวกเราต้องหาเงินเอาไว้เยอะ ๆ ถึงตอนนั้นก็เรียนได้แล้ว”
“ที่แม่เคยพูดว่ายังไม่อยากให้ฉันรีบแต่งงานเพราะคิดเื่นี้ใช่ไหมคะ”
พอปะติดปะต่อเื่ราวได้ซุนเย่ถานก็เข้าใจมากขึ้น แม่เลี้ยง้าให้หล่อนและน้องสาวมีอนาคตที่ดี ยังไม่อยากให้แต่งงาน
“อืม แต่ถ้าคู่หมั้นของเธอดี การแต่งงานก็สามารถจัดได้” ปีแรกของการฟื้นฟูดูเหมือนว่าเงื่อนไขยังไม่มี หญิงสาวที่แต่งงานแล้วยังเรียนได้
“ฉันอยากเรียนค่ะ” ั้แ่จำความได้ซุนเย่ถานโตมากับคำว่ามีคู่หมั้นแล้ว “ฉันยังไม่อยากแต่งงานตอนอายุน้อย ถ้าแม่คิดว่าดีก็ต้องคุยกับพวกเขา”
“ป้าชิงต้องไม่ยอมแน่เลย”
ซุนเย่ถานบอกน้องสาว “ตอนนี้พวกเราเพิ่งแยกครอบครัว ต่อให้ป้าชิงมาสู่ขอวันนี้ก็แต่งงานไม่ได้ อีกอย่างใช้ข้ออ้างของน้องที่เรียนหนังสือได้”
ใช่แล้ว จะมีบ้านสามีบ้านไหนชอบให้สะใภ้เอาเงินมาให้บ้านเดิมอีก ซุนเย่ถานสามารถอ้างได้ว่าต้องส่งน้องสาว น้องชายเรียนหนังสือ ถ้ายินดีช่วยจ่ายก็แต่งงานได้ และเชื่อว่าพ่อของหล่อนต้องยังไม่อยากให้แต่งงานเหมือนกัน
ซุนเย่ถานนับว่ามีไหวพริบดีมาก
...