หม่าซิงเป็ผู้คุมมานาน ทว่าไม่เคยพบการกระทำที่โจ่งแจ้งเช่นนี้มาก่อนจึงตะลึงงันไปชั่วขณะ
เมื่อได้สติเขาก็รีบปฏิเสธ “หลินเหนียงจื่อทำเช่นนี้ไม่ได้”
“ไม่ได้ให้ท่านคนเดียวเสียหน่อย” หลินเสวี่ยจู๋กล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “นี่คือเงินค่าน้ำชาให้ผู้คุมทุกท่านที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากท่านช่วยเอาไปมอบให้พวกเขาแทนข้าหน่อย”
หม่าซิงพยักหน้า เขาเข้าใจเื่ราวทั้งหมดในทันทีพลางคิดว่าหลินเหนียงจื่อยังคงมองการณ์ไกลยิ่งนัก
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” หม่าซิงพูดจบก็คว้าเงินแล้วรีบวิ่งจากไป
ไม่นานเหล่าผู้คุมก็หิ้วถังเดินตรงมาแล้วเริ่มแจกจ่ายอาหารให้ทุกคน
ยังคงเป็ขนมปังสีดำเมี่ยมคนละชิ้น
ทว่าเมื่อผู้คุมเดินมาถึงหลินเสวี่ยจู๋ก็มอบหมั่นโถวแป้งขาวให้นางสองลูก
กัวซื่อเห็นก็ะโทันที “ท่านผู้คุม นางมีสิทธิ์อันใดถึงได้กินหมั่นโถว?”
“พูดจาเหลวไหลให้น้อยลงหน่อย!” ผู้คุมสะบัดแส้เป็เชิงข่มขู่อย่างไม่สบอารมณ์
กัวซื่อเงียบทันที ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปที่ผู้คุมอย่างไม่ลดละ
นางพบว่าไม่เพียงแต่หลินเสวี่ยจู๋จะได้หมั่นโถวแป้งขาวบางคนก็ได้ด้วย
ดังนั้นนางจึงเดินเข้าใกล้เหล่าผู้คุมแล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
เมื่อนางกลับมารวมกลุ่มก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เป็อันใดไปอีก?” หลินเฉิงคุนถามอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบสีหน้าในเวลานี้ของกัวซื่อ
กัวซื่อจ้องฮูหยินผู้เฒ่าอย่างขุ่นเคือง “ข้าได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกันว่าหลังจากกินอาหารเสร็จจะอนุญาตให้ญาติมาเยี่ยมข้าคิดว่าหากถึงตอนนั้นเราติดสินบนผู้คุมสักหน่อย พวกเขาย่อมทำเป็หลับตาข้างหนึ่งท่านแม่ ท่านบอกว่าจะมีคนส่งเงินมาให้เราไม่ใช่หรือเ้าคะ? ท่านดูสิ คนอื่นให้เงินผู้คุมนิดหน่อยก็ได้กินหมั่นโถวแป้งขาวแล้ว ทว่าเรากลับต้องมากินขนมปังสีดำนี้อยู่อีก”
คำพูดนี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มหมดความมั่นใจ
คนสนิทที่นางส่งออกไปเป็นางเฒ่าที่ติดตามนางมาหลายสิบปีตามหลักแล้วควรที่จะไว้ใจได้
แต่ตอนนี้ทั้งสกุลของนางถูกเนรเทศเกรงว่าชีวิตนี้คงกลับมาเมืองหลวงไม่ได้แล้ว
นางเฒ่านั่นอาจเห็นทรัพย์สมบัติแล้วเกิดความคิดที่จะฮุบหมู่บ้านการเกษตรของนางไว้เพียงผู้เดียวจากนั้นก็ไม่ส่งเงินมา
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ตอบคำถามของกัวซื่อเพียงลอบกำหมัดแน่น
หลินเสวี่ยหลานเอ่ยปาก “ท่านแม่เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ต้องพูดอะไรแล้วเ้าค่ะ แม้ว่าขนมปังสีดำจะน่าสะอิดสะเอียนจนยากที่จะกลืนแต่ท้ายที่สุดก็สามารถรองท้องได้ เรากินมันเสียจะดีกว่าเ้าค่ะ”
ขณะที่พูด นางก็กัดขนมปังสีดำหนึ่งคำ‘แหวะรสชาติช่างยากที่จะบรรยาย’
แต่นางหิวมาหลายวันแล้วหากไม่กินอีกเกรงว่าจะไม่มีแรงเดินทางต่อ
ทำได้เพียงข่มความคลื่นไส้ฝืนกินขนมปังสีดำจนหมด
คนอื่นล้วนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนางมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ดัดจริตเพียงใดก็ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน
ดังนั้นแต่ละคนจึงเอามือปิดจมูกแล้วยัดขนมปังสีดำใส่ปาก
สภาพอันน่าอนาถของพวกเขาช่างแตกต่างจากสกุลหลินสายรองที่กำลังเบิกบานใจยิ่งนัก
หลังจากแบ่งหมั่นโถวแป้งขาวกินกันจนหมดเจี่ยงฉีซวงก็หยิบขนมปังสีดำขึ้นมาดม พลางเอ่ยอย่างมองโลกในแง่ดี “แตกต่างจากที่แจกให้ในห้องขังกลิ่นดูสดใหม่กว่ามาก น่าจะกินได้”
หลินเฉิงเหยารีบเอ่ยวาจาเห็นด้วยกับภรรยาทันที “เรากำลังจะออกเดินทาง หากกินอาหารควรกินอาหารที่สดใหม่ที่สุดรีบกินเสียเถิด”
หลินเฉิงจางกัดขนมปังสีดำหนึ่งคำแล้วดื่มน้ำที่หลินเสวี่ยจู๋ไปขอมาจากผู้คุม จากนั้นก็หัวเราะก่อนจะเอ่ย “น้ำนี่อร่อยจริงๆแม้แต่ขนมปังก็หวานยิ่งนัก”
“จริงหรือ? ข้าจะลองกินด้วย” เหวินซิ่วชิงกัดขนมปังก่อนจะดื่มน้ำตามสามีเมื่อกินเสร็จนางก็พยักหน้า “หวานจริงๆ”
เอ่ยจบก็ยื่นชามใส่น้ำให้หลินเจียย่วน
หลินเจียย่วนรับมาแล้วดื่มเงียบๆจากนั้นก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อย
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางมีความสุขท่ามกลางความยากลำบากของพวกเขาก็อดใจไม่ได้หยิบไก่ทอดออกมาจากอ้อมอก
นางเอ่ยอย่างเฉยเมยท่ามกลางสายตาประหลาดใจของพวกเขา “เมื่อครู่หม่าซิงแอบยัดไก่ทอดให้ข้าอย่าให้คนเห็นเข้าล่ะ รีบกินกันเถิด”
ขอโทษนะหม่าซิงยังไม่ทันออกเดินทางก็ให้ท่านเป็แพะรับบาปเสียแล้ว
การที่หลินเสวี่ยจู๋หยิบสิ่งของออกมาจากอ้อมอกเป็ครั้งคราวนอกจากครอบครัวของเหยียนต้าที่เพิ่งเข้าร่วมกลุ่ม คนที่เหลือก็เริ่มเคยชินบ้างแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็รีบล้อมวงเข้ามาใกล้ ใช้ร่างกายบดบังสายตาของผู้อื่น แล้วลงมือกินอย่างเงียบงัน
กินเสร็จทุกคนก็เช็ดปากที่มันเยิ้มจนสะอาดแล้วทำทีเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โดยเฉพาะหลินเฉิงจางขณะที่แสร้งทำเป็บ่นว่าขนมปังสีดำแห้งเล็กน้อย ก็ลอบโยนกระดูกไก่ทิ้ง
ส่วนครอบครัวของเหยียนต้าที่ไม่ยอมกินอาหารร่วมกับเ้านายเป็อันขาดก็กินขนมปังสีดำที่ผู้อื่นไม่กินจนหมด
สรุปแล้วทุกคนล้วนอิ่มหนำสำราญ
ในเวลานี้ หลิวขุยผู้เป็หัวหน้าผู้คุมก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปากถาม “พวกเ้าพบเจอญาติของตนเองกันหมดแล้วใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็ออกเดินทางได้แล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋ลอบยิ้ม นางรู้ว่าพวกเขาจงใจรอเผื่อมีคนติดสินบน
น่าเสียดายที่สกุลหลินไม่มีสกุลใดมาส่ง
ฝั่งของหยวนซิวยิ่งเป็ไปไม่ได้คนในสกุลของเขาล้วนอยู่ในวังหลวง
หลิวขุยกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะโบกมือให้ลูกน้อง “เริ่มเดินทาง”
เหล่าผู้คุมตวัดแส้ไปมาคอยเร่งให้เหล่านักโทษรีบลุกขึ้นยืน
มือของหลินเสวี่ยจู๋ประคองเหวินซิ่วชิงกับหลินเจียย่วนขึ้นมาคนละข้าง
หลินเฉิงจางเดินมาอยู่ข้างกายเหวินซิ่วชิงด้วยท่าทีเป็ธรรมชาติ
หลินเฉิงเหยาเองก็จูงมือเจี่ยงฉีซวงราวกับลืมไปแล้วว่าพวกเขายังมีหลินอวี่เซวียนบุตรชายวัยห้าขวบอยู่หนึ่งคน
เมื่อเห็นเด็กน้อยพยายามที่จะพูดคุยกับบิดามารดาแต่กลับไม่มีโอกาสหลินเสวี่ยจู๋จึงทำได้เพียงจูงมือเขาไว้อย่างขบขัน
“เสี่ยวเซวียนเซวียนบิดามารดาเ้าหวานเลี่ยนกันเกินไปแล้ว วันหน้าเ้าก็อยู่กับพี่หญิงและอาหญิงเถิด” นางจงใจพูดเสียงดัง ทำให้หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงหยุดชะงัก จากนั้นพวกเขาก็หันกลับมามองนางด้วยสายตาขอโทษขอโพย
ยอดเยี่ยม นางพูดขนาดนี้แล้วยังไม่รีบมาจูงมือหลินอวี่เซวียนอีกเช่นนั้นหมายความว่าจะขอให้นางดูแลเขาสิท่า
หลินเสวี่ยจู๋โบกมือให้สองสามีภรรยาสื่อความหมายให้พวกเขาเดินต่อ
มือข้างหนึ่งของนางจูงหลินอวี่เซวียนส่วนมืออีกข้างจูงหลินเจียย่วน ตอนนี้หน้าที่ของนางคือดูแลเด็กน้อยกับคนป่วย
ตอนแรกหลินเจียย่วนมีท่าทีเขินอายนางกำแขนเสื้อของหลินเสวี่ยจู๋ไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบา “เสวี่ยจู๋ เ้าไม่ต้องสนใจข้า ข้าทนไหว”
แม้แต่ตัวนางเองยังรู้สึกประหลาดใจเมื่อวานตอนที่ถูกจับตัวมายังรู้สึกไม่มีแรงอยู่เลย เดิมทีคิดว่าวันนี้จะต้องเป็ภาระของทุกคนแล้วไม่คาดคิดว่านอกจากอ่อนเพลียเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีอาการเ็ปใดๆ อีก นางเล่าเื่นี้ให้หลินเสวี่ยจู๋ฟังเบาๆ
หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่มีทางบอกว่าเป็เพราะน้ำพุจิติญญานางเพียงเอ่ยหยอกเย้า “อาหญิงท่านเคยคิดหรือไม่ว่าร่างกายท่านอาจตกอยู่ในภาวะคับขัน”
หลินเจียย่วนไม่เข้าใจ นางถามทันที “ภาวะคับขัน?”
หลินเสวี่ยจู๋อธิบายด้วยรอยยิ้ม“หมายถึงยามปกติมักป่วยออดแอด แต่พอถึงสถานการณ์คับขันที่ต้องใช้กำลัง ร่างกายกลับไม่เป็อันใด”
หลินเจียย่วนถามด้วยความสนใจ“มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ยังคงเอ่ยอย่างหยอกเย้า“เช่นนั้นท่านก็ลองดูไปก่อนก็ได้เ้าค่ะ”
อาหญิงของนางผู้นี้เป็คนน่าสงสารร่างกายไม่แข็งแรงมาั้แ่เล็ก นิสัยจึงไม่ร่าเริง เมื่อถึงวัยปักปิ่นก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าจับให้แต่งกับบัณฑิตยากจนและไร้คุณธรรมผู้หนึ่ง
หลังจากถูกฮุบสินสอด นางก็ถูกบัณฑิตผู้นั้นทอดทิ้งโดยให้เหตุผลว่านางไม่อาจมีลูกได้นางจึงเดินทางกลับจวนสกุลหลินด้วยความอับอาย หลังจากนั้นก็จมอยู่ในความเศร้าโศกแต่งกายเหมือนแม่หม้ายตลอดเวลา
.............................