ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 2 : ดาบดำ (3/10)

    เด็กสาวส่ายหัวก่อนจะเอ่ยต่อ “ทางนั้น...”
    ฮาจาชี้ไปทางทิศของเมืองหลวงหลังจากที่เธอตั้งสมาธิเพื่อเพิ่มความเฉียบคม สัมผัสพิเศษของเธอไม่เพียงแต่ทำให้รับรู้ถึงจิตวิญญาณของปีศาจ แต่มันยังบอกระยะและทิศทางได้อย่างแม่นยำ
    ฮาจาสามารถสัมผัสถึงพลังปีศาจได้แม้ว่ามันจะเบาบางแค่ไหน พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดนี้ทำให้เธอถูกพ่อแม่ขายให้กับสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งเพื่อฝึกฝนให้เธอเป็นนักบวช เด็กสาวไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะมี ทุกวันของเธอมีแต่การฝึกฝนอย่างหนักวันแล้ววันเล่า
    เด็กสาวไม่เคยโกรธโทษโชคชะตา ในทางตรงข้ามเธอกลับรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เธอกลายเป็นเธอในวันนี้ ขอบคุณที่ทำให้เธอได้รู้คุณค่าของความสุข ขอบคุณที่ทำให้เธอได้รู้จักกับความทุกข์ยาก รวมไปถึงขอบคุณพ่อแม่ที่เธอจำไม่ได้แม้แต่หน้าตา ผู้ทำให้เธอได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ความสามารถที่เธอมีอยู่ ขอแค่มันมีประโยชน์ต่อผู้อื่นเธอก็ดีใจแล้ว
    “งั้นก็พอดีเลย ไปสืบข่าวดาบดำด้วย และก็ตรวจสอบสิ่งผิดปกตินี้ด้วย บางทีคงเกี่ยวข้องกับอันเดดที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วพวกนี้”
    “ตกลงตามนี้” เอ็ดวานผู้ไม่มีบทเดินมาสรุปแผนเดินทางให้
    กลุ่มนักเดินทางกลุ่มเล็กเริ่มเดินทางมุ่งสู่เมืองหลวง พวกเขาเช่ารถม้าคันหนึ่งซึ่งกว่าจะหาคนขับรถม้าที่ยอมเดินทางไกลได้ก็ต้องเสียเวลาพอสมควร เจ้าของรถม้าที่พากันปฏิเสธเหล่านั้นอ้างว่าตนไม่อยากอยู่กลางป่ายามกลางคืนเนื่องจากกลัวพวกอันเดดเข้าโจมตี ทั้งสามจึงได้ลุงแก่กับรถม้าวัยเดียวกับลุงมาแทน
    “โอย ข้าไม่กลัวหรอก ถึงเวลาตายเดี๋ยวมันก็ตาย ถ้าข้าอยู่แต่บ้านไม่ออกรับจ้างหรือมัวแต่เลือกลูกค้า ข้าจะอดตายเสียก่อนถูกปีศาจฆ่าเสียอีก” ลุงเจ้าของรถม้าพูดขณะตบแผงคอของ ‘เจ้าแก่’ ม้าวัยดึกคู่หูของลุง
    “จะไหวไหมเนี่ยลุง” เอ็ดวานอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ ซึ่งเมื่อลุงได้ยินก็รีบทำท่าออกกำลังกายกระฉับกระเฉงให้ดู
    “ข้าเชื่อในตัวลุงนะ” ลูนาร์ทำหน้าตาขึงขังแบบทีเล่นทีจริงพลางกำมือชนกำปั้นกับลุง
    เส้นทางในการเดินทางครั้งนี้เป็นเส้นทางตัดตรงสู่เมืองหลวงโดยไม่อ้อมแวะพักเมืองข้างเคียงเนื่องด้วยไม่อยากเสียเวลา หากเป็นรถม้าคันอื่นคงปฏิเสธที่จะเดินทางเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แต่ลุงกับเจ้าแก่กลับตอบตกลง
    “ตอนสมัยข้าหนุ่มๆ เท่ากับพวกเจ้าในตอนนี้ ข้าเคยเป็นนักผจญภัย บางครั้งก็รับจ้างคุ้มกันขบวนพ่อค้าที่เดินทางข้ามเมืองจากพวกโจร พวกอมนุษย์” ลุงเริ่มเล่าชีวิตของเขาตั้งแต่เริ่มออกผจญภัยกระทั่งแต่งงานกับสาวงาม และมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอย่างสงบสุข ลูนาร์กับเอ็ดวานนั้นฟังบ้างไม่ฟังบ้างในขณะที่ฮาจาตั้งใจฟังและสนทนาโต้ตอบกับลุงอย่างสนุกปาก
    ลูนาร์มองฮาจาแล้วอมยิ้ม ไม่ว่านักบวชสาวผู้นี้จะสนใจเรื่องที่ลุงคนขับรถม้าเล่าหรือเปล่า แต่ท่าทางที่ใส่ใจผู้อื่นแบบนี้ทำให้เธออดขำไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของเอ็ดวานผู้นั่งอยู่ตรงข้ามหมดแล้ว
    ชายหนุ่มไม่รู้ว่าความรู้สึกคุกรุ่นในใจนี้มีสาเหตุจากอะไร เพราะอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่หนุ่มหน้าหวานนี้มีต่อฮาจา เพราะความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่นี้ที่เป็นไปรวดเร็ว เพราะความสับสนเมื่อคืน หรือเพราะเหตุใดกันแน่ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย
    “ลูนาร์” เอ็ดวานคิดฟุ้งซ่านอยู่นาน ในที่สุดจึงตัดสินใจเรียกคนตรงหน้าให้ละสายตามาที่เขา
    “หืม”
    “เจ้ามีญาติพี่น้องที่หน้าตาเหมือนเจ้าบ้างรึเปล่า”
    “หน้าเหมือนข้าก็แม่ข้าไง คนมักบอกว่าข้าสวยเหมือนแม่”
    ลูนาร์ตอบราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องถามด้วยหรือ ภาพใบหน้าหญิงสาวที่ทางเดินของโรงแรมเมื่อคืนผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเอ็ดวาน แล้วเขาก็ต้องปัดทิ้งอย่างรวดเร็ว
    ...อ่อนวัยแบบนั้น ไม่ใช่แม่แน่ๆ...
    “อ่อ มิน่าล่ะ ใบหน้าของเจ้าจึงมีเค้าเหมือนผู้หญิงมากกว่า” เอ็ดวานพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเห็นท่าทีนิ่งเงียบของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เข้าใจว่าตนเองได้เสียมารยาทไปเสียแล้ว เขารีบโบกไม้โบกมือขอโทษเป็นพัลวัน
    “อ๊ะ ขอโทษ ข้าไม่ได้ว่าเจ้าว่าเจ้าหน้าตาไม่สมชายชาตรีนะ”
    แต่มันกลับแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
    “...”
    “...”
    เอ็ดวานขยี้ผมรังนกของตัวเองจนยุ่งเหยิงหนัก เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งบทสนทนาก็จบลงเพียงเท่านี้โดยที่ไม่มีใครเอ่ยอะไรต่อ
    ที่ลูนาร์เงียบไปเพราะเพิ่งคิดได้ว่าตัวเองเกือบเผยแล้วว่าเป็นผู้หญิง ผู้ชายอะไรจะถูกชมว่าสวยเหมือนแม่ อันที่จริงเธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังความจริงเรื่องนี้ แต่เห็นเอ็ดวานทำหน้างงแล้วตลกดี เธอจึงไม่อยากบอกนอกจากว่าเขาจะรู้ตัวเองและถามเธอมาตรงๆ ซึ่งเธอก็จะตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน แต่น่าจะยาก...
    ลูนาร์แสร้งเมินและสนใจอยู่กับการระวังภัย ตลอดการเดินทางไม่มีเดวัลตัวใดกล้าเข้ามารบกวนเลยแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงอันเดดซึ่งไม่ว่าจะเก่งเพียงไรก็ไม่อาจทำอะไรพวกเธอได้ เมื่อตกดึกก็หยุดพักและผลัดกันเฝ้าเวรยาม กระทั่งถึงที่หมายก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจนแม้แต่ลุงคนขับเองยังแปลกใจ
    “พวกอันเดดที่ชาวบ้านกลัวนักกลัวหนาไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวเลย ต้องเป็นเพราะว่ามันเกรงในความเก่งกาจข้าแน่ๆ ถึงไม่ค่อยโผล่หัวออกมากัน” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังก่อนจะร้องโอดโอยเพราะเอวเคล็ด
    “แล้วลุงจะเดินทางกลับยังไงเหรอคะ” ฮาจาถามเพราะความเป็นห่วง สาเหตุที่ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเพราะมีผู้มีฝีมืออย่างลูนาร์กับเอ็ดวานเดินทางมาด้วย แต่ขากลับตัวชายแก่เพียงคนเดียวคงไม่ปลอดภัย
    “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกหนู” ลุงว่าแค่นั้นแล้วโบกมือลาก่อนจะเคลื่อนรถม้าเก่าๆ จากไป ทั้งสามได้แต่มองส่งลุง และอวยพรให้ลุงปลอดภัยอยู่ในใจเงียบๆ
    “เป็นลุงที่สุดยอดมากค่ะ ขนาดข้ายังไม่กล้าเดินทางคนเดียวผ่านป่าเลย” ฮาจาอดที่จะชื่นชมไม่ได้
    “เจ้าสัมผัสพลังมืดได้จากที่ไหน” ลูนาร์ถามพลางมองมาทางฮาจา ส่วนนักบวชสาวก็จ้องเขม็งไปยังทิศทางหนึ่ง อีกสองหนุ่มจึงมองตามทิศนั้นแล้วพบว่าเป็นร้านอาหารระดับหรูหราที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า
    “เอ้อ ข้าก็หิว แต่ร้านนี้จะไม่แพงไปหน่อยรึ” ชายแท้เพียงหนึ่งเดียวลูบท้อง
    “ไม่ใช่สิคะ ข้างหลังร้านอาหารนี้ต่างหากเล่า!” ฮาจาเผลอตัวร้องเสียงสูง เธอชี้ข้ามร้านอาหารไปยังสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สูงกว่าอาคารใดๆ ในเมืองและมีความสวยงามซึ่งผสมผสานระหว่างความเก่าแก่โบราณกับความหรูหราตามสมัยนิยม
    มันคือพระราชวังแห่งเอเทเซีย
    “เล่นของสูงนะเนี่ย”
    “เจ้าแน่ใจรึว่าคือที่นั่น”
    “ค่ะ ยิ่งเข้าใกล้สัมผัสยิ่งรุนแรงมากขึ้น มันต้องมาจากพระราชวังนั่นแน่นอน” สีหน้ามั่นใจฉายชัดบนใบหน้าของนักบวชสาว ทว่าแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลอย่างรวดเร็ว
    “จะทำอย่างไรกันดี” เอ็ดวานถามความเห็นของทั้งสอง
    “ก็คงต้องเข้าไปดูสักหน่อยแหละ ยิ่งในวังด้วยแล้ว ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแล้วส่งผลต่อทั้งอาณาจักรนี่แย่เลยนะ”
    “มีแผนไหม”
    “อยากได้แผนประมาณไหนล่ะ ถ้าระดับรุนแรงอย่างเผาเมืองสร้างความวุ่นวายแล้วบุกเข้าวัง ข้าคิดให้ได้นะ”
    “ท่านลูนาร์อย่าพูดล้อเล่นแบบนั้นสิคะ ข้าขอแผนที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุดค่ะ” ฮาจาโวยวาย
    “ได้ๆ งั้นเราหาที่ลับตาคนคุยกันเถอะ ตรงนี้โจ่งแจ้งเกินไป”