
(11 ) เข้าถ้ำเสือ
“ข้าว่า . . สองพี่น้องนี้ ดูไม่น่าไว้ใจ ” . . .
“ ดูแล้วคนพี่ จะเป็คนฉลาดคอยกำกับวางแผนไว้ให้คนน้อง ใช้มารยาหญิงยั่วยวนเพื่อจับพี่เอกไว้ใช้งาน ”บุญมีพูดขึ้น ขณะที่นั่งผิงไฟกันอยู่ที่รอบกองไฟ
“ หากเราจะให้ทั้งสองคนนี้เดินทางไปกับเราด้วยจริงๆ จะทำให้เสียแผนการที่เราได้วางกันไว้หรือเปล่า? ”นายสิงห์ถามขึ้น
“คนพี่ อาจหอบเอาสมบัติหนีไปได้ เมื่อมีโอกาส ” . . .
“แล้วจะทิ้งคนน้องไว้ ให้เป็ปัญหากับพวกเราได้ในภายหลัง ” หมอนิน พูดขึ้นบ้าง
เอกรับฟังข้อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากทุกคนนั่งครุ่นคิดว่าควรที่จะทำอย่างไร หากต้องไปช่วยท่านขุนออกมาก็อาจทำให้แผนการที่วางไว้ มีความเสี่ยงและสำเร็จได้ยากขึ้น หากจะปฏิเสธไม่ช่วยทั้งๆ ที่ในแผนที่วางไว้ ก็อาจมีโอกาสให้ช่วยได้หากไม่ช่วยก็อาจทำให้ชีวิตคนอีกหลายคนต้องตายไปได้ซึ่งการมีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้คน แล้วไม่ช่วย ไม่ใช่วิสัยของเอก . . .
ทุกคนงีบหลับพักผ่อนเอาแรงเอกที่ได้พักหลับไปก่อน อาสาตื่นมาเฝ้ายามตอนใกล้รุ่งสาง การที่ได้หลับพักสมองบ้างทำให้เอกคิดแผนการเพิ่มเติม เข้าไปในแผนการเดิมที่วางกันเอาไว้ได้ . .สักพักทุกคนก็ตื่นขึ้นมา แล้วถามกับเอกว่า จะเอาอย่างไร? . .
“ข้าจะช่วยท่านขุน และจะใช้ประโยชน์จากสองพี่น้อง จากการช่วยในครั้งนี้ด้วย! ” แล้วเอกก็เล่าแผนการที่ตนเองคิดไว้ ให้ทุกคนฟัง . . .
“ก็ดีเหมือนกัน เข้ากับแผนเดิมที่เราวางแผนกันไว้ได้ คงต้องซักซ้อมแผนการให้กับสองพี่น้องนั้นได้เข้าใจด้วย ” ทุกคนลงความเห็น
“แผนการช่วยท่านขุนของข้าหรือ? ” เสียงคุณมะลิดังแทรกขึ้น! อย่างดีใจ
สองพี่น้องเดินเข้ามาน้องสาวมีสีหน้ายิ้มดีใจ เพราะเข้าใจว่าพวกของเอกยอมช่วยท่านขุนของเธอแล้วเอกจึงยอมรับและบอกว่า อยากให้ทั้งสองมีส่วนร่วมในแผนการนี้ด้วยซึ่งจะทำให้แผนการสำเร็จได้ง่ายขึ้น จึงเรียกให้ทั้งสองเข้ามานั่งฟังซักซ้อมในแผนการที่จะทำกันเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เข้าสู่วันที่สามของการเดินทางไปช่วยท่านขุน หมอนินที่คุ้นเคยกับพื้นที่ และเส้นทางโจรแถบนั้นอยู่ก่อนแล้วรับหน้าที่แกะรอยตามกลุ่มโจร ที่เดินนำหน้าไปก่อน บอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมเพราะได้เข้าเขตบ้านลาดเมืองเพชรบุรี ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของขุนโจรดำแล้วและเริ่มแผนการโดยการมัดมือ ผูกเชือกโยงสองพี่น้องเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ดูเหมือนกับถูกจับกันมาเอก นายสิงห์ และบุญมี เอาผงถ่านที่เตรียมเอาไว้แล้ว ถูเสื้อผ้า ถูหน้าถูตัวให้ดูสกปรกผิวดำหยาบกร้าน ดูเป็คนเหี้ยมโหด เหมือนกับลักษณะของโจรแล้วเอาถุงผ้าที่ใส่สมบัติจากพันวิเศษ มาให้อาสิงห์เป็คนสะพายไว้เพื่อให้ทุกอย่างดูสมจริง ก่อนพากันมุ่งหน้าเข้าสู่เขตชุมโจรขุนดำ
หมู่บ้านชุมโจรแห่งนี้ไม่เคยมีชื่อเรียกอย่างเป็ทางการ มีแต่ชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบๆนอกจะรู้ว่าที่นี่เป็แหล่งซ่องสุมของพวกโจร เล่ากันว่ามีโจรที่ชื่อไอ้ดำอาละวาดปล้นฆ่าอยู่แถบนครศรีธรรมราช หนีการกวาดล้างจากทางการอย่างหนัก มาปักหลักตั้งตัวเองเป็ใหญ่อยู่ที่นี่เปิดรับพวกนอกกฎหมายทุกคนให้มาอยู่ใต้การปกครองของตนเองเมื่อไปก่อเหตุปล้นฆ่าที่บ้านไหน ก็จะใช้ชื่อประกาศว่า เป็พวกขุนโจรดำเพื่อให้ใครที่ได้ยินแล้วจะรู้สึกหวาดกลัวทำให้เป็ที่เกรงขามต่อทางการและผู้คนทั่วไป
พื้นที่หมู่บ้านแห่งนี้เดิมเป็ป่ารกทึบ อยู่ในเทือกเขามีพื้นที่สูงต่ำสลับซับซ้อน ยากต่อการเข้าถึงหากไม่ชำนาญทางก็จะเดินวนหลงอยู่ในป่า หาทางออกไม่เจอ เป็ไข้ป่าตายหรือโดนเสือในป่าจับกินได้
บ้านหรือน่าที่จะเรียกว่ากระต๊อบถูกสร้างด้วยไม้ไผ่ล้วนรวมทั้งหลังคาด้วย ใต้ถุนยกสูงเพื่อป้องกันน้ำป่าที่มักจะพัดไหลลงมาจากูเาอยู่เป็ประจำเมื่อฝนตกหนักแต่ละหลังปลูกห่างกันอยู่ในดงไม้ พอให้ะโได้ยินถึงกันได้คนในบ้านจะมองออกมาเห็นคนนอกบ้านได้ง่ายแต่คนที่อยู่ยอกบ้านจะมองไม่เห็นว่ามีคนอยู่ในบ้านหรือไม่
“ไอ้หมอนิน . . พ่อขุน ถามหาเ้ามาหลายวันแล้ว เ้าเข้าไปหาพ่อด้วยล่ะ ”สมุนโจรที่รู้จักไอ้นิน ะโออกมาบอก ขณะที่หมอนินเดินนำอยู่ข้างหน้า
“เออ . . ขอบใจนะ ” หมอนิน ะโตอบกลับไป
การลักพาตัวผู้คนมาเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วคุมตัวพาเดินเข้าหมู่บ้านชุมโจรเข้ามา เป็เื่ปรกติของที่นี่ เอกจึงใช้อุบายเป็พวกเดียวกันโดยให้หมอนินเป็คนออกหน้า เบี่ยงเบนความสนใจให้กับคนที่เหลือเพื่อไม่ให้ดูเป็คนแปลกหน้า ที่เข้ามาในชุมโจรแห่งนี้
ทั้งหมดยังต้องเดินกันอีกพักใหญ่. . จนมาถึงประตูทางเข้าที่มีรั้วเป็เสาไม้ใหญ่สูงมิดหัวลักษณะซ่อนอยู่ในดงไม้เช่นกัน
“อ้าว . . นั่นหมอนินหรือ? พาใครมาด้วยล่ะนั้น? ” ชายที่ทำหน้าที่รักษาการะโถามลงมาจากห้างที่ทำเป็ที่สังเกตุการณ์ภายนอกที่ตั้งอยู่ข้างประตูรั้วภายในค่าย ทักทายกับหมอนิน
“พวกข้าได้สมบัติมา กับจับพวกเศรษฐีมาได้อีกสองคน ” อาสิงห์พูดเสียงเข้มตอบกลับไป
วิสัยโจรพอได้ยินคำว่า“สมบัติ” ก็จะหูพึ่งขึ้นมาทันที ทำให้ละเลยความรอบคอบและหน้าที่ของตัวเองะโบอกให้คนข้างในเปิดประตูรับให้เข้าไปข้างในได้
เมื่อมองจากข้างในจะเห็นรั้วกั้นพื้นที่ภายในไว้ไม่ใหญ่มากนัก มีเรือนไม้ชั้นเดียวปลูกอยู่ตรงกลางรายล้อมด้วยเรือนเล็กปลูกกระจายอยู่รอบๆ นอกรั้วฝั่งตรงข้ามกับประตูจะเป็ทางลาดชันขึ้นสูู่เาหินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลหมอนินพาทุกคนเดินตรงเข้าไปที่เรือนหลังใหญ่ พันวิเศษกับคุณมะลิทำท่าขัดขืนไม่ยอมเดินตามไป ให้เอกได้แสดงท่าทางโมโห ดึงเชือกอย่างแรงลากทั้งสองคนให้เดินตรงไปที่เรือน
หมอนินพาทุกคนมาหยุดยืนรออยู่ที่หน้าเรือนแล้วทักทายกับกลุ่มชายสี่ห้าคนที่นั่งเล่นพูดคุยกันอยู่ที่บนแคร่ใกล้กับประตูทางเข้าเรือน
“ข้าเอาสมบัติและคนที่ข้าจับมาได้ มาให้พ่อขุนดู ” นายสิงห์ บอกกับชายพวกนั้น
“เอ็งเป็ใครว้า? ข้าไม่ยักกะเคยเห็นหน้าเอ็ง . . แล้วก็ไอ้สองคนนั่นด้วย! ” ชายคนหนึ่งในนั้น ยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางยียวนเหมือนคนเมายา
“ข้าก็เป็ลูกน้องพ่อขุน เหมือนกับเอ็งนั่นแหล่ะ ” นายสิงห์ ยกนิ้วชี้ขึ้นตอบกลับไปบ้าง
“เหมือนก็เหมือนสิวะ แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นพวกเอ็งอยู่ดีว่ะ ” ชายคนเดิมยังไม่เลิกสงสัย
“พี่ชาย . . คนนี้ชื่อพี่สิงห์ เข้ามาใหม่พอดี ตอนที่ข้าจะไปศรีอยุธยานี่แหล่ะ ”หมอนินช่วยพูด . . .
“อ้าว . . ไอ้หมอ!นี่ข้าไม่ได้ถามเอ็งสักกะหน่อย ” ชายคนเดิม หันมาพูดใส่ไอ้นิน
“ หมอนินบอกว่าใช่ . . มันก็ต้องใช่สิ ” มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นมาจากหน้าประตูด้านหลังที่ชายคนนั้นยืนอยู่
“ แม่หนู! . . ” ชายคนเดิม เอ่ยชื่อของเ้าของเสียงนั้นขึ้นมาแล้วหันตัวกลับมามองไปที่มาของเสียง มีอาการสะดุ้งเล็กน้อยยกมือขึ้นพนมย่อตัวลงไปที่ชายผิวคล้ำรูปร่างสูงใหญ่ราวหกสิบเศษ ที่ออกมายืนอยู่กับหญิงสาวและชายฉกรรจ์ที่มีดาบในมืออีกสองคนั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้
“ข้ากล่าวถูกแล้วใช่ไหม? . . ท่านขุน ”หญิงสาวหันไปพูดกับชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้วยกัน
แม่หนูหญิงสาวอายุราวยี่สิบสามปี ลูกสาวคนเดียวของขุนโจรดำ ที่มาคลอดกลางป่าระหว่างหลบหนีการไล่ล่าจากทางการ. . ขุนดำตั้งชื่อลูกสาวว่าหนู เป็ชื่อเดียวกับเมียของตนที่ตายด้วยพิษไข้ป่าหลังจากคลอดลูกออกมา ขุนดำรักและตามใจลูกสาวมากและก็ไม่มีท่าทีว่า้าจะมีเมียคนใหม่อีกสมุนโจรทุกคนในค่ายจะเรียกชื่อหญิงสาวตามชื่อที่ขุนดำเรียกและจะเกรงกลัวลูกสาวของขุนดำ ไม่ต่างไปจากเกรงกลัวขุนดำผู้เป็พ่อด้วย
แม่หนูมีตวามพึงพอใจต่อหมอนินเพราะหมอนินเป็คนพูดจาสุภาพเรียบร้อย มีความรู้ เข้าใจเหตุผลที่หญิงสาวไม่เคยพบคนแบบนี้ในชุมโจรนี้มาก่อน และขุนดำก็อยากให้มีหมอที่รักษาคนได้อยู่ใกล้ๆตัวเพื่อชดเชยทางจิตใจกับการที่ต้องเสียเมียรักไปจึงมักให้โอกาสหมอนินก่อนคนอื่นเสมอ
“หมอนินกลับมาแล้วเหรอ . . ดูสิ พาใครกลับมาด้วย ” แม่หนูพูดขึ้นมาดังๆให้ได้ยินทั่วกัน
“ให้พี่สิงห์พูดเถอะ . . พี่สิงห์เขาเป็คนจับมา ” หมอนินตั้งใจให้นายสิงห์เป็คนบอกเพื่อที่จะได้ทำให้รู้จักคุ้นเคยกับขุนดำและทุกคนในค่ายได้ง่ายขึ้นเพราะถือว่าเป็ผลงาน ที่สามารถปล้นและจับคนกลับมาเพื่อเรียกค่าไถ่ได้
นายสิงห์เลยเล่าไปว่าหลังจากได้รับสัญญาณให้รวมตัวกัน ให้เข้าปล้นกลุ่มเดินทางกลุ่มหนึ่งแล้วนำตัวไปขังไว้ในถ้ำ เพื่อติดต่อกับญาติให้มาไถ่ตัว ระหว่างที่รออยู่ที่นั่นก็พบเห็นทหารพม่ามาตั้งค่าย อยู่ห่างออกไปจากถ้ำนักไม่ไกลนักและด้วยกำลังคนที่มีอยู่ ไม่น่าจะต้านทานทหารพม่าได้หากต้องปะทะกันทำให้หลายคนที่คอยเฝ้าอยู่ตรงนั้นเกิดกลัวตายขึ้นมาจึงแอบหลบหนีกันออกมาในตอนกลางคืน เหลือพวกเขาเพียงสี่คนรวมทั้งหมอนินที่ยังเฝ้าอยู่แล้วทหารพม่าก็ลาดตระเวนมาเจอเข้าจริงๆ พวกเขาสู้ปืนของทหารพม่าไม่ได้จึงต่างหนีเอาตัวรอดกันออกมา เมื่อหนีกันรอดออกมาแล้ว จึงตกลงกันว่าจะเดินทางกลับ
ถึงแม้จะเสียเหยื่อกลุ่มใหญ่ไปแต่ในระหว่างทางก็ยังคอยมองหาเหยื่ออยู่ตลอด . . แล้วก็เหมือนโชคเข้าข้างมาพบหญิงชายที่ภายหลังบอกว่าเป็พี่น้องกัน เดินหลงอยู่ในป่าชายทะเลเล่าให้ฟังว่าถูกโจรป่าเข้าปล้นค่ายพัก เอาทรัพย์สมบัติและจับตัวสามีที่รับราชการอยู่ในวังไปขอให้ช่วยพาทั้งสองออกจากป่า พอเห็นว่ามีถุงสมบัติติดตัวกันมาด้วยก็เลยยึดและจับตัวทั้งคู่กลับมาให้กับพ่อขุนดำ