ทำข้าวสารให้กลายเป็ข้าวสุก
มื้อเย็นได้กระต่ายป่ามาหลายตัว หูจิงนำมาถลกหนังและย่างแบ่งกัน คืนนั้นพวกเขาพักแรมที่ถ้ำ และเช้าวันต่อมา ผู้เป็นายก็สั่งให้คนออกหาอาหารมาปรุงแบ่งกันกินอีก วันแรกๆนางไม่คิดมากเพราะคิดว่าพวกเขายังเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ผ่านมาสี่วันแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะจากไป จางหลินถงเริ่มไม่สบายใจบ้างแล้ว
อู๋ฮวนรู้ว่าหญิงสาวกำลังระแวงไม่ไว้ใจ เขาเกรงว่านางตื่นกลัวและหนีเตลิดจึงบอกนางว่า “ข้าขอกล่าวอย่างไม่ปิดบัง ข้ามาเพื่อเยี่ยมญาติ แต่ระหว่างทางถูกคนปองร้ายจึงต้องหนีมาหลบบนเขาพวกเราพลัดหลงและพบเ้า ใจจริงข้าก็ไม่ได้อยากรบกวนเ้า แต่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายถอยไปหมดแล้วหรือไม่ จึงได้รั้งพักแรมนานขึ้น หวังว่าเ้าจะเห็นใจ”
จางหลินถงได้ยินเช่นนั้นจึงเลิกสงสัยในตัวเขา“เป็เช่นนี้นี่เอง ข้าเองก็หลบหนีคนอยู่เช่นกัน เช่นนั้นก็ถือว่าเราเป็สหายร่วมทางกันเถิด”นางกล่าวแล้วยิ้มสดใส
อู๋ฮวนเพียงพยักหน้ารับ และมองใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นด้วยแววตาซับซ้อน ในสายตาของเขานางยังเด็กและไร้เดียงสาอยู่มาก กระทั่งคำโกหกหรือความจริงก็แยกไม่ออก แต่นางใสซื่อเช่นนี้เป็ผลดีกับเขามากทีเดียว จากนั้นอู๋ฮวนเริ่มกระชับความสัมพันธ์ให้แแ่ขึ้น ด้วยการให้คนหาของกินมาเอาใจนาง และแสดงท่าทีเป็มิตรเป็กันเองให้มากขึ้น จนในที่สุดระหว่างเขาและนางก็เกิดความสนิทสนมในเวลาอันสั้น
เย็นวันนี้ล่าไก่ป่ามาได้สามตัว หูจิงจึงทำไก่ยาจก[1] เขานำไก่ป่าที่ยังไม่ได้ถอนขนมาผ่าท้องล้วงเครื่องในไก่ออก ล้างจนสะอาด แล้วพอกด้วยดินเหนียวที่หาได้ริมทะเลสาบ จากนั้นย่างบนกองไฟ จางหลินถงนั่งมองหูจิงทำอาหารอย่างชื่นชม นางอยู่ในตระกูลจาง แม้แต่ห้องครัวยังไม่เคยได้เข้าไปหยียบ ครั้งนี้นับว่านางได้เปิดหูเปิดตาแล้ว นางมองหูจิงด้วยความเลื่อมใสและจำทุกขั้นตอนที่หูจิงลงมือทำไว้ในหัว เมื่อพวกเขาจากไปแล้วนางจะได้พึ่งพาตัวเองได้
อู๋ฮวนหันไปเห็นแววตานั่นเข้าพอดี ก่อนจะหันไปมองทางหูจิง เมื่อก่อนเขาไม่เคยมองหน้าผู้คุ้มกันของเขาจริงๆจังๆสักคน แต่สายตาที่จางหลินถงมองหูจิง ทำให้เขารู้สึกสนใจจึงหันไปมองหูจิงบ้าง
หูจิงบอกว่าพื้นเพของเขาเป็ชาวเหนือ เขาจึงไม่แปลกใจที่หูจิงมีผิวขาว ใบหน้าหมดจด รูปโฉมหล่อเหล่าทั้งยังมีฝีมือด้านการทำอาหารมาก อายุยี่สิบสองมีรูปร่างสูงหน่วยก้านดีมาก ในเื่การต่อสู้ก็มีฝีมือไม่เลว โดยเฉพาะการใช้มีดสั้นลอบสังหาร ยามทำงานกลิ่นอายอมหิตจะแผ่ออกมาอย่างเต็มที่ แต่ยามปกติคนคนนี้กลับอ่อนโยนเหมือนหนุ่มน้อยที่ไม่รู้ประสีประสา เมื่อได้พิจารณาครบถ้วน อู๋ฮวนก็เริ่มขมวดคิ้ว ใบหน้าเรียบเฉยที่เคยสงบนิ่งเริ่มเปลี่ยนสี
นี่นางกล้าไม่สำรวม ใช้สายตาแทะโลมผู้คุ้มกันของข้าเชียวรึ ต้องสั่งสอน! อู๋ฮวนหยิบเศษหินก่อนเล็กๆขึ้นมาและใช้กำลังภายในเพียงเล็กน้อยดีดหินใส่ศีรษะสตรีไร้ยางอาย จางหลินถงถูกหินก้อนเล็กทำให้เจ็บ พอได้สติก็รีบดึงสายตากลับมามองมองหินก้อนนั้น มันตกอยู่บนกระโปรงนาง หญิงสาวหยิบขึ้นมามองด้วยความสงสัยก่อนจะเงยหน้าขึ้นจับพิรุธคนทั้งหมด
ใครกันที่กล้าทำร้ายนาง นางสังเกตทีละคนพลางคิดว่าในบรรดาผู้คุ้มกันทั้งหมด คงไม่มีใครกล้าใช้ดีดหินใส่นางแบบส่งเดชแน่ ฉับพลันนางก็นึกถึงคนผู้หนึ่ง อู๋ฮวน! คนผู้นี้พอพูดจาดีด้วย อ่อนข้อให้ก็กล้าทำร้ายนางแล้วหรือ น่าตายนัก!
“เป็สตรีแต่ใช้สายตาแทะโลมบุรุษ ช่างไม่สำรวมเอาเสีย” อู๋ฮวนรอให้นางหันมาสบตานานแล้ว เมื่อนางหันมาจึงตำหนิอย่างไม่เกรงใจ
จางหลินถงทั้งโกรธทั้งอาย นางอ้าปากเพื่อจะค้านว่านางไม่ได้แทะโลมผู้คุ้มกันของเขาเสียหน่อย นางแค่กำลังดูวิธีการทำอาหารของหูจิงเท่านั้น แต่ถูกอู๋ฮวนยื่นมือมาดีดหน้าผากซ้ำอีกรอบหนึ่ง
“อ้ะ”จางหลินถงร้องครางพลางลูบหน้าผาก“ท่านดีดหน้าผากข้าทำไม”
“เป็สตรี นั่งอ้าปากได้อย่างไร สำรวมมารยาทด้วย”
คำก็ไม่สำรวม สองคำก็ไม่สำรวม ถึงแม้นางจะเป็บุตรสาวที่กำเนิดจากภรรยาคนที่สอง แต่นางก็ได้รับการอบรมจากฮูหยินใหญ่ มารยาท จรรยาล้วนดีงาม นี่เขาดูถูกนางชัดๆ หญิงสาวโกรธจนหน้าแดง นางอยากคว้ามือที่กล้าทำร้ายนางมากัดให้นิ้วขาด แต่หากนางทำจริงเกรงว่าผู้คุ้มกันทั้งสิบต้องได้ลุกมาบั่นคอขาดนางแน่ นางเพิ่งฟื้นจากความตาย ยังไม่ทันแก้แค้นให้ตระกูลจางด้วยซ้ำ จะรีบตายตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ครั้นลองชั่งน้ำหนักในใจดูแล้วเห็นว่าการแข็งข้อใส่คนอย่างอู๋ฮวน มีแต่เสียหายจึงแสร้งทำเป็อาย ก้มหน้าเก็บความแค้นไว้ในใจและไม่มองผู้คุ้มกันของอู๋ฮวนอีกเลย อู๋ฮวนเห็นจางหลินถงนั่งก้มหน้าด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมแล้วจึงเลิกสนใจนาง แต่เขาเป็ฝ่ายหันไปมองหูจิงด้วยแววตาพิจารณาแทน
อีม่าน เจี่ยอิน และยู่เฟิงออกเดินลาดตระเวนไปรอบๆถ้ำอย่างเข้มงวด เนื่องจากถูกสายลับที่ไม่ทราบฝ่ายมาสอดแนม ทำให้พวกเขาไม่กล้าประมาทเป็ครั้งที่สอง อู๋ฮวนมีฐานะสูงส่ง หากเกิดความผิดพลาดขึ้น เกรงว่าแค่ชีวิตไร้ค่าของพวกเขาคงไม่เพียงพอจะชดใช้ ระหว่างที่แยกกันลาดตระเวน เงาดำของคนผู้หนึ่งที่ดักซุ่มอยู่ในพุ่งไม้ห่างออกไปหกฉื่อ[2] ยืดกายยืนขึ้น และเล็งเป้าธนูไปทางเจี่ยอิน ก่อนจะปล่อยลูกธนูพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว!
ลูกธนูพุ่งไปปักที่ต้นไม้ข้างๆเจี่ยอินด้วยความแม่นยำ เจี่ยอินหันมองรอบตัวก็ไม่พบใคร ก่อนจะหยุดที่ลูกธนู แม้หนนี้เป็แค่การส่งข่าวไม่ใช่การลอบสังหาร แต่เจี่ยอินกลับรู้สึกเหมือนโดนูเากดทับจนหนักอึ้ง คุณชายผู้นั้นมียอดฝีมือที่อันตรายยิ่งไว้ข้างกาย ส่วนนายท่านส่งเซินสี่ออกไปสืบข่าวก็ยังไม่กลับมา เกรงว่าเซินสี่อาจจะพบกับเื่ลำบากเข้าแล้ว
“ผู้มาเป็ใคร” เขาถามอย่างไปเสียงเย็นเยียบ
“คืนนี้ ยามสาม พบบนอารามร้างปี้อวิ๋น นายท่านของข้าจะรอเ้านายของพวกเ้าอยู่ที่นั่น” กล่าวจบก็มีเสียงวิ่งจากไป
เจี่ยอินดึงลูกธนูมาถือไว้ในมือ เขาใช้หูฟังความเคลื่อนไหวพบว่าคนผู้นั้นได้ไปไกลแล้ว และคิดว่าคงไม่กลับมาอีก ผู้คุ้มกันหนุ่มจึงหมุนกายเดินกลับไปรายงานอู๋ฮวนทันที
ครั้นอู๋ฮวนได้รับสาร์นที่ส่งมา เขากลับยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทั้งเพ่งมองลูกธนูด้วยสายตาสนใจเป็อย่างยิ่ง ก่อนจะให้จางหลินถงดูและถามนางว่า “แม่นางเสี่ยวถงเคยลูกธนูแบบนี้มาก่อนหรือไม่”
จางหลินถงรับลูกธนูลูกนั้นมาดู พลางนึกถึงอดีต นางกับเจิ้งจื่ออี้เคยเล่นปาลูกธนูลงแจกันด้วยกัน เขายังเคยสอนวิธีการยิงธนูให้นาง นางจึงคุ้นเคยกับลูกธนูของตระกูลซ่ง เมื่อได้จับลูกธนูดอกนี้ ใบหน้าจางหลินถงจึงเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
ลูกธนูนี้เป็ลูกธนูของตระกูลซ่ง! หรือเขารู้แล้วว่านางยังไม่ตาย เขา้าสังหารนางให้ได้จริงๆอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นต่อไปนางก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้แต่นางจะไปอยู่ที่ไหนเล่า นางไม่มีวรยุทธ์ ไม่มีความสามารถอันใด จะปกป้องตนเองจากตระกูลซ่งได้อย่างไร หญิงสาวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาอู๋ฮวน พลางส่งลูกธนูคืนให้
“ข้าเคยเห็นมาก่อนจริงๆ ผู้มาเป็คนของศัตรูที่ฆ่าครอบครัวข้า”
อู๋ฮวนยิ้มอยู่ในใจ “งั้นหรือ พวกเขาคงรู้แล้วว่าเ้ายังไม่ตาย เช่นนั้นหากข้าจากไปแล้วเ้าจะทำอย่างไร”
จางหลินถงชะงัก นางเงียบไปครู่หนึ่งพลันนึกถึงคำชวนของเขาก่อนหน้านี้“ไม่ทราบคำเชิญให้ข้าติดตามท่านเข้าเมืองหลวงด้วยกันก่อนหน้านี้ ยังมีผลอยู่หรือไม่”
“แน่นอน หากแม่นางเสี่ยวถงไม่รังเกียจที่จะร่วมทางกับข้า แต่หากกลัวว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย ข้าก็สามารถพาออกจากเมืองหลวงได้ ทางเหนืออากาศดี แม้จะห่างไกลสักหน่อย แต่ปลอดภัยและเหมาะแก่การพักฟื้นร่างกายเป็อย่างมาก”
จางหลินถงฟังอย่างมีความหวัง ห่างไกลนางไม่กลัว แต่นางกลัวจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาแก้แค้น นาง้าเวลา ้าอาหารและที่ปลอดภัยในการพักฟื้นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง ร่างกายนี้ถูกตระกูลซ่งทำร้ายมามากเกินไป ทั้งอ่อนแอ เปราะบางและยังสะสมโรค ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีกว่าจะกลับมาแข็งแรงเป็ปกติๆได้
ในเมื่อเขากล่าวว่าทางเหนืออากาศดีเหมาะแก่การพักฟื้น จางหลินถงจึงยึดฟางเส้นสุดท้ายและตัดสินใจอย่างไม่ลังเล“เช่นนั้นข้าคงต้องเป็ภาระท่านแล้ว”
“ด้วยความยินดี”อู๋ฮวนยิ้ม ในที่สุดเขาก็ได้ในสิ่งที่เขา้า เขาไม่ชอบวิธีการบังคับจิตใจใคร ดังนั้นเมื่อคิดจะพานางกลับทางเหนือ เขาต้องให้นางเต็มใจติดตามเขากลับไปเอง
[1] ไก่ยาจก ภาษากวางตุ้งเรียกว่า ฮั๊กยี้ไก้ ตามตำนาน เล่ามาว่า ได้มีขอทานได้แอบไปเอาไก่ที่บ้านเศรษฐีมาทำกิน แต่กลัวว่าจะโดนจับได้จึงนำไก่ที่เชือดตายแล้วเอาไปพอกดินเหนียวทั้งตัวแล้วเผาจนสุก เวลากินก็ทุบดินเหนียวขนไก่จะติดตามดินเหนียวออกมา ทำให้ได้รสชาติของไก่
[2] ฉื่อ คือ มาตรวัดของจีน โดยที่ 1 ฉื่อ = 10 นิ้วจีน = 22.7 - 23.1 เิเ
***************************