ในที่สุดดารินและดาราก็กลับมาหลังจากก้าวเข้าสู่วันที่สี่ที่พวกเธอหายเข้าป่าไป
...พร้อมกับซากเสือขนาดใหญ่ ใหญ่มากชนิดที่ทหารยามรอบกำแพงเมืองต้องตั้งธนูเตรียมโจมตีเพราะคิดว่ามีมอนสเตอร์บุก แต่ในไม่ช้าก็ลดลงเหลือเพียงการเฝ้าระวังเมื่อพวกเขาเห็นว่ามีคนกำลังเดินเคียงข้างมันอยู่ด้วยคนหนึ่ง ก่อนจะสงบลงและแยกย้ายกันไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อมอนสเตอร์ตัวนั้นเข้ามาใกล้ แล้วพวกเขามองเห็นว่าที่แท้ก็เป็เพียงซากที่มีคนกำลังแบกมันเข้ามา
ใช่แล้ว.. มีผู้หญิงคนหนึ่งแบกเสือขนาดลำตัวยาว 5 เมตรจากป่ากลับเข้ามาในเมือง
"เอาล่ะ! ฉลองกันเถอะ!!!"
ดารินโยนซากเสือคงหน้าร้านตัวเองเสร็จก็ปัดมือสองสามที แล้วมองมันอย่างพอใจ
"ย่างเนื้อแจกกัน"
"ข้าจะไปตามชรัณ"
ดาราพูดแล้วก็เดินหายไปท่ามกลางผู้คนที่มามุงดูซากมอนสเตอร์ขนาดใหญ่
ความวุ่นวายค่อนข้างใหญ่โตทีเดียว เคียวปีศาจที่อยู่ร้านขายเนื้อพอเห็นดารามาตามเถ้าแก่ตนก็รีบปิดร้านแล้วเนียนตามไปด้วย ในขณะที่อัสดงไม่รู้ได้ยินข่าวจากไหน มาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าร้านของดารินเรียบร้อยแล้ว ส่วนขีดขุนเขาก็กำลังเดินไปตามแต้มตรังคะที่ร้านปรุงยาฝั่งตะวันออก และลมวสันต์... กำลังฝึกคงรูปสายธนูอยู่ที่ลานฝึกในกิลด์อย่างไม่รับรู้ข่าวสารใด
"คุณวิธูคะ ลมวสันต์ไม่อยู่เหรอคะ"
อัสดงะโขึ้นไปบนระเบียงชั้นสอง เพื่อถามข่าวถึงสมาชิกคนสุดท้ายที่ไม่อยู่ ณ ที่นี้
"อยู่ที่กิลด์นักผจญภัย เ้าไปตามมาสิ ให้พนักงานกิลด์สักคนมาด้วยก็ดี"
วิธูที่กำลังก้มดูความวุ่นวายเบื้องล่างพูดโดยไม่ได้ละสายตาจากซากเสือตัวนั้น แววตาที่มองดูมันลุ่มลึกเกินกว่าที่อัสดงจะคาดเดาความคิดของเขาได้
"ค่ะ จะรีบไปรีบมานะคะ"
เธอรับคำก่อนจะะโลงพื้น แล้วก็หายไปท่ามกลางฝูงชน
ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับลมวสันต์และพนักงานกิลด์คนหนึ่ง
ในอีกทิศทางหนึ่งแต้มตรังคะและขีดขุนเขาก็มาถึงแล้วเช่นกัน
หลังจากนั้นการเฉลิมฉลองโดยไม่มีโอกาสพิเศษอะไรก็เริ่มต้นขึ้น..
"ท่านวิธูไม่ลงไปเหรอครับ"
ลมวสันต์ถามในขณะที่ยกเนื้อย่างเสียบไม้กองพูนขึ้นมาชั้นบนพร้อมกันกับเธอ
"เสียบรรยากาศเปล่า ๆ"
อีกฝ่ายพูดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะรับเนื้อที่ลมวสันต์ส่งไปให้กิน
"มากันเยอะใช้ได้เลยนะ"
วิธูเปรยขึ้น ข้างล่างนั่นมีผู้คนในละแวกใกล้ ๆ ราวสองสามร้อยคนกำลังต่อแถวรอรับเนื้อเสียบไม้กันอย่างกระตือรือร้น โดยมีเคียวปีศาจและเถ้าแก่ของเขากำลังช่วยกันเตรียมเนื้อ ในขณะที่ชาวบ้านฝีมือดีอีกราวสิบคนก็กำลังช่วยกันทำอาหารเพื่อแจกจ่าย
"ผมตื่นเต้นสุด ๆ เลยครับ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเ้าของร้านจะสุดยอดขนาดนี้"
ลมวสันต์พูดอย่างตื่นเต้น
"อืม.. เคยเกือบได้เป็นักผจญภัยระดับ A ทั้งที่ไม่มีทีมเชียวนะ"
"ไม่ใช่ว่าปาร์ตี้กับคุณดาราเหรอคะ"
"นางอยู่สมาคมนักปรุงยา เลยไม่นับรวม"
"พวกเ้าอยู่นี่เอง ทำไมไม่ลงไปด้านล่างเล่า"
ดารินกับดาราก้าวเข้ามาในห้องอย่างผ่อนคลาย คนหนึ่งยังคงมีท่าทีอ่อนโยนเช่นที่เป็มา ในขณะที่อีกคนมีพวกแก้มแดงก่ำ ดูเหมือนกำลังเมาได้ที่
"ขอบใจเ้ามาก"
ดารินเดินไปตบไหล่วิธีสองสามที แม้แต่ยามที่สุราออกฤทธิ์เธอก็ไม่ได้พูดมากนัก
"นางหมายถึงที่เ้าแนะนำเด็กแฝดให้มาหาพวกเรา"
ดาราอธิบาย
"ไม่พูดมากความ มีอะไรที่เ้าอยากได้ไหม"
"...แบ่งเนื้อให้คนในสลัมได้ไหม?"
"ได้ อย่างอื่นล่ะ"
"ไม่มีแล้ว"
"แค่นี้เหรอ?"
"อืม.."
จะว่าอย่างไรดี อัสดงเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่การได้เห็นคนพูดน้อยขนาดนี้สองคนคุยกันก็ทำให้รู้สึกขึ้นมา
'ที่จริงคนเราสามารถประหยัดคำพูดได้มากขนาดนี้เลยงั้นสินะ'
โดยทั่วไปแล้ว พอโดนบอกให้ร้องขออะไรก็ได้เพื่อตอบแทนบุญคุณ คนส่วนใหญ่จะปฏิเสธก่อน แสดงความจริงใจกันไปมาสองสามประโยค จากนั้นก็ค่อยหยั่งเชิงเงื่อนไขกันอีกหน่อย แลกเปลี่ยนเพิ่มอีกสองสามคำ พอตกลงกันได้ก็ยังไม่วายต้องแสดงไมตรีขอบคุณกันไปมาอีกสักสองสามที คำพูดมากมายเ่าั้พอออกจากปากดารินกับวิธูก็จบลงโดยที่เวลายังผ่านไปไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ
"เดี๋ยวจะลงไปบอกข้างล่างให้กันเนื้อไว้"
พูดจบอีกฝ่ายก็ะโลงจากระเบียงราวกับไม่อยากเสียเวลาต้องเดินลงบันได
"จริงสิ นี่เป็ตั๋วที่ใช้ยืนยันกับโรงประมูลนะ คืนให้เ้า"
ดาราพูดพร้อมกับวางแผ่นไม้ที่สลักเวทบางอย่างไว้บนมือของอัสดง
"แต้มบอกว่าพวกเ้าทั้งห้าคนอยากจะสร้างแคลนร่วมกันใช่ไหม เดี๋ยวข้ากับดารินจะไปยื่นเื่ให้ ต้องขอบคุณพวกเ้าด้วยเหมือนกัน ั้แ่ได้พบกับพวกเ้าข้าก็ประสบแต่เื่ดี ๆ"
ดาราพูดจบก็ไม่ได้รั้งตัวอยู่ต่อ แค่หันไปโค้งให้วิธูเบา ๆ ทีหนึ่งก่อนจะออกจากห้องไป
"ไว้รอคุณเคียวปีศาจว่างเราค่อยไปที่โรงประมูลกันนะคะ"
เธอหันไปเสนอกับลมวสันต์
"ได้ครับ จริงสิ ผมได้เรียนรู้วิธีไหลเวียนมานากับควบคุมมานามาด้วยครับ ไว้เดี๋ยวพอสร้างแคลนอะไรเรียบร้อย แล้วผมจะสอนให้"
เขาพูดอย่างไม่คิดมาก
"อ้อ แล้วก็ต้องไปลงทะเบียนด้วยนะครับ ตอนนี้พวกเราเป็คนลักลอบเข้าเมืองกันอยู่น่ะ"
"เห็นที่คุณโพสต์ในฟอรัมแล้วค่ะ ว่าจะไปพร้อมกับคนที่เหลือ"
พอได้ยินแบบนั้นอีกฝ่ายก็พยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
อัสดงคุ้นชินกับความใจกว้างของอีกฝ่ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นยังมีบางเื่ที่ต้องระมัดระวัง
เธอก้มลงมองตั๋วโรงประมูลในมือ แล้วย้อนนึกไปถึงบทสนทนาใน่ Close Beta
เคียวปีศาจเป็คนที่ฉลาดและพูดโน้มน้าวคนได้อย่างเป็ธรรมชาติ เขาสามารถเปลี่ยนข้อตกลงจากที่จะแบ่งเห็ดในกับคุณวิธู 30 กิโลกรัมเหลือแค่ 3 กิโลกรัมได้ง่าย ๆ เลย
แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาไม่ดี และเธอก็มองว่ามันสมเหตุสมผล แต่ถึงกระนั้นเื่บางเื่ก็ควรจะทำให้ชัดเจน คำสัญญาปากเปล่าไม่ได้มีน้ำหนักอะไรขนาดนั้น อีกอย่างในอนาคตหากมีคนเพิ่มเข้ามาอีก การจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ นั้นย่อมยากขึ้นเรื่อย ๆ เื่แบบนี้ อันที่จริงควรจะสร้างกฎที่ชัดเจนไว้ั้แ่ต้น เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาอะไรตามมาทีหลัง เธอพิจารณาแล้วคิดไว้ว่าควรจะจัดการให้เรียบร้อยก่อนการสร้างแคลนจะเริ่มขึ้น
"จะว่าไปไหน ๆ ก็กำลังจะสร้างแคลนแล้วควรจะสร้างกฎเป็ลายลักษณ์อักษรไว้หน่อยดีไหมคะ"
เธอเปรยขึ้น
"กฎเหรอครับ?"
ลมวสันต์เลิกคิ้วแปลกใจ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดถึงเื่นี้มาก่อน
"เพื่อความปลอดภัยน่ะค่ะ พวกกฎการรักษาความลับ อย่างเช่นเื่คุณวิธูหรือข้อมูลที่เราแบ่งปันกันในกลุ่ม"
วิธีที่ดีที่สุดในการโน้มน้าวอีกฝ่ายก็คืออาวิธูมาอ้าง ยืนยันมาแล้วว่าได้ผลดีเยี่ยม
"เผื่อว่าคนที่เอาข้อมูลมาแบ่งปันจะอยากเก็บข้อมูลไปขายน่ะค่ะ อย่างแผนที่ในท่อระบายน้ำหรือวิธีการไหลเวียน - ควบคุมมานาที่คุณลมวสันต์ว่ามาเมื่อกี้ เอาไปลงขายในฟอรัมน่าจะได้เงินดีนะคะ ที่แบ่งปันให้ในแคลนฟรี ๆ ก็ดีใจอยู่หรอกค่ะ แต่คุณลมวสันต์น่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ตัวเองค้นพบบ้าง ไม่อย่างนั้นสมาชิกแคลนอาจจะเกรงใจจนเผลอสร้างระยะห่างโดยไม่รู้ตัว"
เธออธิบายอย่างมีเหตุผล
"ลองคิดดูสิคะ ถ้ามีสมาชิกแคลนคนหนึ่งเอาแต่มอบของดี ๆ ให้คนที่อื่น ๆ ตลอดเวลา พวกเขาก็คงจะเกรงใจจนไม่กล้าเล่นสนุกด้วย แต่ถ้าคุณลมวสันต์แบ่งข้อมูลให้โดยที่มีการตั้งเงื่อนบางอย่าง อย่างเช่นหลังจากนี้ถ้าเจอของดี ๆ ต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้คุณวิธู พวกเขาก็จะสบายใจขึ้นมาค่ะ เพราะมันกลายเป็การแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การรับฝ่ายเดียว"
ลมวสันต์ได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย
"จริงด้วยครับ ผมไม่ได้คิดเื่นี้มาก่อนเลย ถ้ายังไงเดี๋ยวพวกเรามาปรึกษากับทุกคนเพิ่มเติมกันเถอะ"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปัญหาเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ การเจรจาที่แท้จริงคงจะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อสมาชิกมาประชุมครบองค์เท่านั้น
TBC.