พอได้ยินพี่สาวคนงามกล่าว เด็กๆ ก็ทำหน้าใ เกรงว่าตนเองจะทำเสียมารยาทกับคนใหม่ เด็กผู้ชายก็มาช่วยพยุงท่านปู่หลี่เอาไว้อีกข้าง ส่วนเด็กผู้หญิงก็รีบกลับไปเตรียมหาน้ำมาให้คนทั้งสองได้ดื่ม
มู่หรั่นชิวเดิมกำลังจะเดินออกไปต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสอง แต่เมื่อเห็นเด็กๆ และพี่ชายเสี่ยวหลงกำลังพาคนเข้ามาที่อารามจึงได้หยุดยืนรออยู่ตรงนั้น
พอได้นั่งพักดื่มน้ำกันแล้ว ท่านปู่หลี่จึงได้แนะนำตัวอีกครั้ง และเล่าเื่ราวของตนเองกับหลานสาวให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงเหตุผลที่เขาและหลี่เจินจูต้องมาอาศัยที่อารามดับทุกข์แห่งนี้
เด็กๆ นั่งฟังไป น้ำตาก็ไหลพรากกันไปด้วยความสงสารจับใจ ทั้งๆ ที่ตนเองก็น่าสงสารไม่แพ้สองปู่หลานคู่นี้ แต่พวกเขาอยู่ที่นี่มานานจนลืมเลือนหน้าตาบิดามารดากันไปหมดแล้ว เื่ราวในอดีตล้วนถูกฝังกลบไปจนหมดสิ้นจึงไม่ได้คิดว่าตนเองเป็ทุกข์แต่อย่างใด รู้เพียงแค่ว่าพี่สาวคนสวยกับท่านปู่น่าสงสารเหลือเกิน
“ท่านปู่คืนนี้ข้าจะนอนเป็เพื่อนท่านปู่เองขอรับ” เสี่ยวฉ่ายหน้าหมูดึงเอาแขนเสื้อของปู่หลี่มาเช็ดน้ำตาพร้อมออดอ้อนเอาใจ
“ข้าก็จะนอนกับท่านปู่ด้วย” เสี่ยวคงขนยาวดึงแขนเสื้ออีกข้างของปู่หลี่มาเช็ดหน้าตนเองบ้าง
“เช่นนั้นวันต่อไปก็เป็คราวของข้ากับเสี่ยวเจ๋อ แล้ววันต่อไปค่อยเป็เสี่ยวอ่างกับหรงฉี” เสี่ยวซีจัดการแบ่งคิวเสร็จสรรพ
หลี่จงทำสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับการต้อนรับที่แสนอบอุ่นจากเด็กๆ พวกเขาไม่ใช่ภูตผีปีศาจจริงอย่างที่คุณชายเสิ่นกล่าวเอาไว้จริงๆ นี่มันเทพบุตรตัวน้อยๆ ชัดๆ!!
เสี่ยวหลงเห็นทุกคนทำท่าทางแปลกๆ ก็ส่งสัญญาณถามเสี่ยวเหวิน พอรู้ว่าทุกคนต่างก็แย่งแบ่งห้องกันนอน ก็ส่งเสียงอืออาออกมาอีกหลายคำ พลางชี้อกชกตัวชี้ไปบนวัดทีชี้ไปที่อารามที ราวกับจะร้องทุกข์ว่าตนก็อยากนอนที่อารามดับทุกข์เช่นกัน
“พี่เสี่ยวหลง วันนี้ข้าขึ้นไปนอนเป็เพื่อนท่านที่อารามก็ได้” เสี่ยวเหวินเดินไปตบไหล่พี่ชายเบาๆ ทำมือทำไม้บอกว่าตนจะขึ้นไปนอนข้างบนกับเขาเองอย่างพยายามปลอบใจ
เสี่ยวหลงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน เมื่อครู่เขาแค่แสดงเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น เขารู้ดีว่าหญิงชายย่อมแตกต่าง เขาไม่สามารถมานอนที่อารามดับทุกข์ได้โดยสะดวก ไม่เหมือนกับท่านปู่หลี่ที่ชรามากแล้วไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้
หลี่เจินจูเข้ามาช่วยมู่หรั่นชิวทำอาหารมื้อเย็นสำหรับทุกคนอย่างคล่องแคล่ว นางและมู่หรั่นชิวสนิทสนมและเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว นางมองใบหน้างามหมดจดของเด็กสาวแต่ไม่พบว่านางผิดปกติตรงที่ใดจึงเอ่ยถามอย่างเกรงใจอยู่เล็กน้อย
“น้องสาวมู่ เ้าดูปกติดีเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เล่า?”
“พี่เจินจู เด็กหลายคนที่นี่เคยป่วยแล้วก็หายเป็ปกติดีเ้าค่ะ แต่ก่อนข้าก็เคยพิการทางสมองมาก่อนเช่นกันแต่ยามนี้หายดีแล้ว" มู่หรั่นชิวนึกในใจว่านางไม่ได้ปดเลยสักนิด เ้าของร่างเดิมนี่ต้องป่วยทางสมองแน่ๆ จึงได้แสร้งทำเป็ป่วยตลอดเวลาไม่ยอมทำงานทำการ ไม่ออกกำลัง ไม่เต็มใจจะรับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น ทำตัวี้เีให้พี่น้องเลี้ยงดูไปวันๆ
“อ้อ เป็เช่นนั้นเอง” หลี่เจินจูเห็นท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิดของเด็กสาวจึงหยุดถาม ในใจก็นึกไปว่านางอาจจะยังไม่หายสนิทดี จึงได้ทำสีหน้าประหลาดเช่นนั้นออกมา
ถึงเวลานอน เด็กหญิง 7 คนก็เดินทำหน้าแดงเอียงอายมารุมล้อมมู่หรั่นชิวและหลี่เจินจูเอาไว้
“พี่เจินจู พี่หรั่นชิว พวกเราตกลงจะแยกสลับกันไปนอนเป็เพื่อนพี่กันบ้างเ้าค่ะ” มู่หยวนเป็คนเปิดปากออกมาก่อน
เด็กหญิงแอบไปตกลงกันส่วนตัว ว่าผู้ใดจะนอนกับผู้ใดก่อนไว้เรียบร้อยแล้วรวมทั้งมู่หยวนที่เวลานี้ก็อยากสลับไปนอนกับพี่สาวคนใหม่บ้างด้วย มีพี่สาวให้นอนกอดถึงสองคนเหตุใดพวกนางจะไม่ดีใจกันเล่า!!
“มาเถิด แล้วแต่พวกเ้าเลย ต่อไปหากพวกเรามีเงินเยอะๆ พวกเราสร้างห้องใหญ่ๆ เตียงใหญ่ๆ ให้นอนพร้อมกันได้หมดทุกคนเลยดีหรือไม่?” มู่หรั่นชิวหยอกล้อเด็กหญิงที่บิดตัวเอียงอายกันอยู่อย่างรักใคร่
ค่ำคืนนี้เป็คืนแรกที่หลี่เจินจูรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากที่สุดหลังจากที่เสียบิดาและมารดาไปพร้อมกัน ทุกคืนนางต้องนอนแอบร้องไห้อยู่เบาๆ ไม่ให้ท่านปู่ได้ยิน แต่เวลานี้มีเด็กหญิงนอนกอดนางเอาไว้ทั้งซ้ายและขวา นี่เป็สิ่งที่นางไม่คิดฝันมาก่อนว่าจะได้พบเหตุการณ์เช่นนี้ในอารามดับทุกข์
……….
รุ่งเช้าพอถึงยามซื่อ หลังจากกินอาหาร เอาผ้ามาตาก ทำความสะอาดอารามดับทุกข์และทั่วบริเวณ และให้อาหารไก่ 8 ตัวเรียบร้อย เด็กๆ ก็ร่ำลาท่านปู่หลี่และพี่สาวเจินจูขึ้นไปเรียนบนวัด ราวกับว่าพวกเขาต้องจากกันไปแสนไกล
มู่หรั่นชิวแยกตัวจากเด็กๆ ที่ชักแถวเข้าไปในอารามขาว เดินไปที่อารามแดงเพื่อขอกระดาษและพู่กันมาเขียนจดหมายถึงพี่ชายมู่เกอของนาง
ฉบับแรกนางได้เล่าถึงการปลูกผัก การจับไก่ การเดินมาขอข้าวที่วัดกินและเหตุการณ์ที่บ้านพังจนต้องมาอาศัยอารามดับทุกข์อยู่อาศัย เวลานั้นนางยังไม่ได้คิดเื่ธูปจึงยังไม่ได้บอกกับพี่ชายไป
พอคิดไปแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่น เกรงว่าเมื่อพี่ชายอ่านจดหมายที่เต็มไปด้วยเื่ราวความทุกข์ยากของน้องสามคนแล้วเขาจะหนีทหารกลับมาบ้าน ยามนี้จึงมาขอกระดาษและพู่กันจากนักพรตหลิ่วเพื่อเล่าเื่ที่นางอยู่สุขสบายดี มีหนทางหาเงิน อีกทั้งนางอยากบอกกับพี่ชายว่าวันนี้เป็วันครบรอบวันเกิดของมู่หรั่นชิวคนเก่า นางอายุ 14 ปีแล้ว นางโตแล้วให้พี่ชายไม่ต้องเป็ห่วง
หญิงสาวได้ของมาครบก็เดินไปที่ศาลานั่งพักบนวัด นางไม่อยากใช้พื้นที่ในอารามแดงนั่งเขียนจดหมายเพราะเกรงว่าจะเป็การรบกวนท่านนักพรตทั้งหลาย
เสิ่นอู๋จี้ยืนมองดูกลุ่มเด็กชายหญิงที่แยกกันเรียนอักษรกันคนละฝั่งอย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กทุกคนหน้าตาสดใสและอ้วนท้วนกว่าเดิมจนเห็นได้ชัดเจน เสื้อผ้าเส้นผมและแม้แต่เล็บมือก็สะอาดสะอ้าน อีกทั้งกิริยาท่าทางของแต่ละคนก็นอบน้อมสุภาพ เขาจึงมองหาเด็กหญิงอีกคนที่เป็ต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้
ชายหนุ่มมองเห็นเด็กสาวผู้หนึ่งก้มหน้าก้มตาใช้พู่กันขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่ศาลาใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาจึงเดินตรงไปที่นั่น มั่นใจว่าเด็กสาวผู้นี้คือแม่นางน้อยมู่หรั่นชิวเป็แน่
มู่หรั่นชิวกำลังก้มหน้าเขียนจดหมายอย่างตั้งใจอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่เื้ั
เสิ่นอู่จี้มองไปที่กระดาษเห็นว่านางกำลังเขียนจดหมาย เขาจึงเก็บสายตากลับมาไม่อยากละลาบละล้วงอ่านจดหมายส่วนตัวของผู้ใด แต่เมื่อครู่เขาก็ได้เห็นชัดเจนว่าลายอักษรพู่กันของนางนั้นแปลกตา มีความโค้งมนกลมกลึงแต่กลับเป็เขียนได้เป็ระเบียบ ระยะห่างช่องว่างเหมาะสมงดงามอย่างแปลกประหลาด
ยืนรอจนกระทั่งเด็กสาวตรงหน้าใช้ทั้งมือทั้งปากเป่าหมึกให้แห้ง แล้วพับจดหมายเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว เสิ่นอู๋จี้จึงทักทายนาง
“เ้าคือมู่หรั่นชิวใช่หรือไม่” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนของบุรุษดังมาจากข้างหลังของหญิงสาว
มู่หรั่นชิวสะดุ้งเบาๆ ด้วยความใ นางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนยืนอยู่ข้างหลังั้แ่เมื่อใด หญิงสาวค่อยๆ เอี้ยวตัวหันมามองตามเสียงทั้งที่ตนเองยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้หินก้อนใหญ่
นางมองเห็นชายหนุ่มอายุราว 20 ปี ที่หล่อเหลาชนิดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในโลกนี้ เส้นผมยาวของเขาถูกมัดรวบเอาไว้ด้านหลังอย่างง่ายๆ เื้ัเป็แสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่รอบตัวของบุรุษรูปงาม ช่างเป็ภาพที่งดงามที่สุดั้แ่นางทะลุมิติเข้ามาในโลกนี้เลยทีเดียว
พอตั้งสติได้ มู่หรั่นชิวก็ยืนขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะโค้งตัวคำนับให้กับบุรุษหนุ่ม ในใจก็คิดไปว่า ทั้งมู่หรั่นชิวคนเก่าทั้งตัวนางเอง แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยพบเห็นมนุษย์คนใดนอกจากเด็กในอารามดับทุกข์และนักบวชนักพรตบนวัดหนานผู ชาวบ้านที่มาที่วัดก็มีแต่รุ่นอารุ่นพ่อรุ่นปู่ จะให้ตนเคยเห็นคนหล่อเกินไปกว่านี้ได้อย่างไรเล่า!!