ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารก็แทบทนไม่ไหวอยากยื่นปากออกไปกินเสียเดี๋ยวนี้
แม้ระหว่างทางจะกินซาลาเปาที่เหอจิ่วเหนียงให้ แต่พวกเขาอดอยากกันมานานเพียงนั้น ซาลาเปาแค่ลูกเดียวไม่พอดับความหิวของพวกเขาได้แน่นอน
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเล่าว่าระหว่างทางเจอโชคดี อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวมีเงิน ลู่กุ้ยหลานคิดว่าความโชคดีที่ว่าก็แค่โอกาสที่ครอบครัวของพ่อแม่นางได้เข้ามาในเมืองก็เท่านั้น แต่แล้วนางก็ได้รู้ความจริง และนึกไม่ถึงเลยว่าพวกพี่ใหญ่ยังช่วยผู้คนมากมายออกมาจากรังโจรและยินดีให้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
คนเ่าั้ปลอดภัยดี แต่นั่นไม่เท่าไร เพราะที่สำคัญก็คือพวกเขาได้กินอิ่มในทุก ๆ วัน ทั้งยังได้กินข้าวสวยกับเนื้อแห้งอีกด้วย!
์!
หากรู้ว่าเป็เช่นนี้ พวกนางคงเดินทางมาพร้อมครอบครัวท่านพ่อท่านแม่แล้ว!
เช่นนี้… พ่อแม่สามีของนางก็คงไม่ต้องเสียชีวิตระหว่างทาง
“ท่านแม่ หิว ข้าหิว! ข้าอยากกินเนื้อ ๆ!”
ชิ่วยาได้กินยาจึงมีอาการดีขึ้นแล้ว เมื่อได้กลิ่นอันหอมหวนของอาหารก็รู้สึกกระสับกระส่าย จึงดิ้นออกจากอ้อมแขนของผู้เป็ยายหมายจะไปหาแม่ของตน
“เ้าแมวน้อยจะกละ!” นางซุนยิ้มเอ็นดู ตีก้นน้อย ๆ ของหลานสาวเบา ๆ หนึ่งที “ไปเถอะ ๆ!”
เด็กน้อยวิ่งดุกดิกไปหาผู้เป็แม่ ลู่กุ้ยหลานรู้สึกขัดเขินกับพฤติกรรมของบุตรสาวเล็กน้อย อุ้มนางขึ้นมาแล้วเอ่ย “ชิ่วยา เป็เด็กดีหน่อยสิ รอพวกท่านลุงใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยกินนะ”
นางซุนได้ยินดังนั้นก็ร้องขัดทันที “ลูกเ้าหิวมาหลายวันแล้วยังจะรออะไรอีก ผู้ใหญ่ค่อยกินก็ได้ ให้เด็ก ๆ กินก่อนเถอะ!”
จากนั้นหญิงชราก็หันไปพยักพเยิดบอกกับนางเสิ่น “ไปอุ้มเสี่ยวเลี่ยงจื่อลูกเ้ามาไป ให้พวกเขากินพร้อมกัน”
นางเสิ่นซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณท่านอาสะใภ้เ้าค่ะ!”
เลี่ยงจื่อรุ่นราวคราวเดียวกับโก่วเอ๋อร์ แต่กลับขี้กลัวกว่าโก่วเอ๋อร์มาก จึงเอาแต่ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของจางหย่ง
และที่สำคัญ ระหว่างทางยังเจอเื่ราวเสียขวัญมาไม่น้อย ส่งผลให้เด็กน้อยน่าสงสารมีพฤติกรรมเช่นนี้
หลังจากนางเสิ่นอุ้มบุตรชายมา เด็กน้อยก็ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนมารดาไม่ขยับเขยื้อน โก่วเอ๋อร์จึงตักข้าวพร้อมเนื้อป้อนให้เขา “น้องชาย กินเนื้อสิ!”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขันยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเลี่ยงจื่ออายุเท่าไรกันแน่ แต่เ้าลูกชายของนางก็ชิงเป็พี่เขาเสียแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครใส่ใจเื่นี้ เลี่ยงจื่อมองข้าวโปะเนื้อในช้อนพลางลอบกลืนน้ำลาย ก่อนหันมองมารดาของตนเพื่อขอความเห็น
“พี่โก่วเอ๋อร์ป้อนเ้า เ้าขอบคุณพี่เขาสิ” นางเสิ่นเองก็คิดว่าบุตรชายของตนอายุน้อยกว่าโก่วเอ๋อร์
เื่นี้เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ครอบครัวจางทุกข์ยากลำบากมาตลอดทาง ส่งผลให้เลี่ยงจื่อซูบผอมจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก เมื่อเทียบกับโก่วเอ๋อร์ที่เหอจิ่วเหนียงเลี้ยงดูจนมีน้ำมีนวลแล้ว เลี่ยงจื่อจึงดูเด็กกว่าจริง ๆ
“ขอบคุณพี่ชายขอรับ”
เลี่ยงจื่อกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนน้อม ก่อนอ้าปากรับข้าวในช้อนเข้าไป
“อ๊าาาา ฟู่ ๆ ๆ!”
ข้าวเพิ่งออกมาจากหม้อจึงยังอุ่น ๆ ร้อน ๆ เด็กน้อยอ้าปากเป่าลมไล่ความร้อนออกมา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนส่งเสียงหัวเราะ และบอกให้เด็กน้อยกินเยอะ ๆ
ขณะที่เด็ก ๆ กำลังกินข้าวกันอยู่ ด้านพวกลู่จิ้งซวนกลับมาแล้ว ในตอนแรกพวกเขายังเดินกันอยู่ แต่เมื่อใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็เปลี่ยนเป็ออกวิ่ง
เหอจิ่วเหนียงเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีเดินอยู่ข้างนางฉิน จับชายแขนเสื้อนางฉินด้วยความระแวง เดาได้ไม่ยากว่าเป็เหลียนฮวา หลานสาวของนางฉินแน่นอน
“โชคดีที่ท่านแม่ให้พวกข้าตามไปด้วย ไม่อย่างนั้นนางแม่เล้านั่นไม่มีทางยอมปล่อยคนของเรามาง่าย ๆ แน่!”
ลู่จิ้งซวนนั่งลงก็บ่นออกมาทันที คนอื่น ๆ ต่างกลับไปหาครอบครัวตัวเองและกินข้าว พวกเขาไม่คิดจะมาเบียดเสียดกับฝั่งครอบครัวลู่ ครอบครัวนี้ช่วยพวกเขามามากแล้ว จะไปสร้างความวุ่นวายให้อีกได้อย่างไร
“เอาละ กินข้าวเถอะ กินไปเล่าไป”
อาหารทำเสร็จแล้ว ขืนมัวโอ้เอ้อาหารก็เย็นชืดหมด
ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าว ลู่จิ้งซวนกินไปพลางเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
…เดิมทีแม่เล้าของหอคณิกาคิดว่านางฉินและสามีคงไม่มีปัญญาไถ่ตัวเหลียนฮวาแน่นอนจึงเรียกราคาแค่สามสิบตำลึง อย่างไรเสียสำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว เงินสามสิบตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวไปได้หลายปีเลยทีเดียว และต่อให้มีเงินก็คงไม่มีทางเอามาแลกกับเด็กเพียงคนเดียวแน่
ใครเลยจะรู้ว่าสองสามีภรรยาจะกลับมาอีกครั้งพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว พวกเขายอมจ่ายสามสิบตำลึงเพื่อแลกกับเด็กผู้หญิงคนเดียว ทันใดนั้นแม่เล้าจึงตระหนักได้ว่าตนเรียกราคาต่ำไป และรู้สึกขาดทุนอย่างหนัก
ครั้นคิดจะเล่นแง่ก็เห็นสองสามีภรรยาพาหนุ่มวัยฉกรรจ์มาด้วยกลุ่มหนึ่ง ด้วยกลัวว่าจะเป็เื่ใหญ่โต นางจึงยอมปล่อยตัวเด็กสาวแต่โดยดี…
เหลียนฮวานั่งก้มหน้าถือถ้วยไว้ในมือ ในถ้วยมีข้าวหอมสีขาวผ่องกับเนื้อแห้ง ครอบครัวของท่านอาเล็กจ่ายเงินตั้งมากมายไถ่ตัวนาง ไม่พอยังทำอาหารอร่อย ๆ ให้นางกินอีก เด็กสาวผู้อาภัพซาบซึ้งอย่างมาก น้ำตาเม็ดใหญ่พลันหยดลงในถ้วย
นางซุนหันมาเห็นอีกทีแม่นางน้อยก็ร้องไห้จนใบหน้าอาบน้ำตาแล้ว
“ข้าวสวยร้อน ๆ ไม่กินหรืออย่างไร ช่างเสียของจริง ๆ!”
นางซุนตำหนิเล็กน้อยด้วยสีหน้าดุดัน เหลียนฮวาใจึงรีบยัดข้าวเข้าปาก กลัวท่านย่าลู่ไม่พอใจแล้วจะเอานางไปขาย
นางฉินเองก็เตือนหลานให้รีบกินข้าว อย่าทำให้ท่านย่าขุ่นเคือง
“ท่านแม่ ท่านทำความดีแล้วเหตุใดต้องทำตัวเป็คนใจร้ายด้วยล่ะเ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงอดไม่ได้จึงใช้ศอกสะกิด หญิงชราผู้นี้พูดจาให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีอยู่เรื่อย
นางซุนถลึงตา “ข้าว่านางไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
“ว่าได้ ว่าได้เ้าค่ะ แต่แม่นางน้อยเพิ่งจะมา ท่านก็อย่าทำให้นางใสิเ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ในระหว่างนี้เหลียนฮวากินข้าวจนหมดแล้ว จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้านางซุนอย่างฉับพลัน
“ท่านย่าลู่ ขอบคุณมากเ้าค่ะที่ช่วยชีวิตเหลียนฮวา นับจากนี้ไปเหลียนฮวาจะกตัญญูต่อท่านย่าลู่ จะเชื่อฟังและทำตามที่ท่านย่าลู่บอกทุกอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้เ้าค่ะ!”
เหลียนฮวาเป็เด็กรู้ความ นางรู้ว่าครอบครัวของท่านอาเล็กเป็ครอบครัวใหญ่เหมือนครอบครัวนางในเมื่อก่อน ท่านย่าลู่เป็คนจัดการดูแลเื่ในบ้าน วันนี้หากไม่ได้หญิงชราเป็คนให้เงินท่านอาเล็กไปช่วย นางก็คงต้องอยู่ที่หอคณิกาแห่งนั้นไปตลอดชีวิต…
นางซุนที่ประชันฝีปากกับสะใภ้สามอยู่กำลังแสดงท่าทางเย่อหยิ่งออกมา แต่เมื่อเห็นสาวน้อยผู้น่าสงสารคุกเข่าก้มศีรษะอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันนางก็ต้องผงะไป
“ลุกขึ้นมาคุยกันดี ๆ พวกเราเป็ครอบครัวชาวนาธรรมดา เ้าจะมาคุกเข่าเหมือนเราเป็ครอบครัวเศรษฐีได้อย่างไรกัน!”
ขณะที่ร้องบอกหญิงชราก็ยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปด้วย
เด็กสาวอมยิ้มในทันใด ที่แท้ก็เป็อย่างที่ท่านอาเล็กบอกไว้จริง ๆ …ท่านย่าลู่เป็คนดุ แต่อันที่จริงแล้วนางจิตใจดีมาก
ทุกคนหันมองนางซุน อยากรู้ว่านางจะพูดอะไรต่อ นางซุนถูกจับจ้องเช่นนี้ก็ทำตัวไม่ถูก จึงปั้นหน้าดุทันที “พวกเ้าเอาแต่มองหน้าข้าทำไมกัน บนหน้าข้ามีของกินหรืออย่างไร!”
สดับวาจาขึงขังทุกคนจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อ มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ยังมองอย่างตั้งใจ อย่างไรเสียนางก็ไม่กลัวนางซุนอยู่แล้ว
หญิงชราถลึงตามองสะใภ้อวดดีแต่ไม่ได้พูดอะไร และหันไปสั่งสอนเหลียนฮวาอย่างจริงใจ
“พวกเรารู้ว่าครอบครัวของเ้าไม่เหลือใครแล้ว เ้าเป็เด็กที่น่าสงสาร ต่อไปนี้เ้าต้องอยู่กับอาเล็กของเ้า พวกเราแซ่ลู่มีกันหลายคนอยู่แล้ว มีเ้าเพิ่มมาอีกคนไม่เป็ไรหรอก แค่เ้ามีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ไม่ก่อเื่ให้คนอื่นต้องเดือนร้อน ทุกคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าว่าเ้าแน่นอน”
ดรุณีน้อยพยักหน้ารับทันที และเปลี่ยนคำเรียกขานหญิงชราด้วยความสุขใจ “เหลียนฮวาเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะ!”
.
.
.