รถแทรกเตอร์ขับมาถึงหน้าหมู่บ้านเหอผิง หานฮุ่ยเหมยและเฉิงลู่จื้อลงจากรถแทรกเตอร์ ทั้งสองคนขอบคุณคุณลุงห่าวซึ่งเป็คนขับรถ เมื่อรถแทรกเตอร์ขับออกไปแล้ว พวกเธอเดินเข้าไปในหมู่บ้านทันที หมู่บ้านแห่งนี้เป็หมู่บ้านขนาดกลางมีผู้คนอาศัยอยู่ 120 ครัวเรือน
เสียงแตรดังขึ้นบ่งบอกเป็เวลาพักเที่ยง ชาวบ้านคนอื่นๆทำนาและกินข้าวที่นั่นเลย เธอเดินผ่านเจอผู้หญิงบางคนกำลังเดินไปส่งอาหารที่ทุ่งนา เธอเดินตามหลังหานฮุ่ยเหมยมาถึงบ้านดินเก่าๆ เธอตกตะลึงตาค้าง มันจุกอยู่ในอกเธอพูดอะไรไม่ได้สักประโยคเดียว เธอเห็นภาพในความทรงจำแต่ไม่คิดว่ามันจะเก่าขนาดนี้ เธอจะอยู่ได้ยังไง อยากร้องไห้จริงๆ
“ ลูกเข้าไปพักในบ้านก่อนนะ แม่จะไปทำงาน วันนี้แม่ลาแค่ครึ่งวัน จึงอยู่กับลูกตลอดทั้งวันไม่ได้ ” หานฮุ่ยเหมยพูดกับลูกสาว เธออยากจะอยู่ต่อแต่เธอลางานมาหลายวันแล้ว ยิ่งลาหลายวันค่าแรงก็จะยิ่งได้น้อย
“ ฉันอยู่คนเดียวได้ค่ะ ” เฉิงลู่จื้อตอบตกลง
เฉิงลู่จื้อเดินเข้าไปในบ้าน บ้านหลังนี้มีขนาดเล็ก 2 ห้องนอนคือห้องพ่อแม่และห้องพี่ชาย 1 ห้องเก็บของตอนนี้เป็ห้องนอนของเธอเพราะนานๆทีเธอจะกลับบ้านและกลับแค่่ปิดเทอม เธอจะมีห้องหรือไม่มีห้องของตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ยังมี 1 ห้องครัว 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องเก็บฟืนซึ่งกลายเป็ห้องเก็บของไปแล้ว ส่วนห้องเก็บฟืนนั้น พ่อของเธอสร้างห้องติดกำแพงสำหรับเก็บฟืนเอาไว้
เธอเดินสำรวจภายในตัวบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินออกมาสำรวจภายนอก บริเวณลานหน้าบ้านมีแคร่ไม้ไผ่สำหรับนั่งเล่นและหลังบ้านมีสวนผัก ผักกาดขาว มะเขือเทศ หัวไชเท้า แตงกวา ผักบุ้ง กะหล่ำปลี อย่างละ 1 แปลง ข้างๆไม่ไกลมากก็เป็ราวตากผ้า
เธอเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของเธอ มีหนังสือเรียนประมาณ 3 เล่มบนโต๊ะ เธอนำมาจากห้องเช่าที่เธอพักอาศัยอยู่ในอำเภอเพื่อจะอ่านทบทวนใน่ปิดเทอมฤดูร้อน
ณ ขณะนี้เธออายุ 16 ปี เหลืออีกประมาณ 1 ปีครึ่งเธอก็เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ถ้าเธอจำไม่ผิดในปี1977 เป็่เวลาฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องรออีก 7 ปี
ระหว่างรอคอยให้เวลาผ่านไปเธอตัดสินว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะสมัครสอบเป็ครูสอนหนังสือและแอบทำการขายค้าลับๆเพื่อเก็บสะสมเงินทอง สร้างฐานะและทำตามความใฝ่ฝัน เธออยากเป็ดีไซเนอร์ชื่อดังและสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของเธอเอง