ทางด้านเซียวจวิ้นอันกำลังสับเนื้อทำไส้ซูอี้หว่านก็หยิบหนังหมูมาชิ้นหนึ่ง ล้างทำความสะอาดแล้วนำไปต้มจากนั้นขูดไขมันส่วนเกินออกจากหนังหมู ใส่ขิง เหล้า และเครื่องเทศบางอย่างลงไปแล้วเติมน้ำลงในหม้อ เคี่ยวต่อไป
รอจนน้ำแกงข้นเหนียวแล้วจึงค่อยย้ายไปพักไว้ข้างๆ รอให้เย็นลง จากนั้นตอนกลางคืนนางจะแอบย้ายเข้าไปในมิติเอาไปแช่ในตู้เย็น หนึ่งคืนก็เพียงพอที่จะแข็งตัวเป็นเจลาตินหนังหมูแล้ว
เจลาตินหนังหมูนี้ใช้สำหรับทำเสี่ยวหลงเปาซูอี้หว่านคิดว่า การจัดกิจกรรมลดราคาในช่วงนี้ก็เพื่อสร้างชื่อเสียงอยู่แล้ว ไหนๆสินค้าก็ขายดีเป็นพิเศษ สู้เพิ่มรายการอาหารให้หลากหลายยิ่งขึ้นไปเลยดีกว่าจะได้ให้ทุกคนรู้ว่าแผงขายอาหารเช้าของพวกเขามีอาหารหลากหลาย แม้จะกินที่ร้านพวกเขาทุกวันอย่างน้อยครึ่งเดือนก็จะไม่ซ้ำกัน
ส่วนที่มากกว่านั้นนางยังไม่มีเวลาเตรียมในตอนนี้ เพราะที่บ้านมีคนแค่ไม่กี่คน หากเตรียมของมากเกินไปเกรงว่าจะทำไม่ทัน
“หว่านหว่าน เจ้าคิดจะทำเสี่ยวหลงเปาหรือ?” ซูอี้โจวดูออกถึงแผนการของนางในทันที“แต่ที่เรือนของเราดูเหมือนจะไม่มีเข่งขนาดใหญ่นะ?”
ที่เขาพูดว่าที่เรือนแท้จริงแล้วหมายถึงในมิติ ซูอี้หว่านย่อมเข้าใจความหมายของเขา
เข่งนั้นมีอยู่จริงแต่เมื่อก่อนก็มีแค่คนในครอบครัวสามคนกิน เข่งจึงมีเพียงไม่กี่อันเท่านั้นการจะเอาไปตั้งแผงขายย่อมไม่เพียงพอ นางจึงพยักหน้าตามน้ำ“เรื่องเข่งนั้น มีพี่ชายอยู่ทั้งคน ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมิใช่หรือ”
คิดแล้วนางก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง“แต่ฝีมือของพี่ ทำเข่งมันก็ดูจะเกินความสามารถไปน่ะสิเจ้าคะ”
ซูอี้โจวไม่กล้าพยักหน้ามื้อเที่ยงคราวนั้น เขายังไม่ลืมเลือน ย้อนไปถึงมื้อเที่ยงเขาเพียงตั้งใจจะเอ่ยแซวคุณชายจวิ้นอันและน้องสาวเพียงไม่กี่คำใครเล่าจะคิดว่าจะต้องพบเจอกับการกระทำอันโหดร้ายเช่นนั้น
สมแล้วที่ว่าสตรีคือสิ่งมีชีวิตที่น่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็ยากจะรับมือ!
มารดากับน้องสาวของตัวเองนั่นแหละคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด
“พี่ชาย ท่านคิดอะไรอยู่?” เห็นซูอี้โจวทำท่าทางเหมือนหลุดไปในโลกอื่นซูอี้หว่านก็คลึงแป้งในมือโดยไม่หยุดชะงัก เงยหน้ามองเขา สายตาฉายแววล้อเลียน“หรือกำลังคิดอยู่ว่า จะเลือกคุณหนูฉินหรือคุณหนูหงดี?”
“หว่านหว่าน คุณหนูฉินกับคุณหนูหงอะไรหรือ?” ทันทีที่ได้ยินคำว่า‘คุณหนู’ สองคำนี้เชื่อมโยงเข้ากับลูกชายของตนจางอ้ายหลินก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “คุณหนูฉินที่ว่าหมายถึงคุณหนูรองตระกูลฉินใช่ไหม?”
จางอ้ายหลินวางผักที่กำลังล้างอยู่ในมือเดินไปข้างๆ ลูกสาวสองสามก้าว “แล้วคุณหนูหงนี่ใครกันรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร?”
คำพูดของนางแม้จะถามซูอี้หว่านแต่สายตากลับจ้องอยู่ที่ซูอี้โจวตลอดเวลา ทำเอาเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
จะว่าไปตั้งแต่ข้ามภพมาสิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องที่ท่านแม่เริ่มเร่งให้เขาแต่งงานนี่แหละ
ใครเลยจะรู้ชาติก่อนหากมิได้มัวแต่สาละวนกับการกำจัดซอมบี้ เขาก็คงไม่มีเวลาปลูกต้นรักอีกทั้งยังไร้เงาหญิงใดที่คู่ควร จางอ้ายหลินคงไม่อาจทนรอให้เขาเป็นเช่นนี้ได้
เห็นสีหน้าเหมือนคนสิ้นหวังของพี่ชายตนเองซูอี้หว่านก็เอาแต่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆเหมือนจะลืมเรื่องที่แม่ลูกคู่นี้เคยยุยงส่งเสริมให้นางกับคุณชายจวิ้นอันไปเสียสนิท
ท่าทีของมารดาที่จ้องจับผิดทำให้ซูอี้โจวรู้สึกขมับกระตุกอย่างหงุดหงิด ซูอี้โจววางสิ่งที่อยู่ในมือลงกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “ข้าจะไปหาไม้ไผ่มาทำเข่งกลับมาจะได้เริ่มงานสักที”
พูดจบก็รีบวิ่งออกไปด้วยความเร็วแสง
จางอ้ายหลินชะงักไปจากนั้นจึงค่อยรู้สึกตัว นางหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ได้แต่สบถอย่างเอือมระอาว่า "เจ้าเด็กคนนี้!"
นางหันไปมองลูกสาวตนเอง“รีบเล่ามาเร็ว คุณหนูหงนี่ใครกัน รูปร่างหน้าตาสวยหรือไม่นิสัยเป็นอย่างไร?”
ชั่วขณะหนึ่งนี้ซูอี้หว่านก็รู้สึกจนปัญญาไปกับความกระตือรือร้นของท่านแม่ตนเองทำได้เพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนถนนในวันนี้อย่างคร่าวๆ
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องที่เถ้าแก่หลงหรือก็คือท่านหลงคนเดิมก่อขึ้นมาอีก สีหน้าของจางอ้ายหลินก็มืดครึ้มลงทันที“ไอ้เถ้าแก่หลงนี่ ไม่ใช่คนดีจริงๆทำแต่เรื่องเดรัจฉานที่สุนัขยังไม่ทำ!”
เมื่อก่อนก็อยากจะซื้อลูกสาวของตนเองตอนนี้ก็วางแผนจะฉวยโอกาสครอบครองลูกสาวชาวบ้านอีก ผู้ชายคนนี้หน้าด้านเสียจริงไม่มีจิตสำนึก ไม่มีความละอายแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรน่ะ” ซูอี้หว่านส่ายหน้า“พวกหมูหมาไปทำอะไรผิด ถึงต้องเอาไปเปรียบเทียบกับคนประเภทนั้น”
“เคร้ง...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมือของเซียวจวิ้นอันถึงกับลื่น มีดทำครัวในมือร่วงผล็อยเกือบที่จะปักใส่หลังเท้าของเขา
เขายังมิทันตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวริมฝีปากยังสั่นระริก จึงเก็บมีดขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ หวังจะนำมันกลับไปวางที่เดิม
“เดี๋ยวก่อน” เห็นดังนั้นซูอี้หว่านก็รีบยื่นมือไปห้ามการกระทำของเขา “มีดตกพื้นต้องล้างก่อนสิไม่อย่างนั้นจะเอาเนื้อไปทำไส้อย่างไร?”
ถึงแม้ว่าเสี่ยวหลงเปาเหล่านี้จะไม่ใช่พวกเขากินเองแต่การทำธุรกิจอาหารก็ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดไม่ใช่หรือ?
“ขออภัยด้วย” เซียวจวิ้นอันพยักหน้าหันไปตักน้ำล้างมีดอย่างคล่องแคล่ว การกระทำนั้นหาได้มีความลังเลเจือปน
จางอ้ายหลินยืนดูอยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมึนงงเล็กน้อยหากจะบอกว่าคุณชายจวิ้นอันมิได้มีใจให้หว่านหว่านของนางเลย นางย่อมไม่ปักใจเชื่อ!
แต่ในเมื่อคุณชายจวิ้นอันยังอยู่ตรงนี้นางจึงไม่ได้ถามความเห็นของลูกสาวโดยตรง เมื่อคิดถึงเรื่องที่เพิ่งพูดไปก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย “หว่านหว่านว่าแต่เถ้าแก่หลงคนนี้เป็นใครกันแน่ อิทธิพลของเขาในเมืองอวิ๋นเฉิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
“การที่พวกเจ้าช่วยเหลือคุณหนูหงในครานี้ย่อมเท่ากับว่าขัดขวางแผนการของเขาอย่างแน่นอนซ้ำยังเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มอีก”
มิใช่ว่าจางอ้ายหลินครั่นคร้ามต่อภยันตรายหรือเห็นว่าไม่สมควรช่วยเหลือผู้คน “ข้ารู้สึกว่าไอ้เถ้าแก่หลงนี่มันเป็นคนพาล เรากับเขาก็ถือว่าผูกพยาบาทกันมากกว่าหนึ่งครั้งแล้วเขาอาจจะหาเรื่องพวกเราก็ได้”
จงอย่ามีจิตใจมุ่งร้ายผู้อื่นทว่าจงอย่าประมาทภัย วาจานี้สืบทอดพันปี ย่อมมีเหตุผลของมันเอง
ซูอี้หว่านรู้ความหมายของนางในใจก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาเล็กน้อย “ท่านแม่พูดถูกแล้วเถ้าแก่หลงคนนี้ไม่ใช่คนดี แถมข้ายังดูออกว่าเขาต้องเป็นคนที่จองเวรและขี้ระแวงมากๆ เรื่องคราวนี้เขาไม่มีทางยอมรามือไปง่ายๆแน่”
เมื่อนั้นตอนที่เถ้าแก่หลงหันหลังกลับไปมองพวกเขาด้วยสายตาแบบนั้น ซูอี้หว่านไม่มีทางลืม
“สุภาษิตว่าไว้ มังกรยังยากจะปราบอสรพิษเจ้าถิ่นประสาอะไรกับพวกเราที่ยังไม่ใช่พญามังกร” จางอ้ายหลินขมวดคิ้ว“เถ้าแก่หลงคนนี้ในเมืองอวิ๋นเฉิงน่าจะมีอิทธิพลอยู่บ้างพวกเราเพิ่งมาถึงใหม่ๆ ทางที่ดีอย่าเพิ่งไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า”
“แน่นอนว่า...”
พูดถึงตรงนี้นางก็กำหมัดแน่น“ถ้าเขาคิดจะรังแกพวกเรา ก็ไม่มีทาง!”
บังอาจคิดร้ายกับลูกสาวของนางคราวหน้าถ้าเจอนางอีกนางจะต้องตีเถ้าแก่หลงคนนั้นให้เสียโฉมจนพ่อแม่ญาติพี่น้องจำไม่ได้
ซูอี้หว่านพยักหน้า“ท่านแม่พูดถูกแล้ว อย่างไรเสีย ถึงพวกเราจะไม่ก่อเรื่องแต่ก็ไม่หวั่นเกรง!”
อย่างน้อยชาติก่อนก็เดินฝ่าดงซอมบี้มาแล้วจะกลัวอันธพาลกระจอกๆ ไปได้อย่างไร?