ตอนที่ 7 พนมอัปสรา
ณฐานบัญชาการลับของกามันดา
ภายในห้องมีโต๊ะยาวขนาดใหญ่มีเก้าอี้รายล้อม โดยมีโต๊ะประธานที่หัวโต๊ะ ที่ผนังด้านหนึ่งมีจอภาพขนาดั์ติดตั้งอยู่แสงสว่างมีเพียงบริเวณโต๊ะและจอภาพ โดยรอบห้องมีแต่ความมืดดำ
จอมมารและอสูรทรมานกำลังนั่งประชุมกับบรรดาผู้นำสาขาต่าง ๆโดยมีคนรายงานเหตุการณ์ล่าสุด
“ฐานที่มั่นและคลังแสงของพรรคกรรมกรในรัตนคีรี ถูกสายลับ CRA จากไทยและกัมพูชาทำลายย่อยยับ แต่เลขาธิการพรรคคือลดซอ หนีไปได้ขณะนี้สายลับของไทยยังคงอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ยังไม่รู้วัตถุประสงค์ของมันขอรับ”
เภสันได้ฟังรายงานก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ทุบโต๊ะด้วยความโกรธแล้วว่า “บัดซบจริงๆ ปล่อยให้พลาดได้ยังไง แค่คนสองคน จัดการมันไม่ได้ ท่านพ่อส่งอสูรไปเก็บมันเลย”
“ได้สิ จะส่งไปเดี๋ยวนี้” อสูรทรมานกล่าวแล้วเดินออกไปพร้อมกับนางรมิตา
ณถนนนอกนครธม เมืองเสียมเรียบ
ตรีมิตร เฮงบุนลี และโอนเนียงลออออกจากปราสาทบายนทางประตูชัยด้านตะวันออกของนครธม แล้วเดินลัดเลาะไปตามทางแคบ ๆผ่านดงไม้ที่เขียวชอุ่มสองข้างทาง บาง่ต้องเดินบนสะพานไม้เล็ก ๆข้ามหนองน้ำไปยังทางเดินผ่านสวนไม้ยืนต้น ก็ยังไม่เห็นบ้านเรือนผู้คน ชายหนุ่มก็ถามขึ้นว่า
“เรากำลังจะไปไหนกันหรือครับ”
“ปราสาทนาคพัน”
ชายหนุ่มพลันนึกถึงจารึกในแผ่นหนังที่ว่า“ มองกาลน้ำลดขนดนาค...” หรือจะหมายถึงสถานที่นี้ แต่เขายังเดินไปได้ไม่เท่าไรก็บังเกิดลมพายุรุนแรงจนฝุ่นฟุ้งมองไม่เห็นอะไรเมื่อลมสงบก็ปรากฏว่าโอนเนียงลออได้หายตัวไปแล้ว
“ถ้าอยากได้ตัวผู้หญิงนี่คืนก็ตามไปที่ปากน้ำเสียมเรียบนะ พวกข้าจะรออยู่บนเรือสีแดง” เสียงนั้นดังก้องมาจากบนฟ้าแต่มองไม่เห็นตัวผู้ใด ตรีมิตรและเฮงบุนลีก็ร้อนใจ หวั่นเกรงเนียงลออจะเป็อันตราย
ณห้องประชุมลับของ CRA สาขาประเทศไทย
บุหรงยืนอยู่หน้าจอภาพขนาดใหญ่โดยมีปริวรรต สังข์ชัย จักรา คทาเทพ วิกานดา นั่งฟังอยู่
“เราได้รับรายงานว่าตรีมิตรและสายลับของCRA สาขากัมพูชา ได้ทำลายฐานที่มั่นของลดซอ เลขาธิการพรรคกรรมกรกัมพูชาได้แล้วนับเป็ผลงานที่น่าชื่นชม แต่ตัวลดซอหนีไปได้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะร่วมมือกับพวกเริงศักดิ์ทำการเคลื่อนไหวอะไรในประเทศข้างเคียงเราอีกและเพื่อให้งานของเรามีความคล่องตัว ปฏิบัติการได้รวดเร็วขึ้นฉันจึงอยากให้พวกเธอยุบวงดนตรีเสียและถอนตัวออกจากไนต์คลับของเริงศักดิ์นับั้แ่นี้เพื่อออกมาทำงานสายลับอย่างเต็มตัว”
พวกปริวรรตต่างหันมามองหน้ากัน
“แล้วกมลกับพรเทพละครับเขาทั้งสองรู้แล้วว่าพวกเราเป็สายลับ จะทำยังไงกับเขาดี” สังข์ชัยถาม
“ถามได้ดี เื่นั้นไม่ต้องห่วงฉันจะให้สองคนนั้นไปเข้าโรงเรียนฝึกหัดสายลับก่อนแล้วค่อยให้ออกมาร่วมงานกับพวกเราภายหลัง มีอะไรจะถามอีกมั๊ย” บุหรงกล่าว แต่ไม่มีใครเสริมเธอจึงพูดต่อไปว่า
“และในโอกาสนี้ฉันขอแนะนำให้รู้จักสายลับจาก CRA สาขาญี่ปุ่นขอเชิญพบกับเธอได้แล้ว เชิญค่ะ” บุหรงพูดจบ ก็มีสาวงามนางหนึ่งเดินออกมาจากหลังฉากหล่อนเป็คนที่พวกปริวรรตรู้จักคุ้นเคยดี
“ฮาสุโกะ!!!!” พวกหนุ่ม ๆ อุทานพร้อมกัน
“คนนี้หรือที่เคยทำลายเรือสินค้าของเสี่ยเริงศักดิ์ และสืบข่าวคลังแสงของ พคท. ที่สกลนคร”วิกานดาถาม
“ใช่แล้วนับแต่วันนี้เธอจะมาร่วมทำงานกับพวกเราเป็ทีมเดียวกัน” บุหรงตอบ
“สวัสดีค่ะทุกคน ดิฉันหัสดีบัวภักดี ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“ยินดีต้อนรับนะดีใจที่ได้ร่วมงานกัน” ปริวรรตกล่าวพร้อมจับมือกับหัสดี
ณปากแม่น้ำเสียมเรียบ ริมทะเลสาบโตนเล
เฮงบุนลีจ่ายเงินค่าเช่าเรือเร็วลำเล็กแล้วลงเรือพร้อมตรีมิตรขับออกไปตามหาเรือสีแดงที่พวกคนร้ายบอกเรือแล่นผ่านโป๊ะที่ชาวประมงใช้ดักปลาและสัตว์น้ำบ้างก็เป็เรือนแพที่ชาวกัมพูชาเชื้อสายเวียดนามใช้พักอาศัยทำกินในทะเลสาบแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนและยังมีโรงเรียนบนแพ วัดบนแพ เป็วิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติอย่างกลมกลืน
ทั้งสองมาถึงเรือสีแดงที่ตามหาก็มีคนทอดบันไดลงมาให้ที่ข้างเรือลำใหญ่นั้น และะโบอกว่า
“เชิญขึ้นมาได้เลยพวกเรากำลังรอเจรจากับท่านอยู่”
ตรีมิตรกับเฮงก็ไต่ขึ้นบันไดไปบนเรือมีคนต้อนรับให้เดินเข้าไปในห้อง และในนั้นโอนเนียงลออกำลังถูกจับมัดติดกับเสาชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็พยายามจะเข้าไปช่วยแต่คนที่เฝ้าอยู่เอาปืนจี้ที่ศีรษะหล่อนไว้
“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นนังนี่ตาย”
“บอง กลับไป ไม่ต้องห่วงฉันมันใช้เนียงเป็เหยื่อล่อพวกบองมาตาย” เนียงร้องบอกโดยไม่ห่วงชีวิต
และแล้วก็มีตาข่ายคลุมร่างของตรีมิตรและเฮงไว้ทั้งสองถูกจับไปแขวนไว้เหนือบ่อจระเข้ที่เลี้ยงไว้บนเรือ
“บอกมาว่าพวกแกมีแผนการอะไรและมีใครร่วมในขบวนการต่อต้านท่านเภสันกับเสี่ยเริงศักดิ์บ้าง”
“จะฆ่าฉันก็ฆ่าเลย ไม่ต้องอ้อมค้อมยังไงฉันก็ไม่ยอบบอกแกหรอก” ตรีมิตรกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น
“ปากดีนักนะ”อสูรที่คุมการสอบสวนเอากระบองฟาดใส่ตรีมิตรครั้งหนึ่งชายหนุ่มเ็ปแต่ก็กัดฟันทนไว้
“จุดไฟ” เสียงอสูรสั่งลูกสมุนก็จุดไฟที่เทียนซึ่งจ่อไว้ตรงปลายเชือกด้านที่ผูกกับขอบบ่อจระเข้นั้น
“ถ้าเชือกนี่ขาดเมื่อไหร่ แกสองคนต้องกลายเป็อาหารเที่ยงของจระเข้แน่คงอิ่มไปหลายวัน เหอะ ๆ ๆ”
“โธ่ บอง ไม่น่าเลย”เนียงลออร้องไห้คร่ำครวญเมื่อเห็นชายสองคนจะต้องมาตายเพราะช่วยหล่อน
เปลวไฟกำลังลามเลียลุกไหม้เกลียวเชือกทีละเส้นๆ ตรีมิตรต้องรีบตัดสินใจว่าจะยอมสารภาพหรือไม่
ในที่สุดเขาก็นึกอะไรออกพร้อมกับจังหวะที่เชือกขาดผึงก่อนที่ร่างทั้งสองตกลงไปในบ่อจระเข้ตรีมิตรปล่อยอาวุธตรีเทพออกจากปลายนิ้วมือฆ่าจระเข้ตายทันที เขาใช้ตรีตัดตาข่ายคลุมร่างออกแล้วทะลวงผนังบ่อเข้าไปในใต้ท้องเรือแต่พวกอสูรรวมทั้งโอนเนียงลออนึกว่าชายสองคนคงจะกลายเป็เหยื่อจระเข้แล้ว
“ฮ่าฮ่า ปากแข็งดีนัก ตายซะสมน้ำหน้า” อสูรหัวเราะอย่างเริงร่า แต่ทันใดนั้นพื้นห้องเบื้องหน้าพวกมันก็ะเิดังเปรี้ยง เศษไม้กระจุยกระจายท่ามกลางความตกตะลึงอสูรที่ยืนคุมโอนเนียงลออก็โดนอาวุธของตรีมิตรพุ่งเข้าตัดคอขาดกระเด็นชายหนุ่มเข้าไปตัดเชือกที่รัดตัวสาวสวยแล้วจูงหล่อนวิ่งไปที่กราบเรือพวกสมุนอสูรก็กรูกันเข้าจะทำร้าย แต่โดนตรีมิตรซัดอาวุธล้มตายกันหมดก่อนเขาจะพาสาวะโลงไปยังเรือเร็วที่เฮงบุนลีติดเครื่องรออยู่สายลับชาวเขมรก็โยนะเิมือขึ้นไปบนเรือเสียงตูมดังสนั่นในขณะที่เขาขับเรือหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เรือสีแดงก็ค่อย ๆจมลงสู่ทะเลสาบ
บนเรือเร็วลำเล็กเฮงทำหน้าที่ขับเรือ ส่วนตรีมิตรนั่งกอดโอนเนียงลออที่ยังตื่นใจนตัวสั่นชายหนุ่มเอามือข้างหนึ่งลูบเรือนผมที่ปลิวเพราะแรงลมสายตาของทั้งสองก็จับจ้องซึ่งกันและกัน
“คุณเป็ยังไงบ้างเจ็บอะไรตรงไหนมั๊ย พวกมันทำอะไรคุณหรือเปล่า”
“ไม่เป็ไรค่ะ แค่ในิดหน่อยขอบคุณนะคะ” เนียงยิ้มแล้วซบลงบนไหล่ของตรีมิตร
เรือเร็วลำน้อยก็แล่นเข้าสู่ปากแม่น้ำเสียมเรียบที่คลาคล่ำไปด้วยเรือประมงจอดเรียงรายเต็มท่าน้ำริมโตนเลสาบ
ทั้งสามคนขึ้นจากเรือแล้วเฮงบุนลีก็กล่าวว่า
“วันนี้เราเหนื่อยกันมากแล้วแถมเจอเื่ร้าย ๆ เรากลับไปพักที่บ้านกันก่อนเถอะไว้พรุ่งนี้ค่อยไปปราสาทนาคพันกันใหม่”
“ก็ดีครับ”ตรีมิตรกล่าวขณะประคองร่างของโอนเนียงลออ
ณห้องอาหารในโรงแรมโอเรียนเต็ลกรุงเทพ ริมแม่น้ำเ้าพระยา
เพลินใจนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่กับปริวรรตเพียงสองต่อสองในบรรยากาศสุดหรูของโรงแรมดังบนโต๊ะมีอาหารอยู่สองสามอย่าง ทั้งต้มยำกุ้ง น้ำพริกลงเรือ ปูจ๋า และโถข้าวสวย
“วันนี้นึกครึ้มอะไรคะถึงชวนเพลินมาทานข้าวที่นี่ เอ๊ะหรือว่าพี่ถูกหวย”
“เปล่าครับพี่เคยเล่นซะที่ไหนเล่าหวยน่ะ”
“เพลินล้อเล่นนะคะ อย่าถือสานะ”สาวสวยยิ้ม
“ผมกับเพื่อนร่วมวงปรึกษากันแล้วคิดว่าจะยุบวงเทวินคอรัสแล้วแยกย้ายกันไปทำกิจการส่วนตัวน่ะครับ”
“อะไรนะคะ ยุบวง!!!” เพลินใจงุนงงชั่วครู่ “ยุบทำไมคะ แล้วจะไปทำงานอะไรกันวงของเราก็กำลังดัง จะยุบทำไม เพลินไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งยุบเลยค่ะ”
“คือว่าแต่ละคนเขาก็มีเหตุผลของเขาบางคนต้องกลับไปดูแลครอบครัวที่ต่างจังหวัด บางคนก็อยากจะไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศผมก็ไม่อยากเหนี่ยวรั้งเขาไว้ หวังว่าคุณเพลินคงจะเห็นใจนะครับ”
“เพลินไม่ให้ไป” สาวทำเป็งอน
“ผมเองก็จะไปทำธุรกิจกับเพื่อนที่ต่างประเทศสักสองสามปีถ้ากลับมาแล้วจะมาเยี่ยมนะครับ” ปริวรรตกุมมือของเพลินใจที่วางอยู่บนโต๊ะโดยหารู้ไม่ว่า ยังมีใครบางคนแอบถ่ายรูปเขาทั้งสองอยู่ใกล้ ๆ
“จริงหรือคะอย่าโกหกเพลินนะ ไม่งั้นจะตามไปถึงที่ ไม่ว่าประเทศไหน หนีเพลินไปไม่พ้นหรอก”หล่อนยิ้ม
“จริงสิครับ เอ้านี่ ต้มยำกุ้งกุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ เลย ทานซะนะครับ” ปริวรรตตักต้มยำใส่ถ้วยให้เพลิน
ค่ำวันนั้นที่สกายไลท์คลับ
“หา อะไรนะ พี่วรรตล้อเล่นหรือป่าวจะยุบวงจริง ๆ เหรอ” แวว มธุรสร้องเสียงดังลั่น
“เบา ๆ สิ แขกหันมามองหมดแล้ว”ปริวรรตรีบเอามือปิดปากพาร์ทเนอร์สาว
“ก็หนูในี่นาถ้าพวกพี่ไปกันหมดแล้วหนูจะทำยังไง สงสัยแขกหนีหายหมด ขาดรายได้แหง ๆ “
“พวกพี่ก็จะไปทำภารกิจอย่างที่เรารู้กันตอนอยู่สกลบ้านหนูน่ะแหละอย่าเอ็ดไปนะ” ปริวรรตกระซิบข้างหูแวว
“อ๋อ โอเค หนูเข้าใจแล้ว”
เพลินใจเดินผ่านมาเห็นปริวรรตคุยกับแววก็เข้าไปดู
“กระซิบกระซาบอะไรกันจ๊ะนินทาฉันหรือเปล่า”
“อ๋อเรากำลังประชุมนัดหยุดงานกันน่ะ จะขอขึ้นค่าแรง ฮ่าฮ่า”ปริวรรตแกล้งสร้างมุขกลบเกลื่อน
“อืม ดีนี่ เข้าใจเล่นนะเดี๋ยวจะสนองให้ตาม้านะคะ” เพลินใจกล่าวขณะยืนท้าวสะเอว
“ล้อเล่นน่า อย่าคิดมาก”นักร้องหนุ่มจับข้อมือของเพลินเบาๆ
“แล้วไป น้องขอตัวไปทำงานก่อนนะมีเอกสารให้เซ็นเยอะเลย” ผู้จัดการสาวเดินไปที่ห้องทำงานและที่นั่นหิรัญก็นั่งรอพบหล่อนอยู่แล้ว
“เป็ยังไงเื่ที่สั่งสำเร็จมั๊ย” เพลินใจถามหิรัญ
“เรียบร้อยครับพรุ่งนี้ได้ลงคอลัมน์สังคมซุบซิบแน่ครับ ส่งไปโรงพิมพ์แล้ว”
“ดีมาก ขอบใจนะ อ้อ แล้วอีกเื่ฉันพอดูออกว่าคุณสนใจพิมพ์ดาราอยู่ใช่มั๊ย”
หิรัญสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบไปว่า” เอ่อ คุณเพลินรู้ได้ยังไงครับ”
“แหม คุณก็ติดตามคุณพ่อมานานเวลาอยู่ที่บ้านคุณพ่อ ฉันเห็นแววตาคุณจับจ้องแต่พิมคนเดียว ทำไมฉันจะดูไม่ออกเด็กสามขวบยังรู้เลย”
“คุณเพลินอย่าไปบอกนายท่านนะครับถ้าท่านรู้ผมคงโดนไล่ออกแน่เลย”
“แต่ถ้าข้าวสารกลายเป็ข้าวสุกไปแล้วคุณพ่อก็คงต้องยอมรับไม่ใช่หรือ” เพลินใจยื่นหน้ามาถามหิรัญ
“เอ่อคุณเพลิน..หมายความว่ายังไงครับ”
“่นี้คุณพ่อไปต่างประเทศอีกหลายวันถึงจะกลับ นังพรน้องสาวมันก็ไม่อยู่ ไปออกค่ายต่างจังหวัดมีแต่ฉันกับแม่ ฉันจะช่วยทำให้ความฝันของคุณได้เป็ความจริงคืนพรุ่งนี้ไปหาฉันที่บ้าน ฉันจะทำให้นังพิมมันนอนรอคุณอยู่ในห้องนอนมันอย่าให้พลาดล่ะ”
หิรัญเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้นยินดี
ณเมืองเสียมเรียบ เช้าวันรุ่งขึ้น
เฮงบุนลีขับรถยนต์สี่ล้อพาตรีมิตรและโอนเนียงลออไปยังปราสาทนาคพันเมื่อจอดรถฝากร้านค้าด้านนอกไว้แล้วก็เดินเข้าไปตามทางเท้าแคบ ๆจนถึงสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเกิดจากการสร้างด้วยฝีมืุ์ ตรงกลางสระมีปราสาทเล็ก ๆ ทรงจัตุรมุข มียอดคล้ายมงกุฎ ซึ่งส่วนฐานมีรูปพญานาคขดเป็วงกลมจึงเป็ที่มาของชื่อ ปราสาทนาคพัน รอบ ๆ สระ มีรั้วเหล็กกั้นไว้ไม่ให้คนภายนอกลงไปและมียามยืนเฝ้าตลอดเวลา
“พวกเรามาใน่น้ำกำลังลงพอดีปกติจะไม่เห็นซุ้มประตูปราสาทเลยนะ เพราะน้ำท่วมหมด” เฮงกล่าว
“น้าลองอ่านจารึกนี่ดูสิพอจะเข้าใจไหมว่าหมายถึงอะไร”
“มองกาลน้ำลดจากขนดพญานาคผุดขึ้นจากใต้น้ำคือกระดิ่งทอง เอไอ้น้ำลดนี่มันก็มีเป็ประจำนะ แต่กระดิ่งทองนี่ไม่เคยเห็น มันจะมีได้ยังไงถึงมีก็คงโดนคนงมเอาไปขายหมดแล้ว”
“อย่างนั้นหรือครับ”
“น้าดูสินั่นอะไรในช่องประตูปราสาทนั่น กำลังโผล่พ้นน้ำขึ้นมาแล้ว สีทอง ๆ “โอนเนียงลออชี้ให้ดูอย่างตื่นเต้น
“จริงด้วย แต่เราจะเข้าไปได้ยังไงเขากั้นรั้วไว้”
“เดี๋ยวทางนี้หนูจัดการเองพี่กับน้ารีบไปงมขึ้นมาแล้วกัน” เนียงพูดจบก็เดินไปหายามที่เฝ้าสระ ชวนพูดคุยต่างๆ นานา หันเหความสนใจไปที่หล่อนเพียงอย่างเดียว ส่วนเฮงบุนลี ก็คอยยืนบังไว้ ไม่ให้เห็นตรีมิตรที่ค่อยๆ ย่องลงไปในสระ แล้วว่ายน้ำเข้าไปถึงตัวปราสาท งมเอากระดิ่งทองขึ้นมาได้เขาซ่อนไว้ในเสื้อ ก่อนจะรีบว่ายน้ำกลับขึ้นมาบนขอบสระโอนเนียงลออก็จับยามนั้นหมุนตัวไปในทิศที่มองไม่เห็นตรีมิตรปล่อยให้ชายหนุ่มและน้าเฮงวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นแล้วหล่อนก็บอกลายามนั้น“เนียงสรัลบองนะ บ๊ายบาย”
ทั้งสามคนวิ่งออกมาพักเหนื่อยกันอยู่ใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำเสียมเรียบ
“น้าครับ นั่นสนามฟุตบอลหรือสนามบินครับ”ตรีมิตรชี้ไปอีกฝั่งของแม่น้ำ
“ไม่ใช่ นั่นเขาเรียกว่าบารายตะวันออก เป็สระขุดขนาดมหึมาสร้างในสมัยพระเ้ายโสวรมัน ราวปีพ.ศ.1443เพื่อใช้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเสียมเรียบไว้ใช้ในฤดูแล้งแต่ปัจจุบันสระนี้เหือดแห้งไปแล้ว ขนาดของบารายนี้คือ 7,150 X1,740 เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตร นับเป็บารายที่ใหญ่อันดับสองรองจากบารายตะวันตกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของนครธม เห็นตรงกลางนั่นมั๊ย นั่นคือปราสาทแม่บุญตะวันออกเคยเป็เกาะอยู่กลางบาราย สมัยที่ยังมีน้ำอยู่นะ”
“โอ้โห ข้อมูลน้านี่แน่นจังนะครับ สมกับเป็ไกด์ เอ้ย เป็สายลับจริงๆ “
“อืม ก็เป็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ แล้วคุณจะจัดการยังไงกับกระดิ่งทองนั่น”เฮงถาม
“ผมก็ยังไม่รู้เลยครับ ดูจากลายแทงแล้ว ข้อความต่อไปมีว่านำไปคล้องไว้กับคอวัว ปล่อยตัวให้เดินไปตามถนน แต่แถวนี้จะมีใครมาเลี้ยงวัวล่ะ”ตรีมิตรพูดยังไม่ทันจบ ก็มีอะไรบางอย่างมาลูบไล้ที่หัวของเขาเมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นไปดู ก็แทบหงายหลังกลิ้งลงแม่น้ำ “เฮ้ย วัว!!!”
โอนเนียงลออและเฮงบุนลีก็พลอยใไปด้วย ต่างเบี่ยงตัวหลบไปคนละทิศก่อนจะตั้งสติได้ ก็พบว่ามีวัวตัวผู้สีขาวสะอาด เขาโค้งคู่งามรูปร่างสมกับเป็พระโคที่เหมาะในการแรกนาขวัญมายืนค้ำหัวตรีมิตรอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ตรีมิตรเอามือลูบศีรษะตนเองเพื่อเช็ดน้ำลายวัวแล้วรีบเอากระดิ่งทองไปคล้องไว้กับคอพระโคตัวนั้นก่อนจะพูดว่า“พ่อโคจ๋า ช่วยพาฉันไปหาเทวรูปทีนะจ๊ะ พ่อโครูปหล่อ”
ดูเหมือนโคนั้นจะเข้าใจ มันผงกหัวรับคำแล้วค่อย ๆก้าวเดินไปทางตะวันออกจนสุดขอบบารายแล้วหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
“นี่มันจะพาเดินไปที่ไหนเนี่ย” ตรีมิตรบ่น ในขณะที่เนียงลออหยิบผ้าขาวม้าคอยซับเหงื่อให้เขา
“เหมือนจะเป็ทางไปปราสาทบันทายศรีนะ” เฮงกล่าว
พวกเขาเดินไปได้ประมาณสามกิโลเมตรก็เริ่มเมื่อยขาตรีมิตรร้องบอกให้โคหยุดพักก่อน ซึ่งมันก็ฟังรู้เื่หยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทางมีชาวบ้านขี่จักรยานผ่านมาก็แวะถามเป็ภาษาเขมรกับเฮงสักครู่หนึ่งแล้วก็หัวเราะก่อนจะขี่รถออกไป ตรีมิตรจึงถามว่า “เขาพูดว่าอะไรหรือครับ”
“อ๋อ เขาถามว่าเอาโคมาจากไหนทำไมไม่เคยเห็น ผมเลยบอกเขาว่า ไปซื้อโคมาจากที่อื่น พอดีรถเสียกำลังให้ช่างเอาไปซ่อมเดี๋ยวก็มา” เฮงตอบ
“อืมแล้วเราจะเดินตามวัวอยู่อย่างนี้ไปโดยไม่รู้จุดหมายหรือครับ”
“ก็แล้วแต่คุณสิผมก็ไม่รู้ว่าเรามาเดินตามวัวทำไม สงสัยอยู่เหมือนกัน”เฮงก็เริ่มคิดว่าตรีมิตรเป็บ้าหรือเปล่า
พวกเขานั่งพักได้สักครู่หนึ่งก็บังเกิดมีลมฝนมืดฟ้ามัวดินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อหันไปดูรอบ ๆก็เห็นมีบ้านคนอยู่ใกล้ ๆ “ พวกเราไปหลบฝนในบ้านหลังนั้นกันเถิด” เฮงกล่าวก่อนจะจูงวัวเข้าไปคุยกับเ้าของบ้าน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็นั่งพักกันใต้ถุนบ้านซึ่งเป็บ้านไม้หลังใหญ่สร้างแบบเขมรยุคก่อนอาณานิคมตรีมิตรสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งอยู่ภายใต้ผ้าคลุมจอดในโรงรถเห็นเพียงล้อไม้โผล่มาจึงเดินไปถือวิสาสะเปิดผ้าคลุมออกปรากฏว่ามันเป็เกวียนหลังใหญ่มีหลังคากว้างพอจะนั่งได้สองสามคน “ น้ามาดูเกวียนนี่เร็ว” เฮงกับเนียงลุกมาดูด้วย
“ถ้าเราเอาโคผูกกับเกวียนนี่แล้วนั่งไปเราคงจะไม่เหนื่อยหรอกนะ” ตรีมิตรเสนอความคิด “น้าช่วยพูดกับเ้าของบ้านได้ไหมขอยืมเกวียนสักวัน จะเอาโคเทียมไปเที่ยวแถวนี้”
“อืม จะลองคุยกะเขาดู”ว่าแล้วเฮงก็เดินไปคุยกับเ้าของบ้านสักครู่ก็เดินกลับมา
“โอเค เขาอนุญาตเดี๋ยวถ้าฝนหยุดเราไปกันได้เลย เอาโคเทียมไว้ก่อนก็ได้”
เ้าของบ้านใจดียกสำรับอาหารมาเลี้ยงผู้มาเยือนพร้อมกล่าวว่า
“เจิญมะโฮบบาย”
“เขาเชิญทานข้าว”เฮงแปลภาษาเขมรให้ฟัง
“อ้อ ขอบคุณต้องพูดว่ายังไงครับ” ตรีมิตรซาบซึ้งในน้ำใจ
“ขอบคุณต้องพูดว่า ออกุนเจริญ แปลว่าขอบคุณมาก”เนียงสอนภาษาเขมรให้ตรีมิตร
“ออกุนเจริญ” ตรีมิตรพนมมือไหว้แบบไทย ๆ
“กินเป็มั๊ยอาหารเขมร นี่ไก่ผัดขิง เรียกว่า ชาขิงเย นี่ปลาร้าสับปรุงรส เรียกว่า ปร็อ-ฮกเขาเอาปลาร้าไปผสมเนื้อหมู ตะไคร้และพริก เอามาห่อใบตองแล้วย่างหรือทอดทั้งใบตองกินกับผักสด แตงกวา นี่ส้มตำแบบกัมพูชา เรียกว่า บก ลฮง ใส่ใบแมงลัก มะละกอสับมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ ถั่วลิสงสับ ปลาแห้ง น้ำปลาร้า ปูดอง พริก ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว”โอนเนียงลออ สาธยายอาหารกัมพูชาอย่างละเอียด
“แล้วข้าวนี่ล่ะเรียกว่าอะไร” ตรีมิตรถาม
“เรียกว่า บาย ถ้ากินข้าวก็มะโฮบบาย ใช้พูดกับคนที่ระดับเดียวกัน แต่ถ้าใช้กับเด็กหรือคนที่อายุอ่อนกว่าเราพูดว่าญำ ”
“เนียงพูดไทยเก่งจัง เรียนมาจากไหนจ๊ะ” ตรีถาม
“เรียนจากน้าเฮงนี่แหละ เรียนั้แ่เด็ก ๆ แล้ว”
“อ้อ” ตรีหันไปมองทางน้าเฮง สายลับเฒ่าก็พยักหน้ารับในขณะกินข้าวไปด้วย
เมื่อรับประทานข้าวกันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็พอดีกับฝนหยุดตกพวกเขาจึงล่ำลาเ้าของบ้านพร้อมกับนำเกวียนเทียมโคไปด้วยวัวขาวตัวนั้นก็เดินลากเกวียนไปตามถนนผ่านปราสาทบันทายศรีซึ่งเป็ปราสาทหินทรายสีชมพูสวยงามมากตรีมิตรอดไม่ได้จำต้องสั่งโคให้หยุดเดินแล้วแวะลงไปดู
“สถานที่แถวนี้แต่โบราณเรียกว่าอิศวรปุระ หรือเมืองแห่งพระอิศวรผู้สร้างปราสาทคือพราหมณ์ชื่อยัชญวราหะ เริ่มสร้างในรัชสมัยพระเ้าราเชนทรวรมันที่2 (หรือพระเ้าชัยวรมันที่ 4 ) แล้วเสร็จในสมัยพระเ้าชัยวรมันที่ 5ราวปีพ.ศ.1550” เฮงบุนลีบรรยายประวัติปราสาทสีชมพูขณะที่เดินเข้าไปตามทางที่ปูลาดด้วยก้อนศิลาแลง
“สวยจริง ๆ นะครับ ตั้งพันปีลวดลายยังคมชัดสวยงาม”ตรีมิตรชื่นชมกับประตูปราสาท
“ดูที่ซุ้มประตูสิ ตรงกลางเป็รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณซุ้มด้านซ้ายเป็รูปพระอิศวรประทับบนหลังโคนนทิ มีพระแม่อุมาประทับนั่งอยู่ด้วยส่วนซุ้มขวามือมีรูปพระนารายณ์อวตารปางนรสิงห์ ส่วนชื่อบันทายศรี มาจากภาษาเขมรว่าบันเตียเสร็ย แปลว่าป้อมสตรี แล้วดูกรอบซุ้มโน่นสิเป็รูปพระศิวะนาฏราชกำลังร่ายรำ สวยงามที่สุดในปราสาทนี้เชียวแหละ”เฮงบรรยายอย่างละเอียด และเมื่อเดินชมมาถึงซอกมุมปราสาทที่มีรูปแกะสลักนางอัปสราตรีมิตรก็เข้าไปยืนเพ่งพินิจแล้วบอกเนียงให้มาดู “เนียง ๆ มาดูสินางอัปสราหน้าตาคล้ายเนียงเลย”
“เออ จริงด้วย แหม หน้าตาเรานี่ย้อนยุคไปถึงพันปีเชียวหรือ”ทั้งสองก็หัวเราะกันอย่างเบิกบาน
เสียงโคสีขาวร้องมอ ๆทั้งสามคนจึงจำใจผละจากการชมความงามของปราสาทสีชมพูเสียแล้วออกเดินทางต่อไปอย่างไม่รู้จุดหมาย
ณร้านอาหารนำชัย ย่านถนนตะนาว ใกล้ศาลเ้าพ่อเสือ กรุงเทพ
พิมพ์ดาราแต่งกายคล้ายผู้ชายมานั่งรับประทานอาหารกับปริวรรตสองต่อสองชายหนุ่มกล่าวขึ้นก่อนอย่างแ่เบาว่า
“พิม พี่จะยุบวงดนตรีแล้วนะเพื่อจะได้มีเวลาไปทำงานให้ชาติบ้านเมืองอย่างอิสระ”
“อืมอยู่ที่สกายไลท์มันไม่ค่อยสะดวกใช่มั๊ย พิมก็ว่าดีเหมือนกัน พี่จะได้ไม่ต้องตกเป็เป้าสายตาของลูกน้องพ่อมากนัก่นี้พ่อก็ไม่อยู่บ้านนานเกือบเดือน เห็นว่าไปต่างประเทศกับอาเภสันยังไม่รู้เมื่อไหร่จะกลับ แต่อาทิตย์ที่แล้ว เห็นพี่หิรัญมาหาน้าพริ้งที่บ้านบอกว่าพ่อฝากของขวัญมาให้”
“อ๋อเหรอแสดงว่า่นี้งานในเมืองไทยพ่อของพิมก็ให้หิรัญดูแลน่ะสิ”
“ใช่ส่วนงานไนต์คลับก็ให้พี่เพลินดูแลไป ว่าแต่พี่ยุบวงแล้วจะไปไหนต่อ”
“ไปต่างประเทศ”
“ประเทศไหนคะ” พิมซัก
“หลายประเทศน่ะ”
“หรือว่าพี่ไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไรพิมเข้าใจ”
“โอ๋ ๆ อย่างอนสิ พี่ไปแถว ๆ เอเชียอาคเนย์นี่แหละพม่า ลาว”
“กลัวว่าพิมจะไปบอกพ่อมั๊ย”
“ไม่หรอกพี่เชื่อว่าพิมต้องไม่บอก”
“มันก็ไม่แน่”สาวพิมยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ถึงบอกพี่ก็ไม่กลัว”
“ถ้าพ่อรู้คงจะไม่ปล่อยพี่ไว้แน่เตรียมรับมือไว้ดีหรือยัง”
“เตรียมไว้แล้วทางร่างกายแต่หัวใจพี่ฝากไว้ที่พิมนะ” ปริวรรตป้อนคำหวาน
“ไม่รับฝาก” พิมหันหน้าไปทางอื่นแต่อมยิ้มไว้
“ถ้าพี่เป็อะไรไปพิมจะเสียใจมั๊ย” นักร้องหนุ่มทำสีหน้าขึงขัง
สาวพิมได้ฟังก็จ้องตาปริวรรตแล้วตอบว่า
“ทำไมพูดอย่างนั้นละ ไม่ดีเลย”พิมใจเสียเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น “พิมไม่อยากให้ใครเป็อะไรทั้งนั้นไม่ว่าพี่หรือพ่อ”
“ถ้าพ่อของพิมเลิกอาชีพพวกนั้นได้ก็ดีสินะเราจะได้ไม่ต้องเป็ศัตรูกัน”
“มันคงเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะเมื่อขึ้นหลังเสือแล้วก็ลงไม่ได้ ลงเมื่อไหร่ก็คือตาย”พิมพูดคำสุดท้ายพร้อมกับจังหวะที่พ่อครัวในร้านสับคอเป็ดย่างดังฉับ !
กลับไปที่กัมพูชา
เกวียนเทียมโคพาตรีมิตรกับผู้ติดตามมาถึงเชิงเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่มีป่าไม้เขียวชอุ่ม
“เรามาถึงเขาพนมกุเลนแล้วคำว่าพนมในภาษาเขมรแปลว่าูเา คำว่ากุเลน แปลว่าลิ้นจี่ รวมแล้วคือูเาลิ้นจี่ที่นี่เคยเป็ที่ประทับของพระเ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงใชู้เานี้ประกอบพิธีาาภิเษกเป็สมมติเทพตามคติของพราหมณ์และประกาศอิสระภาพไม่ขึ้นต่อเมืองชวาแห่งอาณาจักรศรีวิชัย ภายหลังทรงย้ายไปประทับที่เมืองหริหราลัยก่อนการสร้างนครวัดถึง 300 ปี “
โคสีขาวยังคงลากเกวียนไปตามทางดินสีแดงแคบ ๆ เลียบไปตามไหล่เขาตรีมิตรกับเนียงลออก็มองดูวิวทิวทัศน์ของพื้นราบรอบ ๆ ูเา เห็นทุ่งนาเขียวขจีแม่น้ำเสียมเรียบ และปราสาทต่าง ๆ ไกลออกไปลิบ ๆคลอเคล้าไปกับเสียงกระดิ่งจากคอของวัว และเสียงเอี้ยดอ๊าดของล้อเกวียน ฉับพลันก็มียายแก่คนหนึ่งนุ่งชุดขาวเหมือนจะไปวัด ได้กวักมือเรียกอยู่ข้างทางในมือของยายคนนั้นถือตะกร้าอยู่ใบหนึ่ง
“ โล้กแยย เมียนอะเวยขละจ๊ะ”โอนเนียงลออถามยายชุดขาวเป็ภาษาขแมร์แปลว่า คุณยาย มีอะไรหรือคะ (លោកយាយ មានអ្វីខ្លះច៎ាស )
“กูนสเรยเอย โยกรบสา เตียงออสานิเตอวถวายเตวะตานาเจา “ (ลูกเอ๋ย=កូនស្រីអើយ เอาของเหล่านี้ไปถวายเทวดานะ=យករបស់ទាំងអស់នេះទៅថ្វាយទេវតាណាចៅ) ยายตอบ
“จ้าแยย โซมออกุนจ้า” เนียงกล่าวขอบคุณ ก่อนที่เกวียนจะเคลื่อนต่อไป
แต่เมื่อคล้อยหลังไปไม่ถึงวา เนียงลออหันกลับไปดูก็ไม่พบร่างของยายคนนั้นแล้ว
“เอ๊ะ เมื่อกี้ยังยืนอยู่หายไปไหนแล้ว ไวจริง” หล่อนพูด ทุกคนต่างก็ประหลาดใจหรือว่าจะเป็เทพจำแลงมา
แล้วโคก็นำพวกเขาไปถึงบนยอดเขา วัวนั้นก็หยุดเดินทั้งสามจึงลงจากเกวียน ก็ได้ยินเสียงน้ำตกดังสนั่น จึงเดินไปตามเสียงนั้นจนพบกับน้ำตกขนาดย่อมไหลลงมาจากหน้าผาสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างแล้วไหลเรื่อยไปยังลำธารพวกเขาก็เดินเลียบสายน้ำนั้นไปจนพบกับแก่งหินกว้างใหญ่ใต้ลำน้ำท่ามกลางป่าไม้ที่ร่มรื่น
“บริเวณนี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธินะ พระเ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ทรงให้ช่างแกะสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ไว้ใต้น้ำและสลักศิวลึงค์บนฐานโยนีลึงค์ขนาดเล็ก ๆ จำนวนนับพันไว้บนแก่งหินใต้ลำธารเพื่อให้น้ำที่ไหลผ่านศิวลึงค์เหล่านี้กลายเป็น้ำศักดิ์สิทธิเฉกเช่นน้ำในคงคานทีที่ใช้ล้างบาปและขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากชีวิตชาวเมืองเบื้องล่างแต่โบราณก็ได้ใช้ดื่มกินและเพาะปลูกจากแม่น้ำเสียมเรียบอันมีเขาพนมกุเลนแห่งนี้เป็ต้นน้ำ”
“สู่ดงลิ้นจี่ที่ป่าใหญ่ใกล้ธารา พระบิดาอยู่ร่วมกับพระมารดร เหนือสิงขรกลางนครศิลา มีอัปสราร่ายรำข้างน้ำตกหรือว่าลายแทงนี้จะหมายถึงที่นี่” ตรีมิตรกล่าว
“คงจะใช่แล้วแหละ”เฮงเริ่มจะเชื่อข้อความที่จารึกในแผ่นหนังว่าเป็ความจริงหลังจากผ่านเหตุการณ์ั้แ่พบกระดิ่งที่ปราสาทนาคพัน พบวัวที่บารายตะวันออก ได้เกวียนมาเทียมโคเจอยายชุดขาวที่กลางทาง กระทั่งมาถึงที่นี่
“ว่าแต่นางอัปสราที่ไหนจะมาร่ายรำในกลางป่าอย่างนี้” ตรีมิตรถามลอย ๆ
ครั้นแล้ว ก็มีเสียงมโหรีบรรเลงมาแต่ในป่า โอนเนียงลออจึงนำเครื่องเซ่นไหว้ในตะกร้าที่ยายชุดขาวให้มาจัดวางบนแท่นหินริมลำธารแล้วจุดธูปเทียนกล่าวคำบูชาเทวดาเป็ภาษาเขมรเมื่อสิ้นเสียงสวดเครื่องแต่งกายของหญิงสาวก็แปรเปลี่ยนเป็ชุดนางรำอัปสราอันงดงามหล่อนเริ่มเยื้องย่างตามแบบแผนแห่งระบำอัปสราฉบับราชสำนักที่ถ่ายทอดมาจากมารดาลีลาเชื่องช้าคล้ายดังนางพญานาคากำลังเลื้อยลดคดเคี้ยวไปบนแก่งหินทว่าแฝงไว้ซึ่งความอ่อนช้อยสวยงาม มิเพียงนั้นเหล่านางฟ้ายังสมัครใจลงมาร่วมรำถวายอีกหกนางโดยมีเนียงลออเป็นางรำตัวเอกที่นุ่งผ้าสีขาวเครื่องทรงสีทองส่วนนางฟ้าที่มาเสริมนั้นนุ่งผ้าสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีละสองนางเหล่าทวยเทพเทวาก็มาขับร้องประกอบดนตรีอย่างไรไพเราะหาที่ใดในโลกเทียมมิได้อีกแล้ว
ตรีมิตรกับเฮงบุนลีก็ตกอยู่ในภวังค์เหมือนโลกนี้หยุดหมุนนั่งจับจ้องการร่ายรำระบำอันศักดิ์สิทธินั้นนานเท่าใดมิอาจรู้สายน้ำที่ไหลพาดผ่านศิลาสลักยังคงเคลื่อนไป ปลายนิ้วที่จีบงอนปลายเท้าที่ย่างเหยียบบนแก่งหินอย่างเชื่องช้ามั่นคง ทรวดทรงนางรำที่อรชร ความงอนงามของสะโพกดุจนางกินนรีเล่นน้ำใบหน้าที่ยิ้มอย่างมิเผยให้เห็นไรฟัน มันซ่อนไว้ซึ่งมนต์ขลังให้น่าค้นหา แม้เถาวัลย์และมวลไม้ยังต้องโน้มกิ่งลงมาชื่นชมความงามของหมู่อัปสราทั้งเจ็ด
เมื่อเพลงระบำจบลงพร้อมกันกับที่เนียงลออยกมือวันทาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิแห่งขุนเขาผืนป่าเบื้องหน้าพวกเขาก็เปิดออกปรากฏปราสาทศิลาขนาดย่อมขึ้นกลางพงไพรอย่างอัศจรรย์เหล่านางฟ้าที่มาร่ายรำเมื่อครู่ก็เหาะขึ้นโปรยดอกไม้เหนือท้องนภาแล้วลงมายืนเรียงสองแถวอยู่ข้างประตูปราสาทกล่าวคำเชื้อเชิญว่า
“เชิญเถิด ท่านเทพอวตารบัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจักได้อัญเชิญเทวรูปศักดิ์สิทธิไปกระทำภารกิจปราบมารแล้วสิ่งที่ท่านตามหาอยู่ในปราสาทแห่งนี้ ขอจงมีสิริสวัสดี”
ตรีมิตรก็เดินเข้าไปในปราสาทได้พบเทวรูปผลึกสีน้ำเงินประดิษฐานอยู่บนแท่นทองมีพวงมาลัยดอกปาริชาตวางไว้บนพานเป็การบูชาชายหนุ่มยกมือขึ้นพนมนบไหว้แล้วเอื้อมมือทั้งสองไปประคององค์เทวรูปมาแนบอกก่อนจะเดินอย่างสำรวมระวังออกมาเบื้องนอกปราสาทแห่งนั้น
“ข้าน้อยขอเรียนถามท่านนางฟ้าสักหน่อยอันว่าองค์เทวรูปนี้มีขนาดหน้าตักกว้างถึงเก้านิ้วเพียงนี้หากจะนำติดตัวไปในการเดินทางคงยากแก่การตบตาทั้งเ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จะหาว่าข้าพเ้าลักขโมยสมบัติโบราณอีกทั้งบรรดาอสูรมารร้ายที่คอยตามรังควาญอยู่มิสิ้นข้าจะทำไฉนให้ประติมากรรมนี้ได้รอดปลอดภัยไปถึงเมืองไทยเล่า” ตรีมิตรถาม
ทันใดนั้นโคสีขาวที่นำพาพวกเขามาเขาพนมกุเลนแห่งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าแล้วแปลงร่างเป็เทพนนทิสาวกใกล้ชิดขององค์ศิวะเทพนั่นเอง
“ดูก่อน เทพอวตารท่านอย่าได้วิตกไปเลย ข้าจะแก้ปัญหาให้ท่านบัดเดี๋ยวนี้”ว่าแล้วอิศวรสาวกก็เนรมิตสร้อยคอพร้อมกรอบพระให้บังเกิดอยู่บนคอของชายหนุ่มแล้วเทวรูปนั้นก็ย่อส่วนเข้าไปบรรจุอยู่ในกรอบอย่างแนบสนิทพอดี
“ขอบคุณท่านนนทิ”ตรีมิตรพนมมือไหว้
“หมดหน้าที่ของพวกเราแล้วขอลาก่อน พบกันใหม่เมื่อชาติ้า เอ้ย เมื่อโลก้า” โคนนทิโบกมือลาแล้วหายวับไปพร้อมเหล่าทวยเทพและนางฟ้า จากนั้นตัวปราสาทลึกลับก็หายไปในไพรพฤกษ์ดังเดิม
เมื่อหันไปดูโอนเนียงลออก็พบว่าเธอกลับคืนมาอยู่ในชุดแต่งกายแบบสมัยใหม่แล้ว
“พวกเรากลับลงไปกันเถอะใกล้จะค่ำแล้ว หนทางยังอีกไกล” เนียงกล่าว
“ตกลง รีบไป” ตรีมิตรตอบรับ
ทั้งสามก็เดินย้อนกลับไปตามทางที่มาโดยมีเฮงบุนลีเดินนำหน้าแต่แล้วก็มีอาวุธมีดพุ่งมาเสียบอกของสายลับแห่งกัมพูชาล้มลงตรีมิตรรีบฉุดร่างเนียงลออให้หมอบลงแล้วซัดอาวุธตรีเทพไปยังบริเวณโดยรอบแต่ก็ไม่พบใคร มีเพียงเสียงดังก้องมาจากในป่าว่า
“ส่งเทวรูปมาถ้าไม่อยากตายเหมือนไอ้แก่นี่”สิ้นเสียงนั้นท้องฟ้าก็มืดมัวมีเมฆดำปกคลุมพร้อมกับสายฟ้าแลบและเสียงฟ้าผ่าอย่างน่ากลัวโอนเนียงลออก็กอดตรีมิตรไว้แน่น
“ไม่ต้องกลัวพี่จะสู้มันเอง”ชายหนุ่มกล่าว ขณะที่แขนซ้ายโอบตัวเนียงไว้ ส่วนแขนขวาถือตรีเทพชูขึ้นก็บังเกิดแสงสีเงินพวยพุ่งสู่ท้องฟ้าแล้วะเิออกเมฆดำนั้นก็มลายไปสิ้น ท้องฟ้ากลับมาสว่างสดใสตามเดิม
ตรีมิตรย่อกายประคองร่างของเฮงบุนลีไว้สายลับเฒ่าก็มิอาจเอื้อนเอ่ยใด ๆ ได้แต่กำมือของชายหนุ่มไว้ขยับปากทำนองว่าฝากครอบครัวผมด้วย แล้วก็สิ้นใจตาย
“น้าเฮง โธ่ ..ทำไม...” เนียงลออร่ำไห้อย่างน่าเวทนา
หลังจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันฝังร่างของเฮงไว้บนยอดเขานั้นแล้วเดินมายังจุดที่จอดเกวียนไว้ แต่ว่ามันหายไปแล้ว ตรีมิตรมองไปทางใดก็ไม่พบ
“แย่ละสิ เกวียนหายแล้วเราจะไปบอกเ้าของเขาว่ายังไง” ชายหนุ่มถาม
“หรือว่าพวกวายร้ายมันจะเอาไปเราลงไปหาเ้าของเขาแล้วพูดตรง ๆ ดีกว่ามั๊ยคะ”
“มาถึงขั้นนี้แล้วเราคงต้องสู้ความจริงละนะ เราเดินลงไปกันเถอะ ใกล้ค่ำแล้ว”
ทั้งสองเดินลงมาถึงจุดที่พบยายชุดขาวก็มีรถสายตรวจของตำรวจผ่านมาพอดี ทั้งสองจึงโบกให้จอด
“คุณตำรวจคะข้างบนมีเพื่อนของเราโดนคนร้ายฆ่าตาย ศพฝังไว้ใกล้ลำธารศิวลึงค์พันองค์ช่วยไปดูหน่อยค่ะ”
แล้วตำรวจก็ขึ้นไปชันสูตรพลิกศพก่อนจะนำร่างไร้ิญญาของเฮงบุนลีลงมาประกอบพิธีศพที่บ้านของเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น ตรีมิตรกับเนียงไปหาเ้าของเกวียนเพื่อจะบอกว่าเกวียนหายแต่เมื่อไปถึงปรากฏว่า
“เกวียนก็อยู่นี่ไง”เ้าของชี้ให้ดู “มันกลับมาอยู่ที่บ้านนี่ั้แ่วันแรก โดยไม่รู้ว่าใครเอามา !!! ??? “
ตรีมิตรกับเนียงก็มองหน้ากันด้วยความฉงนสนเท่ห์
“ยังงั้นผมก็ขอขอบคุณมากนะครับและก็ขอเชิญไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของคุณบุนลีด้วย”
ยามเย็นวันนั้นบนยอดเขาพนมกรอม ใกล้ปากแม่น้ำเสียมเรียบ
โอนเนียงลออพาตรีมิตรมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เฮงบุนลีที่วัดพนมกรอมและชมปราสาทสามหลังบนยอดเขาพนมกรอม ( Phnom Krom Mountain ) อันเป็ูเาเตี้ย ๆ สูง 140 เมตรอยู่ชานเมืองเสียมเรียบใกล้ทางลงไปโตนเลสาบที่ปากแม่น้ำเสียมเรียบ รอบ ๆเนินเขามีชุมชนชาวบ้านอาศัยประปราย จากยอดเขาสามารถมองเห็นวิวได้โดยรอบทั้งภาพตัวเมืองและวิวทะเลสาบ
“ที่นี่วิวสวยนะ”ตรีมิตรบอกขณะจูงมือเนียงลออเดินลงบันไดจากยอดเขา
“ใช่ค่ะ แถวนี้มีทางรถไฟด้วยนะพวกฝรั่งเศสมาสร้างไว้ให้ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองเสียมเรียบแต่ส่วนใหญ่ใช้ในการทหารมากกว่า ชาวบ้านอย่างเราไม่ค่อยได้ใช้หรอก”
“แล้วทางบ้านของเนียงทำอาชีพอะไรขอโทษที่ถามนะ”
“พ่อเนียงเป็นักดนตรีเขมรในราชสำนักส่วนแม่ก็เป็นางรำในราชสำนักเช่นกัน ท่านเจอกันในวังนั่นแหละแล้วก็ลาออกมาแต่งงานกัน รับจ้างไปเล่นดนตรีตามงานต่าง ๆแล้วแต่เ้าภาพเขาจะมาเรียกไป ตัวเนียงเองก็สืบทอดการรำมาจากแม่เหมือนกัน”
“มิน่าเล่าวันนั้นเนียงถึงรำอัปสราได้สวยงามมาก”
“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่พี่ทำอาชีพอะไรคะ”
ตรีมิตรนิ่งสักครู่ก็ตอบว่า“พี่เป็นักดนตรีจ้ะ”
“หรือคะแล้วทำไมพวกคนร้ายต้องจับน้องไปเป็ตัวประกัน มัน้าอะไรจากพี่ เนียงว่าพี่ต้องไม่ใช่นักดนตรีธรรมดาหรอก”
“เอ่อพอดีพี่ไปรู้ความลับของพวกมันนะจ้ะ พวกมันเป็มาเฟีย”ตรีมิตรเคยหลงไว้ใจสาวสวยอย่างลอล่า จนเกือบเอาชีวิตไปทิ้งมาแล้วจึงต้องระวังไม่เปิดเผยความจริงที่ตนเป็สายลับ แต่เนียงอ่านสายตาของเขาออก
“แล้วเทวรูปที่พี่ได้รับบนเขาพนมกุเลนล่ะนางฟ้าบอกว่าให้พี่เอาไปปราบมาร อย่าปิดบังเนียงเลย เื่กามันดากับอสูรทรมานเนียงรู้หมดแล้ว พี่เป็เทพอวตารมาจากพระนารายณ์เนียงก็เป็นางฟ้าที่พระอินทร์ส่งลงมาเกิดเพื่อทำภารกิจส่งมอบเทวรูปให้เทพอวตารอย่างพี่ ส่วนเื่พี่เป็สายลับอะไรนั่นเนียงไม่รู้หรอก” สาวงามพูดแล้วก็ยิ้ม
“อ้าว รู้แล้วก็ไม่บอกแต่แรกใช่จ๊ะ พี่เป็สายลับของ CRA สาขาประเทศไทยเหมือนน้าเฮงที่เป็สายลับสาขากัมพูชาพวกเรามีภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายและค้าอาวุธาของพวกกามันดา ”
“แต่พวกกามันดาไม่ใช่มาเฟียธรรมดา มันเป็มารร้ายที่มีฤทธิ์มากและยังได้รับพรจากพระศิวะกับพระพรหมว่าไม่มีใครในสามโลกจะฆ่ามันได้พวกพี่จะต้องระวังตัวให้ดี การจะรับมือกับมันนั้น ไม่ง่ายเลย” เนียงกล่าว
ชายหนุ่มยิ้มพร้อมกับกำมือของหล่อนเมื่อเดินลงมาถึงเชิงเขา “ขอบใจจ๊ะ พรุ่งนี้พี่จะต้องกลับกรุงเทพแล้วไม่รู้เมื่อไหร่เราจะได้มาพบกันอีก”
“ถ้าเรามีบุญวาสนาต่อกันก็คงได้พบกันแน่ค่ะ”
“แล้วเนียงจะคิดถึงพี่มั๊ย”
“สิ่งดี ๆ ที่พี่ทำไว้ น้องจะจดจำไม่ลืมค่ะ แต่ถ้าเป็เื่ความรักคงเร็วไปกระมังคะที่จะตัดสินใจ เราเพิ่งรู้จักกันไม่นานเองนะ”
“แต่สำหรับพี่ เนียงคือคำตอบของชีวิตที่พี่ตามหามานานหัวใจของพี่มอบไว้กับน้องั้แ่วันแรกที่เจอแล้วนะ”
สาวสวยไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะพากันเดินไปขึ้นรถรับจ้างที่จอดรอเขาทั้งสองอยู่
คืนนั้นที่บ้านเนรมิตโภคา
เพลินใจลงมือปรุงอาหารฝรั่งให้พิมพ์ดารารับประทาน
“ลองชิมสิจ๊ะพิม มักกะโรนีอบชีส พี่ได้สูตรมาสมัยเรียนอยู่ที่ปารีสเชียวนะ“
“โอ้โห น่าทานจังเลยค่ะพี่เพลินนี่เก่งจัง” พิมตักชิมดู “อืม อร่อยค่ะ”
“กินเยอะ ๆ เลยนะหมู่นี้พิมดูจะผอมเกินไปแล้ว เดี๋ยวไม่มีแรงทำงาน”
พิมไม่ได้เอะใจสงสัยแม้แต่น้อยว่าเพลินใจจะแอบใส่ยานอนหลับให้กินเพราะเพลินก็กินอาหารชนิดเดียวกัน แต่คนละจานหลังจากมื้อค่ำนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนสาวเพลินก็เอากุญแจสำรองไปไขประตูห้องของพิมเตรียมไว้ จนกระทั่งหิรัญมาที่บ้าน่กลางดึกเพลินใจก็เปิดประตูรั้วรับหิรัญเข้ามาเอง ก่อนจะนำไปที่ห้องของพิม
“คุณลงทุนเปิดรั้วรับผมเข้ามาเองไม่กลัวคนรับใช้เห็นหรือ” หิรัญถาม
“พวกนั้นหลับเพราะยาที่ฉันใส่ในอาหารให้กินหมดแล้วอย่าเสียเวลาเลย นังพิมก็โดนยาหลับไปแล้ว เข้าไปเลย” เพลินใจผลักร่างของเขาเข้าไปในห้องแล้วดึงประตูปิด หิรัญก็เดินไปที่เตียงซึ่งลูกสาวคนโตของเริงศักดิ์กำลังหลับตาพริ้มอยู่เขาก้มลงหมายจะจูบ แต่แล้วก็เกิดอาการเ็ปอย่างรุนแรงเหมือนธนูปักเข้าที่ใบหน้าและร่าง แม้เขาจะเอื้อมมือไปแตะร่างกายของสาวงามก็ยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิม เขาหงุดหงิดหัวเสีย เดินออกจากห้องไปในที่สุด
ที่สถานีขนส่งผู้โดยสายจังหวัดเสียมเรียบเช้าวันต่อมา
รถบัสโดยสารสายเสียมเรียบ –ปอยเปตจอดรออยู่ที่ชานชาลา ผู้โดยสารพากันขึ้นไปนั่งเกือบเต็มแล้วตรีมิตรก็ถือโอกาสล่ำลาโอนเนียงลออ เมื่อนำกระเป๋าสัมภาระไปไว้ใต้ท้องรถแล้วตรีมิตรก็หันมาคุยกับเนียงว่า
“แล้วพี่จะกลับมาหานะถ้าเสร็จภารกิจแล้ว”
“ค่ะ ขอให้พี่โชคดีเนียงจะรอนะคะ” สาวงามกล่าวแล้วนำผ้าขาวม้าที่ปักชื่อของหล่อนคล้องคอให้ชายหนุ่ม
ตรีมิตรจับมือทั้งสองของเนียงมากุมไว้ชั่วอึดใจหนึ่ง
“พี่ไปนะ บองสรอรัลเนียงนะ”
“จ้า จุมเรียบเลียจ้า” ( ค่ะลาก่อนค่ะ )
ตรีมิตรก้าวขึ้นรถไปยังที่นั่งของเขาก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาอย่างช้า ๆ ทั้งสองโบกมือให้กันจนลับสายตาทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ดีต่อกันไว้ที่เมืองนี้
จ๊วบ-คะเนีย-มะดองเตี๊ยดเสียมเรียบ (ជួបគ្នាម្តងទៀត សៀមរាប แล้วพบกันใหม่นะเสียมราฐ )
จบตอนที่7 โปรดติดตามตอนที่ 8 โอ้ จำปาลาว
( เริ่มแต่งตอนที่ 7 วันที่ 17 ก.ย. 59 แต่งจบตอนวันที่ 18 ก.ย. 59) ( ขอขอบคุณ คุณHengTor Bunthoeun เพื่อนชาวกัมพูชา ที่กรุณาแปลคำสนทนาของยายแก่ชุดขาวกับโอนเนียงลออเป็ภาษาเขมร)
ปรับปรุงแก้ไข 9 ต.ค. 59
ปรับปรุงครั้งที่สอง 23 ก.ย. 67