แองจี้เชิดคางขึ้นทันทีเบือนหน้ากลับไปสบตาเขาความอดทนเป็ธรรมชาติของเธออยู่แล้วอาการท้าทายปรากฏขึ้นในแววตา
“คุณก็รู้นี่คะเดคว่าฉันมาทำไม”
“คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาที่นี่”
เขาบอกเธออย่างเหี้ยมเกรียม
“และคุณก็ไม่เคยเหยียบย่างมาถึง7 ปีแล้ว”
“จริงอยู่บางทีสิทธิ์ทางกฎหมายของฉันอาจจะไม่มี”
น้ำตาร้อนๆด้วยความโกรธและเจ็บร้าวคลอขึ้นในเบ้าตา
“ถึงยังไงแกก็เป็ลูกฉันเหมือนกันนะ”
“ลินดี้เป็ลูกของผม”
น้ำเสียงที่เน้นหนักบอกความหวงแหน
“คุณไม่้าแกมาั้แ่แรกไม่้ารู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองออกลูกมาเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
แองจี้ยืนตัวแข็งเมื่อได้ยินคำพูดที่เหี้ยมเกรียมนั้น
“ก็แล้วคุณคิดว่าฉันมาที่นี่ทำไมเล่า?”
เธอเถียง
“ฉันทนกับความอยากรู้ต่อไปไม่ไหวแล้วฉันเองก็พยายามจะลืม พยายามจะแกล้งทำเป็ว่าไม่สนใจ แต่ถึงยังไงมันก็ต้องรู้ให้ได้ฉันอยากเห็นลูก”
“แล้วก็หวังว่าผมจะเชื่องั้นสิ?”
เดคเยาะให้
“คุณไม่เคยแสดงความสนใจมาก่อนนี่ตั้ง 7 ปีแล้ว”
“คุณจะรู้ได้ยังไง”
แองจี้ร้อนเร่าไปทั้งตัว
“คุณจะมารู้สิ่งที่ฉันคิดหรือสิ่งที่ฉันรู้สึกตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ยังไง?”
เธอไม่อาจจะรับอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไปปล่อยให้โทสะเข้าครอบงำรีบเดินหนีเสียจากเขา ก่อนที่จะทำอะไรลงไปแบบเด็กๆจนเดคต้องเจ็บตัว แองจี้เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งจับขอบโต๊ะไว้แน่น
“คุณไม่มีวันรู้หรอกว่าฉันคิดยังไงรู้สึกยังไงตลอดเวลาที่ผ่านมาอยากรู้ว่าลูกอยู่ดีมีสุขหรือว่า...”
“คุณเลิกสงสัยได้เลย”
เดคขัดขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
“แกสบายดีจะบอกให้ถ้าคุณห่วงจริงๆ”
เธอหันขวับไปเผชิญหน้าเขา
“ฉันห่วงแน่นั่นมันเป็คำพูดที่ให้ร้ายกันอย่างที่สุดเดค แบล๊ควู๊ด”
แองจี้เหมือนจะตัดพ้อ
“ฉันอยากรู้ว่าแกถูกเลี้ยงดูอย่างดีมีใครรักแกบ้างหรือเปล่าก็ฉันให้อะไรแกมากไปกว่านี้ได้เล่า? ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุ17 เท่านั้น รักษาตัวเองให้รอดยังไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงลูกหรอก ฉันจะทั้งเรียนทั้งทำงาน ทั้งเลี้ยงลูกในเวลาเดียวกันได้ยังไง? ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ”
แองจี้ร้องไห้โฮออกมา
“ฉันจำเป็ต้องทิ้งแกไว้”
“คุณมาที่นี่ทำไมแองจี้?”
บรรยากาศรอบตัวดูจะระอุขึ้นด้วยคำถามอย่างยิ่งเครียดของเดค
แองจี้เชิดคางขึ้นทันทีเบือนหน้ากลับไปสบตาเขาความอดทนเป็ธรรมชาติของเธออยู่แล้วอาการท้าทายปรากฏขึ้นในแววตา
“คุณก็รู้นี่คะเดคว่าฉันมาทำไม”
“คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาที่นี่”
เขาบอกเธออย่างเหี้ยมเกรียม
“และคุณก็ไม่เคยเหยียบย่างมาถึง7 ปีแล้ว”
“จริงอยู่บางทีสิทธิ์ทางกฎหมายของฉันอาจจะไม่มี”
น้ำตาร้อนๆด้วยความโกรธและเจ็บร้าวคลอขึ้นในเบ้าตา
“ถึงยังไงแกก็เป็ลูกฉันเหมือนกันนะ”
“ลินดี้เป็ลูกของผม”
น้ำเสียงที่เน้นหนักบอกความหวงแหน
“คุณไม่้าแกมาั้แ่แรกไม่้ารู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองออกลูกมาเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
แองจี้ยืนตัวแข็งเมื่อได้ยินคำพูดที่เหี้ยมเกรียมนั้น
“ก็แล้วคุณคิดว่าฉันมาที่นี่ทำไมเล่า?”
เธอเถียง
“ฉันทนกับความอยากรู้ต่อไปไม่ไหวแล้วฉันเองก็พยายามจะลืม พยายามจะแกล้งทำเป็ว่าไม่สนใจแต่ถึงยังไงมันก็ต้องรู้ให้ได้ฉันอยากเห็นลูก”
“แล้วก็หวังว่าผมจะเชื่องั้นสิ?”
เดคเยาะให้
“คุณไม่เคยแสดงความสนใจมาก่อนนี่ตั้ง 7 ปีแล้ว”
“คุณจะรู้ได้ยังไง”
แองจี้ร้อนเร่าไปทั้งตัว
“คุณจะมารู้สิ่งที่ฉันคิดหรือสิ่งที่ฉันรู้สึกตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ยังไง?”
เธอไม่อาจจะรับงับอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไปปล่อยให้โทสะเข้าครอบงำรีบเดินหนีเสียจากเขา ก่อนที่จะทำอะไรลงไปแบบเด็กๆจนเดคต้องเจ็บตัว แองจี้เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จับขอบโต๊ะไว้แน่น
“คุณไม่มีวันรู้หรอกว่าฉันคิดยังไงรู้สึกยังไงตลอดเวลาที่ผ่านมาอยากรู้ว่าลูกอยู่ดีมีสุขหรือว่า...”
“คุณเลิกสงสัยได้เลย”
เดคขัดขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
“แกสบายดีจะบอกให้ถ้าคุณห่วงจริงๆ”
เธอหันขวับไปเผชิญหน้าเขา
“ฉันห่วงแน่นั่นมันเป็คำพูดที่ให้ร้ายกันอย่างที่สุดเดค แบล๊ควู๊ด”
แองจี้เหมือนจะตัดพ้อ
“ฉันอยากรู้ว่าแกถูกเลี้ยงดูอย่างดีมีใครรักแกบ้างหรือเปล่าก็ฉันให้อะไรแกมากไปกว่านี้ได้เล่า? ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุ17 เท่านั้น รักษาตัวเองให้รอดยังไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงลูกหรอก ฉันจะทั้งเรียนทั้งทำงาน ทั้งเลี้ยงลูกในเวลาเดียวกันได้ยังไง? ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ”
แองจี้ร้องไห้โฮออกมา
“ฉันจำเป็ต้องทิ้งแกไว้”
กรามของเดคแบล๊ควู๊ดขบกันเป็สัน ริมฝีปากเม้มสนิท
“คุณมีทางเลือกผมได้เสนอออกไปแล้ว”
แองจี้เมินไปเสียทางหนึ่ง
“ฉันรู้ว่าคุณเสนอให้เราแต่งงานกัน”
ความขมขื่นประสมอยู่ในน้ำเสียงนั้น
“ก็นั่นแหละที่มันทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะเป็แม่แค่มีผัวั้แ่อายุ 17 มันก็แย่อยู่แล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอก”
เธอหัวเราะเสียงปร่า
“ไม่มีใครจะมาว่าได้หรอกว่าตระกูลแบล๊ควู๊ดน่ะไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องมันผิดกันมาั้แ่แรกคุณก็รู้อยู่แก่ใจ”
“ใช่”น้ำเสียงของเดคห้วนอยู่เช่นเดิม
“คุณก็ได้แสดงความรู้สึกในเื่การแต่งงานของเราออกมาอย่างแจ้งชัดแล้วนี่รวมทั้งความรู้สึกเื่ลูกของเราด้วย”
ยามที่สบตาเขาแองจี้หวังจะได้เห็นความเข้าใจจากเดค
“คุณคิดว่ามันเป็ความรู้สึกที่ง่ายนักรึที่จะลืมลูกน่ะ? ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันจะต้องไม่อยากรู้ว่าแกเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย? ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันไม่อยากเห็นแก่ล่ะ?”
แต่สีหน้าที่เ็าของเดคมิได้สำแดงความรู้สึกใดๆออกมาทั้งสิ้นมิได้บอกว่าน้ำเสียงตัดพ้อของเธอจะกระทบใจเขาเลย
“ฉันรู้” แองจี้พูดด้วยเสียงปนสะอื้น
“ฉันรู้ว่าถ้าตัวเองเห็นแกเข้าถ้าเพียงได้อุ้มลูก ฉันจะไม่มีวันทิ้งแกไปได้”
“ผมไม่สนใจในเื่ที่ผ่านมาแล้วหรอกแองจี้”
เดคมิได้หวั่นไหวในคำสารภาพนั้นเลย
“ที่สำคัญที่สุดเวลานี้ก็คือคุณจะมาเรียกร้องอะไรจากการที่ทิ้งลูกไปทิ้งให้เป็หน้าที่ของผมคนเดียวนั่นอีกไม่ได้”
“แต่นั่นมันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าฉันเป็แม่แกไปได้นะ”
แองจี้ร้อง
“คุณเคยเป็แม่ของแก”
เขาใช้คำในอดีต
“เวลานี้ฉันก็ยังเป็”
แองจี้เถียง
“ไอ้เศษกระดาษชิ้นนั้นมันจะมาเปลี่ยนความจริงไปไม่ได้หรอกมันเปลี่ยนไม่ได้เหมือนที่คุณเป็พ่อของแกนั่นแหละ”
“ผมดีใจนะที่คุณยังจำได้ว่าผมเป็พ่อของแก”
เดคพูดขรึมๆ
“ฉันไม่เคยปฏิเสธในเื่นั้น”
แองจี้ไม่ยอมลดละ
“แล้วฉันก็ไม่ได้ลงโทษกับการที่คุณทำให้ฉันท้องขึ้นมาด้วยเพราะมันก็เป็ความผิดของฉันเท่าๆ กัน ฉันรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป”
เธอเบือนหน้ากลับไปยังโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งปิดเปลือกตาลงปล่อยให้ภาพแห่งฤดูร้อนปีนั้นผ่านแวบเข้ามาในความทรงจำ
“ฉันเองก็ว้าเหว่เกินไป”
น้ำเสียงของเธอไม่ต่างกว่าเสียงกระซิบ
“เพิ่งจะเสียไปทั้งพ่อทั้งแม่เพราะฉะนั้น ถึงอยากจะให้สักคนหนึ่งรักฉัน แล้วคุณก็เข้ามาในจังหวะนั้นพอดีจังหวะที่ฉันกำลัง้าใครสักคนใครก็ได้ที่มีความเข้าใจในตัวฉัน...ไม่สำคัญเลยว่ามันจะเป็ใคร”
ยามนั้นมันดูราวกับจะเป็ยามที่เต็มไปด้วยความผาสุกอย่างแท้จริง แต่แล้วแองจี้ก็รู้ว่าตัวเองเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเธอเพิ่งจะอายุ 17และตกอยู่ในอารมณ์หวาดหวั่นอาการอาเจียนในตอนเช้าไม่อาจจะทำให้เธอปิดบังน้าสาวไว้อีกต่อไปได้แองจี้ยังอดนึกถึงความประหวั่นพรั่นพรึงตอนที่น้าสาวของเธอเรียกเดคกับพ่อแม่ของเขามาเจรจาตกลงกันที่บ้านไม่ได้เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลแบล๊ควู๊ดและเพื่อเป็การรับรองให้เด็กที่เกิดมาเป็ทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็ที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าเดคจะต้องแต่งงานกับเธอแต่ทว่าเขากลับทำประหนึ่งไม่รับรู้เื่ราวใดๆ ทั้งสิ้น