ท่ามกลางูเาสูงเขียวขจี แม่น้ำสายยาว เย่น่าหลันที่ยืนมองเซิ่งมู่เข้าถึงสภาวะจิตได้ จึงพยักหน้าออกมาเบาๆ ด้วยความชื่นชม
“บิดาเป็ผู้มีพร์ที่หลายพันปีจะมีครั้ง บุตรที่เกิดมากลับมีจิตแห่งเต๋า เป็ผู้มีพร์ในเส้นทางเซียน เสียแค่อย่างเดียวเด็กคนนี้เป็คนยึดติดยิ่งนัก ข้ารู้สึกเสียใจแล้วสิที่พาเขาเข้าสู่วิถียุทธ” เย่น่าหลันกล่าวพึมพำกับตน “คุณหนูท่านว่าข้าทำผิดหรือไม่? หากเป็ท่านจะทำเช่นไร?” เขาแหงนมองไปบนฟ้า ถึงจะเป็ไปไม่ได้ แต่เขาก็ยังคงคาดหวังว่าอาจมีสัญญาณอะไรสักอย่างส่งออกมา
ระหว่างที่ชายชรากำลังทอดถอนหายใจอยู่ จึงได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “พวกเ้าเป็องครักษ์เงาจากตระกูลเซิ่งรึ?”
สิ้นเสียงของเย่น่าหลัน เงาห้าสายพลันทะยานออกจากพุ่มไม้รอบกาย ปรากฏร่างมนุษย์ในชุดดำมิดชิดห้าคน แยกมิออกว่าเป็บุรุษหรือสตรี สองคนในนั้นเย่น่าหลันััได้ถึงกระแสปราณแห่งฟ้าดินที่โคจรอยู่รอบตัว ส่วนอีกสามคนเขากลับััได้ถึงพลังชีวิตที่แข็งแกร่งแทน
“คารวะเทพหมัดแดนประจิม ขอให้ท่านอายุยืนเป็หมื่นปี” เมื่อสิ้นเสียง คนทั้งห้าต่างกระแทกหัวเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น
เย่น่าหลันพลันส่ายหน้าก่อนคุมพลังปราณพยุงตัวทั้งห้าคนลุกขึ้นยืน “พวกเ้ามิได้เป็คนแคว้นเสวี่ย ไฉนจะต้องเคารพคนต่างแคว้นเช่นข้า ยิ่งเวลานี้ข้ามิได้ดำรงตำแหน่งเทพาแดนประจิมแล้ว ยิ่งมิมีเหตุให้คุกเข่า”
เย่น่าหลันกล่าวไม่ทันจบก็มีเสียงแหลมเล็กเบาๆ ออกมาจากคนชุดดำคนหนึ่ง “แต่ข้ามาจากแคว้นเสวี่ยนะ…” เมื่อสตรีนางนั้นรู้ว่าตนหลุดปากไปจึงรีบก้มศีรษะขออภัย
เย่น่าหลันเห็นดังนั้นกลับะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ท่านเย่น่าหลันคือวีรบุรุษาที่น่าเคารพ มิว่ามาจากแคว้นใด หากเจอท่านก็สมควรแสดงความเคารพ” บุรุษชุดดำร่างเล็กที่อยู่หน้าสุดกล่าวออกมาด้วยเสียงหนักแน่น
เย่น่าหลันพยักหน้า “เป็เวลากว่าสิบหกปีที่ข้าอาศัยในเมืองเล็กแห่งนี้ ถึงมิเคยเจอพวกเ้า แต่ข้าก็รับรู้ถึงตัวตนพวกเ้าตลอดเวลา ตอนนี้าแดนเหนือทวีความรุนแรงขึ้น ข้ามิอาจรั้งอยู่ได้นาน แม้ตบะข้าจะถดถอย แต่การกลับสู่ตระกูลมู่คุ้มครองเ้าตระกูล ยังเป็สิ่งที่มิอาจเลี่ยงได้ เื่คุ้มครองคุณชายน้อย ต่อจากนี้คงต้องพึ่งพาพวกเ้าแล้ว” องครักษ์เงาทั้งห้าค้อมกายคารวะรับสั่ง “คุณชายน้อยฝึกฝนวิถียุทธ วิถียุทธแบ่งเป็ตาย หากไม่ััขอบเหวแห่งความตายสักครั้ง อนาคตยากที่จะบรรลุขอบเขตสูงสุด หากคุณชายน้อยยังมิมีอันตรายถึงชีวิตก็ห้ามออกหน้าช่วยเหลือเป็อันขาด ลูกชายของเซิ่งอู๋เจียงกับมู่เหอหลันจะให้โตมาเป็คุณชายเอาแต่ใจได้อย่างไร”
กล่าวจบเย่น่าหลันก็ใช้สายตาพิศมองเซิ่งมู่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
“ผู้าุโมิต้องห่วง คุณชายน้อยเป็บุตรหลานสายตรงของตระกูลเซิ่ง การคุ้มครองชีวิตของคุณชายน้อยเป็สิ่งที่พวกข้าสมควรทำ” บุรุษชุดดำเอ่ย
เย่น่าหลันผงกศีรษะพลางกระทืบเท้าหนึ่งทีส่งตัวเองลอยขึ้นสูง ก่อนที่ผู้าุโจะบินทะยานสูงพุ่งไปยังทิศพายัพ ดินแดนที่เป็ที่ตั้งของแคว้นเสวี่ยและตระกูลมู่
องครักษ์เงาทั้งห้าคนยังคงค้อมกายคารวะเย่น่าหลันค้างไว้เช่นนั้น กระทั่งเย่น่าหลันหายไปจากสายตา บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่หลังสุดก็เปิดปากออกมา “ได้คุยกับเทพหมัดต่อหน้าเช่นนี้ ไยเ้าไม่สอบถามเคล็ดวิชาเสียหน่อยเล่า?”
สตรีชุดดำคนนั้นถอนหายใจพลางส่ายหน้า “จะง่ายเช่นนั้นได้อย่างไร… จะถือว่าข้าแอบปกป้องคุณชายน้อยมาหลายปีเลยบังคับให้คนสอนวิชาหรือ? จะไม่น่าเกลียดไปหรือ? อีกอย่างรอคุณชายน้อยฝึกจนเชี่ยวชาญข้าค่อยไปสอบถามเคล็ดลับจากเขาก็ยังไม่สายกระมัง?”
“พวกเราปกป้องคุณชายน้อยอย่างลับๆ ภารกิจของเราล้วนถือเป็ความลับ หรือเ้าคิดจะเดินไปบอกคุณชายน้อยว่า ข้าหนานกงจิ้งปกป้องท่านมาจะยี่สิบปีแล้ว ท่านถ่ายทอดเคล็ดลับของท่านเย่น่าหลันให้ข้าน้อยได้หรือไม่? เ้าจะทำการเยี่ยงนี้รึ? ใช้หัวคิดหน่อย…” บุรุษชุดดำอีกคนกล่าวกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงของเขาเคล้าไปด้วยความสดใสดั่งลมฤดูใบไม้ผลิ หากสตรีทั่วหล้ามาได้ยินคงหลงรักแม้มิได้เผยโฉมหน้า
สตรีชุดดำนามหนานกงจิ้งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางชี้นิ้วด่าทอบุรุษตรงหน้า “หนิงอี้! เ้าช่วยหุบปากสักชั่วยามจะได้หรือไม่? เหตุใดเปิดปากมาแต่ละคราต้องวนมาค่อนแคะข้าตลอดเลย!”
บุรุษที่ชื่อหนิงอี้ส่ายหน้า “หยิบยื่นตำราให้ตะพาบ ไยหวังจะให้มันกลายเป็ั”
หนานกงจิ้งได้ยินเช่นนั้นจึงเปลี่ยนจากชี้นิ้วเป็กำหมัด บุรุษชุดดำอีกคนที่เห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาขวางไว้ “เ้านั่นมันปากสุนัขเพียงใดเ้าก็รู้ อย่าถือสาเลย สันดอนขุดง่ายสันดานขุดยาก”
หนิงอี้ได้ยินทั้งพยักหน้าและส่ายหน้า “สันดานยังพอเปลี่ยนได้ แต่หน้าตาคนเปลี่ยนยากจริงๆ หนิงเจี๋ยเ้าแซ่เดียวกับข้าแท้ๆ เหตุใดหน้าตาเ้าถึงไม่ดีเท่าข้ากันนะ?”
ครานี้บุรุษที่ชื่อหนิงเจี๋ยจึงหันมาร่วมผสมโรง กลายเป็สถานการณ์ที่หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีช่วยกันหาคำพูดทุกคำที่คิดได้โยนใส่บุรุษอีกคน บุรุษตัวโตสุดที่เห็นดังนั้นจึงส่ายหัวพลางกุมขมับ ก่อนจะหันมาหาบุรุษร่างเล็ก
“ท่านเฮ่อเหลียน คำสั่งที่เทพหมัดกำชับไว้เราต้องทำตามจริงๆ รึ? หากในอนาคตคุณชายน้อยต่อสู้ตัดสินเป็ตายขึ้นมา แล้วพวกเรายืนดูดาย ต่อให้ไม่ตายแต่ก็เสี่ยงจะพิกลพิการได้นะขอรับ”
บุรุษร่างเล็กส่ายหน้าพร้อมชำเลืองมองบุรุษตัวโต “ซือหม่าเหว่ยเทา เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธจึงควรเข้าใจวิถีของผู้ฝึกยุทธด้วยกันที่สุด เป็ดั่งที่ท่านเย่น่าหลันกล่าว หากในอนาคตพวกเราเอาแต่ปกป้องคุณชายน้อย เขาจะก้าวเดินไปอย่างมั่นคงได้อย่างไร? อีกทั้งตราบใดที่ยังไม่หนักหนาถึงขั้นกายดับมรรคาสลาย ข้าก็ยังมีโอกาสเสมอ”
แม้ซือหม่าเหว่ยเทาจะใส่ชุดปกปิดใบหน้าจนไม่เห็นสีหน้า แต่เฮ่อเหลียนจ้านก็ยังััได้ถึงความกังวลของเขา เฮ่อเหลียนจ้านจึงเอื้อมมือไปตบบ่าของซือหม่าเหว่ยเทาเบาๆ “วางใจเถิด จากที่ข้าเฝ้าสังเกตคุณชายน้อยมาหลายปี ถึงคุณชายน้อยจะไม่ประสีประสาทางโลก แต่ข้ารู้สึกได้ว่าเขามิใช่คนโง่ อีกทั้งรอบกายเขาล้วนมีแต่ผู้มีฝีมือ อาณาจักรชิงอวิ๋นเล็กๆ นี้จะมีพื้นที่ให้เราแสดงฝีมือได้เพียงไหนกัน”
ซือหม่าเหว่ยเทาแม้จะกังวลแต่ยังพยักหน้ายอมรับ เมื่อเฮ่อเหลียนจ้านเห็นชายตรงหน้าสบายใจขึ้นแล้วเขาจึงกล่าวออกมา
“ข้าจะล่วงหน้าไปรอที่เมืองชิงซี ถึงอย่างไรกลุ่มพ่อค้าบนูเาก็ต้องไปขึ้นเรือบินโดยสารที่นั่น ข้าจะไปเตรียมตัวรอพวกเ้า เ้าพาหนิงอี้กับหนานกงจิ้งติดตามคุณชายต่อไป” กล่าวจบเฮ่อเหลียนจ้านก็ส่งสายตาไปยังบุรุษสตรีสามคนที่กำลังต่อสู้ตัดสินเป็ตายโดยวาจากันอยู่ ทั้งสามคนจึงหยุดการกระทำ ก่อนหันมาประสานมือรับสั่งพร้อมกับซือหม่าเหว่ยเทา
“องครักษ์รับคำสั่ง!” สิ้นเสียงทั้งสี่ เฮ่อเหลียนจ้านกับหนิงเจี๋ยจึงทะยานขึ้นฟ้าไปทางทิศตะวันออก
…
“พี่ไป๋ ข้าสงสัยมานานแล้วพัดของท่านเป็ที่เก็บของมิติเช่นเซิ่งมู่หรือไม่? ข้าไม่คิดว่าคนที่มาจากตระกูลผู้ดีอย่างพี่ไป๋จะถือพัดธรรมดาๆ ได้” ต้าจินที่คราวนี้เปลี่ยนเป็มานั่งบนที่นั่งสารถีแทนเซิ่งมู่ กำลังคุยกับไป๋เซียวเฟิงอย่างออกรส
“น้องจินสายตาช่างเฉียบแหลมเสียจริง เพียงแต่พัดหงส์ขาวพิสุทธิ์ คืออาวุธประจำกายชั้นฟ้าของข้า มิใช่ที่เก็บของมิติเช่นเซิ่งมู่” ไป๋เซียวเฟิงเปิดปากเอ่ย
“ข้าได้ยินท่านพ่อเล่าให้ฟังว่าบัณฑิตอย่างพวกท่านมิได้ใช้อาวุธสังหารคน แต่กลับใช้ศิลป์สยบคนนับหมื่น หมายความถึงสิ่งใดรึ?” ต้าจินถามต่อ
“จริงดั่งพ่อของเ้าว่า บัณฑิตเช่นพวกข้าถือหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็สำคัญ ผู้ฝึกตนที่เป็บัณฑิตหลายคนจึงมิได้ใช้อาวุธาในการเข่นฆ่า ยกตัวอย่างเช่นข้าหรือลูกหลานตระกูลไป๋คนอื่นๆ จะใช้พัด หรือไม่ก็ฝึกศาสตร์ศิลป์ เช่น ผีผา ฉินหรือพู่กัน” พูดจบไป๋เซียวเฟิงจึงเรียกตำราสำหรับใช้ฝึกอาวุธประเภทเครื่องดนตรีฉินให้ต้าจินดู “เ้าสามารถเอาไปศึกษาได้ มิใช่ตำราลับอะไร หลักการฝึกปราณของบัณฑิตเช่นพวกข้าจะเน้นที่หลักการเป็สำคัญ อาจช่วยในการฝึกจิตใจของเ้าได้”
ต้าจินเปิดอ่านดูชั่วครู่ก็ยื่นคืนให้ไป๋เซียวเฟิงอย่างเคอะเขิน “คงต้องบอกพี่ไป๋ตามตรง ข้ามิได้มีพร์ด้านนี้นัก เอาไปก็ถือว่าเป็การเสียของ”
ไป๋เซียวเฟิงจึงเลิกคิ้ว ก่อนจะพยักหน้าเก็บตำรากลับมา ให้ของคนด้วยความหวังดี หากเขามิ้า ก็มิควรบังคับ “แล้วน้องจินฝึกในศาสตร์ใดเป็หลัก?”
ต้าจินโชว์เกราะแขนหนังของตนให้ไป๋เซียวเฟิงดูอย่างภาคภูมิ “ข้าเป็ผู้ฝึกตนศาสตร์หลอมอาวุธตามพ่อของข้า พ่อของข้าเล่าให้ฟังว่าเขาเคยเป็อาจารย์หลอมอาวุธของสำนักอวิ๋นสุ่ย”
“แซ่ต้า หลอมอาวุธ เหมือนข้าจะเคยได้ยินมาก่อนนะ…” ไป๋เซียวเฟิงลูบคางพลางครุ่นคิด
เมื่อครั้งราชวงศ์ชิงเข้ามาควบคุมอวิ๋นสุ่ย จึงเริ่มมีการสั่งให้เหล่าทหารควบคุมบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอวิ๋นสุ่ยและราชวงศ์สุย ถึงแม้จะมิได้นำบันทึกเ่าั้ไปเผาทิ้งเสียหมด แต่บันทึกในประวัติศาสตร์ที่สำคัญส่วนใหญ่ล้วนถูกกักเก็บอยู่ในหอตำราหลวง นอกจากราชสำนักแล้ว มีเพียงตระกูลใหญ่ที่อยู่มานานไม่กี่ตระกูลที่ยังเก็บรักษาบันทึกประวัติศาสตร์่ราชวงศ์สุยเอาไว้
ส่วนเหตุผลที่ราชวงศ์ชิงต้องทำเช่นนั้น คนในตระกูลไป๋เคยเล่าให้ฟังว่า เป็เพราะราชวงศ์ชิง้าให้ประชาชนเดิมที่อาศัยในอวิ๋นสุ่ยจงรักภักดีกับราชวงศ์ชิงจากใจจริง ทำให้หลายครั้งที่มีการปฏิวัติ ทางราชสำนักจึงเลือกที่ใช้อ่อนสยบแข็ง ผ่านมาร้อยกว่าปี นอกจากบุตรหลานที่มีบรรพบุรุษเป็ผู้ฝึกตน ประชาชนคนธรรมดาล้วนแทบลืมสิ้นว่าตนเคยเป็ราษฎรผู้ซื่อสัตย์ของราชวงศ์สุย
ไป๋เซียวเฟิงที่กำลังย้อนนึกถึงบันทึกประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านนั้น ก็พลันถูกขัดด้วยน้ำเสียงของคนคนหนึ่ง “คนแซ่ไป๋! แม่นางเฉินเรียกให้เ้าไปพบท่านิเจ๋อด้วยกัน” สุยอู๋ซินที่ควบม้ามาจากหน้าขบวนรถม้ากล่าวกับไป๋เซียวเฟิง
ไป๋เซียวเฟิงจึงร้อง อ้อ! รับทราบหนึ่งครา พลางหันไปพูดกับต้าจิน “เดี๋ยวข้ามา” พูดจบเขาพลันกระทืบเท้าเบาๆ ลงบนที่นั่งสารถีพร้อมทะยานลมขึ้นไปเหยียบบนหลังม้าของสุยอู๋ซิน
“ทำไมเ้าไม่ทะยานไปหน้ารถม้าเลยเล่า? ข้าจะต้องไปคุมท้ายขบวนต่อนะ” สุยอู๋ซินขมวดคิ้ว
“ไม่นานหรอกน่า…” สุยอู๋ซินเห็นว่าไป๋เซียวเฟิงไม่ยอมลงจากม้าของตน ไล่อย่างไรก็ไม่ไป เขาจึงทำได้เพียงแต่ควบม้าไปหน้าขบวนเท่านั้น
เมื่อมาถึง ไป๋เซียวเฟิงทะยานลมลงไปนั่งข้างที่นั่งสารถี พลางประสานมือทักทายผู้าุโเฉินเวินอวี้ ที่กำลังควบคุมรถม้าอยู่ ผู้าุโจึงโบกมือปัดแบบสบายๆ ก่อนจะตั้งใจมองทางข้างหน้าต่อไป ไป๋เซียวเฟิงเลิกม่านรถม้ามองเข้าไปภายใน จึงเห็นหลิวจื่ออี้และเฉินจื้อเยว่ที่กำลังนั่งปรึกษาหารือกันบางอย่างพลางดูแผนที่ของอาณาจักรชิงอวิ๋น
ไป๋เซียวเฟิงลอบสังเกตไม่เห็นวี่แววของิเจ๋อจึงถามแม่นางทั้งสอง “ท่านิเจ๋อเล่า? มิใช่ว่าเ้าเรียกให้ข้ามาพบท่านิเจ๋อหรอกรึ?”
เฉินจื้อเยว่ยกสายตาขึ้นมามองไป๋เซียวเฟิง “ท่านิเจ๋อขี่ม้าไปสำรวจเส้นทางข้างหน้า น่าจะกลับมาแล้วกระมัง”
สิ้นเสียงเฉินจื้อเยว่ ไป๋เซียวเฟิงพลันได้ยินเสียงกลุ่มคนควบม้ามา คือิเจ๋อกับคนคุ้มกันบางส่วนที่ตามิเจ๋อไปสำรวจเส้นทาง เมื่อเข้ามาใกล้ขบวนรถม้า หนึ่งในคนคุ้มกันจึงยกธงแดงขึ้นพร้ะโกนให้ขบวนรถม้าหยุดเดินทางชั่วคราว
“ตั้งค่ายพักชั่วคราว อีกครึ่งชั่วยามออกเดินทางต่อ!” ิเจ๋อใส่พลังปราณลงในเสียง เพื่อประกาศให้ทั้งขบวนสินค้าได้ยิน “พวกเ้าตามข้ามาสักเดี๋ยว” ิเจ๋อหันไปพูดกับคนบนรถม้ารวมถึงเฉินเวินอวี้ด้วย
ไป๋เซียวเฟิงขมวดคิ้วก่อนจะลงรถม้าเดินตามหลังิเจ๋อ
ชายร่างอ้วนหยุดม้าไม่ไกลจากขบวนรถ แต่ก็ไม่ใกล้จนคนอื่นได้ยิน เมื่อเห็นว่าสามารถคุยเื่สำคัญได้แล้ว เขาจึงลงจากม้าพร้อมหันไปพูดกับเฉินจื้อเยว่ “เฉินจื้อเยว่… เ้านำแผนที่เดินทางออกมา”
เฉินจื้อเยว่จึงพยักหน้า ก่อนใช้พลังปราณควบคุมให้แผนที่เดินทางลอยอยู่เบื้องหน้าทุกคน ไป๋เซียวเฟิงที่รู้สถานการณ์ดีจึงไม่ได้ทำตัวหยอกล้อเหมือนปกติ
“ก่อนหน้านี้มีผู้คุ้มกันคนหนึ่งล่วงหน้าไปสังเกตพื้นที่หุบเขาหลงโถว จากรายงานพบว่ามีหินถล่มปิดทางเดินรถม้าไว้ ทำให้พวกเราต้องเดินออกนอกเส้นทาง จำใจต้องอ้อมหุบเขาหลงโถว มิเช่นนั้นเราก็ต้องยกหินในหุบเขาออกซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันแน่” ิเจ๋ออธิบายสถานการณ์
ก่อนที่เฉินจื้อเยว่จะใช้พลังปราณขีดเขียนบนแผนที่ “ข้ากับหลิวจื่ออี้ตรวจสอบเส้นทางอ้อมหุบเขาที่ใกล้ที่สุดไว้แล้ว ย้อนกลับทางเดิมไปที่ทางขึ้นเขาอี๋ซาน ทางนั้นมีทางที่รถม้าสามารถเดินผ่านได้ อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นค่อนวัน เพียงแต่ว่า…” เฉินจื้อเยว่ขบริมฝีปาก
“เพียงแต่อาจมีคนซุ่มโจมตีสินะ…” ไป๋เซียวเฟิงพูดออกมา เฉินจื้อเยว่กับหลิวจื่ออี้จึงพยักหน้ารับ
“ตอนนี้เป็วสันตฤดู ลมฝนยังไม่มาก เราเดินทางออกจากเมืองเล็กมาหลายวันไม่มีแม้กระทั่งเมฆฝน หุบเขาหลงโถวเป็เส้นทางเดินรถที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ย่อมมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอด การที่จะมีหินถล่มตกลงมาปิดกั้นเส้นทางในเวลานี้ นอกจากจะเกิดภัยธรรมชาติ ก็มีเพียงฝีมืุ์เท่านั้น ใช่หรือไม่?”
ิเจ๋อพยักหน้ารับไป๋เซียวเฟิง “เป็อย่างที่บัณฑิตไป๋ว่า ข้าเดินทางมาเมืองเล็กหลายคราไม่เคยติดขัด การเจอหินถล่มปิดกั้นเส้นทางครั้งนี้ช่างผิดปกติยิ่งนัก ข้าคิดว่าต้องมีเบื้องลึกเื้ัเป็แน่” ิเจ๋อลูบคาง “กลุ่มพ่อค้าิเจ๋อไม่มีความขัดแย้งกับกลุ่มอื่นใด อีกทั้งคราวนี้หลายคนรู้ว่าบุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างพวกท่านเดินทางมากับพวกเราด้วย ยิ่งไม่มีเหตุให้ล้อมโจมตี”
ไป๋เซียวเฟิงคลี่พัดโบกเอาลม “อีกทั้งการล้อมโจมตีบุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมีแต่เป็การหาเื่เข้าตัวเสียเปล่าๆ นี่ยังมินับว่าหากเป็มือสังหารที่แข็งแกร่งจริงๆ เหตุใดจึงใช้วิธีที่ไร้ชั้นเชิง ดูออกง่ายเพียงนี้” ไป๋เซียวเฟิงหุบพัดพับ “ดังนั้นข้าคิดว่ากลุ่มที่ทำเื่นี้คงเป็เพียงกลุ่มโจรผู้ฝึกตนเล็กๆ ที่ไม่รู้เบื้องลึกเื้ั มิเช่นนั้นจะทำการไร้ความรอบคอบแบบนี้ได้อย่างไร”
“ศึกษาหมากหมื่นครั้ง ก็ยังต้องระวังหมื่นหนึ่ง” หลิวจื่ออี้พึมพำ ไป๋เซียวเฟิงจึงหันมามอง “แม่นางหลิวหมายถึง…”
หลิวจื่ออี้สูดหายใจพร้อมอธิบาย “ถึงแม้โอกาสน้อยนิด แต่ก็ยังมีความเป็ไปได้ที่กลุ่มมือสังหารจะใช้แผนที่ดูออกง่ายๆ เช่นนี้มาตบตาพวกเรา ข้าว่าอย่างไรพวกเราควรคาดการณ์ถึงหมากที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน”
ไป๋เซียวเฟิงกุมมือยกย่อง “แม่นางหลิวช่างละเอียดรอบคอบนัก”
หลิวจื่ออี้ส่ายหน้าพลางมองไปที่บุคคลหนึ่ง “มิใช่ข้าหรอก เซิ่งมู่ต่างหาก เขาชอบพูดเื่นี้ให้ข้าฟัง”
“หากเป็ดังเช่นเ้าว่า เช่นนั้นมิสู้เราย้ายหินถล่มออกจากหุบเขาหลงโถวดีหรือไม่? ถึงจะช้าไปสักหน่อยแต่ก็ปลอดภัยกว่า” ิเจ๋อกล่าวแนะนำ
“หากเราทำดังที่ท่านว่าจริงๆ เราต้องแยกกำลังคนไปคุ้มกันรอบด้านอยู่ตลอดเวลา เพื่อมิให้ศัตรูลอบโจมตีได้ ขอสอบถามขั้นพลังและจำนวนคนคุ้มกันทั้งหมดของกลุ่มพ่อค้าิเจ๋อได้หรือไม่?” ไป๋เซียวเฟิงลอบถาม
ิเจ๋อพยักหน้า ก่อนหันไปพยักหน้าให้เฉินเวินอวี้ “กองกำลังคนคุ้มกันของท่านิเจ๋อครานี้นอกจากข้าที่เป็ผู้ฝึกตนขั้นที่แปด จิตบริสุทธิ์ ยังมีหัวหน้าหน่วยย่อยของตระกูลเฉินสองคนที่อยู่ในระดับก่อรูป นอกจากนี้คือหน่วยอารักขารับจ้างผสมกับกลุ่มผู้คุ้มกันจากตระกูลเฉินแบ่งเป็ผู้ฝึกตนสี่คน ผู้ฝึกยุทธห้าคน ผู้ฝึกตนอยู่ในขั้นที่สี่และห้า ส่วนผู้ฝึกยุทธล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธขั้นสาม” เฉินเวินอวี้กล่าวพลางเขียนข้อมูลของคนในกลุ่มพ่อค้าิเจ๋อ “นอกเหนือจากนั้นเป็คนธรรมดาเก้าคนที่คอยทำหน้าที่แบกหาม รวมถึงทำอาหาร”
“หากรวมข้าและพวกท่านเข้าไปด้วย หมายความว่าเรามีผู้ฝึกตนสิบสองคน ผู้ฝึกยุทธเจ็ดคน คนธรรมดาอีกเก้าคน รวมทั้งสิ้นยี่สิบแปดคน” ไป๋เซียวเฟิงขีดเขียนลงบนกระดาษไผ่ที่ตนนำออกมา “การย้ายหินที่ถล่มหากใช้เพียงผู้ฝึกยุทธขั้นสามและคนธรรมดาคาดว่าคงใช้เวลาไม่เกินสองวัน แต่หากท่านเฉินเวินอวี้ลงมือด้วยตนเองไม่กี่ชั่วยามคงเสร็จสิ้น เพียงแต่กระบวนการนี้คงผลาญพลังปราณของผู้าุโเฉินไปมาก หากศัตรูเลือกโจมตีตอนนั้นเราอาจตกเป็รองได้”
หลิวจื่ออี้ที่เงียบอยู่ จึงเสนอความเห็นขึ้นมา “ถ้าเป็เช่นนั้นมิสู้ให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ต่ำกว่าระดับห้า และผู้ฝึกยุทธครึ่งหนึ่งเร่งจัดการเส้นทางแทน เ้าว่าอย่างไร? หากเป็เช่นนี้ ข้าคิดว่าเราน่าจะสามารถออกจากหุบเขาหลงโถวได้ก่อนอาทิตย์ตกดิน”
ไป๋เซียวเฟิงพยักหน้าเบาๆ ก่อนหันไปถามความเห็นด้วยสายตากับิเจ๋อ
“ได้! รีบเร่งดำเนินการหน่อยจะเป็การดี เอาตามที่เ้าว่านี่แหละ” ิเจ๋อกล่าวเห็นด้วย ก่อนจะหันไปเรียกคนคุ้มกันมาคนหนึ่ง เมื่อแจกจ่ายคำสั่งเสร็จสิ้น ทุกคนจึงรีบขึ้นรถม้าเตรียมออกเดินทางต่อ
ไป๋เซียวเฟิงทะยานลมกลับมารถม้าของเซิ่งมู่และต้าจิน เขาที่เห็นเซิ่งมู่กับต้าจินมองมาด้วยความสงสัยจึงเอ่ยเพียงว่า “เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง”