เพื่อนบ้านมาเยี่ยมถึงเรือนชานเธอไม่มีชาต้อนรับ มีเพียงน้ำเย็นในกาที่อาเจ๋อเป็คนเข้าไปยกมาวางบนโต๊ะเล็กกั้นกลางระหว่างเราสองคน
ลานดินหน้าบ้านมีหญ้าขึ้นรกตรงมุมรั้วสองด้านมีต้นพลับขึ้นอยู่ ดอกสีเหลืองอ่อนของมันกำลังผลิบาน
“พวกเราสองคนโชคดีนะที่รอดตาย”
ตอนท่านย่าหลินเอาข้าวมาส่งให้เธอคืนวานหญิงชราเล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์เรือล่มมีคนรอดชีวิตแค่สองคน อาเจ๋อลงเรือข้ามแม่น้ำเอาของป่าไปขายขากลับหอบเงินมามากโข แต่ทั้งหมดสูญหายเหลือเพียงชีวิตรอดท่ามกลางสายน้ำเชี่ยวกราก
ตัวเธอหมดสติพักอยู่หมู่บ้านริมแม่น้ำหนึ่งคืนอาเจ๋อก็อยู่ที่นั่นด้วย ผู้ใหญ่บ้านส่งคนมาบอกข่าวท่านปู่กับท่านย่าผู้ใหญ่ทั้งสองจึงจ้างรถเทียมวัวมารับเธอกลับบ้านพร้อมหลานชาย
“รอดตายแต่ก็ตื่นมาแบบงงๆหน่อย” เธอบอกเขา
ใจหนึ่งยอมรับสภาพกับชีวิตใหม่ในโลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย หากอีกใจก็ยังไม่ปล่อยวางคำถามว่า ทำไมเธอถูกเลือกให้กลายมาเป็หญิงตั้งครรภ์ต้องรับผิดชอบอีกหนึ่งชีวิต
“อาการเ้าเป็อย่างไรแล้วท่านย่ากับท่านปู่ห่วงเ้ามากเลยนะ”
ท่านย่าหลินกล่าวถึงหลานชายคราใดมักมีน้ำตาปริ่มคลอสองตา
“ข้ารู้ถ้าโชคร้ายตายไปั้แ่วันนั้น ไม่รู้พวกเขาจะอยู่ต่ออย่างไร”
“แล้วจะทำอย่างไรต่อยังจะหาของป่าลงเรือข้ามแม่น้ำไปขายเมืองอื่นอีกไหม”
ถานเจ๋อยิ้มเล็กน้อย“เบื้องล่างไม่รับข้าไว้ เบื้องบนก็ให้โอกาสกลับมา แค่จมน้ำครั้งเดียว ข้าไม่ถอดใจง่ายๆหรอกพี่เสี่ยวจวี๋ แผ่นดินกว้างใหญ่ยังมีของดีชั้นเลิศรอข้าไปค้นพบอีกมาก เรือล่มจมน้ำก็ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ข้าจะทำให้จากนี้ไปมีแต่เื่ดีสำหรับพวกเรา”
“เรียกข้าว่าเสี่ยวจิ่วเถอะ”
สือจิ่วฟังแล้วรู้สึกว่าถานเจ๋อเปลี่ยนไปคำพูดจาห้าวหาญและดูมีชั้นเชิงแตกต่างจากคนในความทรงจำของสือจวี๋คล้ายกับว่าผ่านพ้นความตายครั้งนี้เขาเติบโตขึ้นอีกขั้น
ส่วนเธอนั้นหากทำอะไรผิดแผกไปจากสือจวี๋คนเดิม ขอใช้ข้ออ้างมิได้พบพานกันหลายปีหรือเพราะจมน้ำสติสตังเปลี่ยนไปบ้างคงได้ล่ะมัง
“จิ่ว...”
“ข้าตั้งชื่อใหม่อวยพรให้ตัวเองมีอายุยาวนานอย่างมีความสุขที่สุด...ดีไหม”
คนฟังยิ้มพยักหน้า
“เมื่อกี้เ้าบอกว่าเรา...ถ้านั่นรวมข้ากับลูกด้วยก็ขอบคุณน้ำใจเ้าล่วงหน้า” หญิงหม้ายอุ้มท้องลำพัง อย่างไรก็ต้องมีคนให้พึ่งพาบ้างสักหน่อย
“นั่นต้องรวมพี่ด้วยอยู่แล้ว”
“เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆข้าโชคดีที่มีท่านปู่ท่านย่าและมีเ้านะอาเจ๋อ”
ดวงตาพี่สาวข้างบ้านเปล่งประกายราวกับดาวคืนแรกที่เขาเห็นบนท้องฟ้านอกหน้าต่างบ้านสกุลถาน
“ใช่เลย...พวกเราเหมือนตายแล้วเกิดใหม่เมื่อมีโอกาสเลือกเส้นทางเดินต่างจากเคย จุดหมายปลายทางย่อมต้องเปลี่ยน”
ไอแดดระอุอุ่นอึดใจใหญ่ลมเย็นจึงพัดเหนือทิวหญ้าสักหน
“ใกล้เที่ยงแล้วคงเป็อีกมื้อที่ข้าขอรบกวนบ้านเ้า” หรือเป็เพราะตั้งท้อง เธอจึงเริ่มรู้สึกหิวอีกแล้ว“ไว้พรุ่งนี้ข้าจะทำความสะอาดบ้าน จะสำรวจดูข้าวของในครัวเสียหน่อย ข้าไม่รู้ว่าตัวเองยังพอมีทรัพย์สินอะไรเปลี่ยนเป็เงินได้บ้างปิ่นบนหัวข้าคงมีราคาอยู่กระมัง เมื่อกี้เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาที่ดินหน้าบ้านหลังบ้านปล่อยรกเกรงจะมีงูเพ่นพ่าน ถางหญ้าออกแล้วใช้ปลูกผักไว้ทำกินน่าจะดีรอแข็งแรงขึ้นสักหน่อยค่อยซ่อมเล้าไก่เลี้ยงไว้สักสิบตัวคงได้ มีไก่แล้วก็ต้องมีเป็ดพอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางข้าจะลองทำการค้า เ้าว่าดีไหม”
มาติดอยู่ในยุคโบราณแบบนี้อดคิดไม่ได้ว่าการมีชีวิตแบบสาวชนบทคนดังในโลกออนไลน์นั้นนับเป็หนึ่งทางรอดของปากท้อง ตนควรเป็ที่พึ่งของตนให้ได้มากที่สุด
“พี่ลืมแล้วหรือว่ากำลังท้องท่านย่าห่วงเด็กในท้องพี่มากนะ” เขาก็ด้วย เพราะห่วงบวกกังวล ตั้งสติไตร่ตรองดีแล้วถึงได้มาหาหญิงสาวที่บ้าน
คงเพราะถานเจ๋อไปเล่าให้ท่านย่าของเขาฟังค่ำนั้นเพื่อนบ้านจึงยกโขยงกันมาที่บ้านเธอพร้อมหน้า
“เ้าอยากให้ลูกหลุดรึ”
สือจิ่วส่ายหน้าหวือเธอรับปากดวงิญญาแม่ของเด็กในท้องแล้ว จะกล้าบิดพลิ้วได้อย่างไร
“ข้าไม่อยากงอมืองอเท้านิ่งเฉยเื่ปากท้องเ้าค่ะนี่ยังไม่รู้เลยว่ามีสิ่งใดในบ้านจะหยิบฉวยไปขายมาเลี้ยงตัวได้บ้าง ห่อผ้าข้าวของที่ติดตัวมาก็จมลงแม่น้ำหมดแล้ว”ตอนบ่ายลองค้นของในหีบใบเก่าวางอยู่มุมห้อง พบเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ชีวิตเธอเข้าข่ายเกือบติดลบอยู่ล่ะมัง
“พวกเราใช่คนอื่นไกลข้าก็มองอาซานเป็ดั่งลูกชาย กับเ้าก็ไม่ต่างจากหลานสาวสายเืเดียวกันตัวข้ายังแข็งแรง อาเจ๋อก็ผ่านพ้นเื่ร้ายมาได้แล้ว ในยุ้งฉางมีข้าวขึ้นเขาก็หาผักหญ้าของป่าล่าสัตว์ได้ เป็ดไก่เลี้ยงไว้เต็มเล้าปลาในแม่น้ำมีให้จับกินไม่หวาดไหว อย่างไรพวกเราก็ไม่อดตาย”
ถานลู่พูดผู้เป็ภรรยาพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ๆมีข้าอยู่ทั้งคน ข้าจะเป็หัวหน้าครอบครัวที่ดีท่านปู่ท่านย่ากับพี่ไม่ต้องเป็กังวล เพราะข้าคือถานเจ๋อคนใหม่แล้ว”
“อาเจ๋อคนใหม่นั่นก็เสี่ยวจิ่วคนใหม่” นางหลินเหวินชี้หญิงสาวพร้อมยิ้มเอ็นดูหลานชายบอกเื่ชื่อใหม่ของเสี่ยวจวี๋แล้ว
“เช่นนั้นอีกสักสองสามวันเ้าพาข้าออกไปเดินดูรอบๆ หมู่บ้านได้หรือไม่ ไปดูไว้ก่อนเผื่อมีลู่ทางจะค้าขายอะไรในวันหน้า”
จบประโยค เธอก็พบสายตาฉายแววติดจะกังวลใจสามคู่
“เอ่อ...ข้ากลับมาครั้งหลังสุดคือตอนท่านพ่อตายไม่รู้หมู่บ้านเราเปลี่ยนไปเช่นไรแล้ว”
ญาติผู้ใหญ่พเยิดหน้าเป็เชิงให้ถานเจ๋อตัดสินใจเื่นี้เอง
“พี่แน่ใจนะว่าอยากจะไปเดินรอบหมู่บ้านจริงๆ”
คำถามของเขากลายเป็จุดเริ่มต้นของคำถามในใจสือจิ่ว
มีเหตุผลอะไรที่เธอควรรู้ก่อนออกไปเดินสำรวจหมู่บ้านไท่โหยวอย่างนั้นหรือ