“แม่นม ช่วยเล่าให้ข้าฟังทีว่าอารามอันเหอนั้นเป็อย่างไร” มู่อวิ๋นฮวาถามด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นสีหน้าท่าทางของแม่นมก็พอจะคาดเดาได้ว่าอารามแห่งนั้นต้องมีบางสิ่งเลวร้ายอยู่เป็แน่
“ที่อารามนั่น...” แม่นมแม้จะชรามากแล้ว แต่ท่าทางที่แสดงออกกลับลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเด็กสาวไร้เดียงสาที่กำลังสรรหาคำกล่าวแทนวาจาที่ติดค้างอยู่ในลำคอตอนนี้
“มีผีร้ายสิงอยู่ใช่หรือไม่” มู่อวิ๋นฮวาคาดเดาตามอาชีพเดิมของตนเอง แต่ก็ได้รับคำตอบเป็การส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า
“หากที่นั่นมีผีร้ายคอยหลอกหลอนจริง ๆ ผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในศีลธรรมจะต้องเกรงกลัวหรือเ้าคะ แต่ทว่าที่อารามนั่นมีสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีอีกเ้าค่ะ”
สิ่งที่แม่นมกล่าวทำให้มู่อวิ๋นฮวางุนงงเล็กน้อย แต่ก็พอจะคาดเดาได้ “หากไม่ใช่ผี ก็คงเป็คนเลวสินะ”
แม่นมพยักหน้ารับ “เื่ราวในอารามอันเหอหาได้เป็ความลับเ้าค่ะ เป็เื่ที่รู้กันทั่วไป...อารามแห่งนั้นใช้เวลาเดินทางสองวันจากเมืองหลวง ทำให้สตรีในเมืองไม่นิยมไปเผาเครื่องหอมถวายถึงที่นั่นเพราะเดินทางไกลมากและลำบาก ทว่าที่นั่นกลับมิเคยร้างราจากกลิ่นควันธูปแม้แต่น้อย เป็เพราะมีบุรุษจำนวนมากนิยมไปสถานที่นั้นเพื่อขอพรจาก์...”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ แววตาของแม่นมก็เริ่มเหม่อลอยราวกับกำลังจมสู่ห้วงความคิด มู่อวิ๋นฮวาสังเกตเห็นอาการเ่าั้แต่ไม่คิดจะรบกวน
อารามนางชีที่บุรุษแวะเวียนไปไม่ว่างเว้น...
ไม่จำเป็ต้องใช้ความฉลาดล้ำในการขบคิด ก็ชัดเจนอยู่ในคำบอกเล่านี้แล้วว่ามันหมายถึงสิ่งใด
“เบื้องหน้าสวมหัวแกะ แต่ลับหลังคือรังหมาล่าเนื้ออย่างนั้นหรือ” ที่แห่งนั้น ยามกลางวันคืออารามที่เงียบสงบ เป็ที่พึ่งทางใจแก่ผู้แสวงบุญ ทว่ายามดึกคงกลับกลายเป็ถ้ำมืดที่รวมความชั่วร้ายเอาไว้
เื่ของแม่ชีที่เป็นางโลมหาใช่สิ่งแปลกใหม่ นางชีผู้อุทิศตนในฐานะผู้บำเพ็ญตบะอย่างแท้จริงจะถูกเรียกว่า ‘แม่ชีสันโดษ’ ส่วนผู้ที่เข้าร่วมค้าประเวณีจะถูกเรียกว่า ‘แม่ชีหยก’ หอนางโลมในคราบอารามชีเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปที่เจียงหนาน่หลังราชวงศ์ิถึงราชวงศ์ชิง
มู่อวิ๋นฮวาเข้าใจเื่ราวทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง และคำกล่าวของนางยังทำให้แม่นมต้องอ้าปากค้าง “คุณหนู...คุณหนูรู้เื่นี้ด้วยหรือเ้าคะ”
มู่อวิ๋นฮวายักไหล่อย่างไม่แยแส “หาใช่เื่ที่ยากจะคาดเดา อารามชีที่มีบุรุษมากมายไปเยือน...เมื่อบุรุษสตรีพบปะกันในที่ลับตาก็ยากจะต้านทานต่อกิเลสความใคร่ ต่อให้เป็นักบวชหรือนางชีที่ละทางโลกก็ยังไม่เว้นถูกตัณหาครอบงำได้”
นางพิเคราะห์เื่เหล่านี้อย่างกระจ่างแจ้ง ทว่าแม่นมกลับเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี หลังจากอ้าปากค้างด้วยความใอยู่ครู่หนึ่ง แม่นมชราก็หลุบตาลงมองพื้นอย่างสงบนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งในที่สุด ท่าทางดูสงบนิ่งราวกับว่าบทสนทนาก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “อารามอันเหอเป็สถานที่ดังเช่นที่คุณหนูคาดเดาจริง ๆ เ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นฮวาเมินเฉยต่อท่าทางแปลกประหลาดของแม่นม นางทอดสายตามองไปยังพงหญ้ารกครึ้มที่อยู่นอกหน้าต่าง ั์ตาฉายแววซับซ้อนขึ้น “ดูเหมือนว่าอนุว่านกำลังมีแผนจะเล่นงานข้าอยู่สินะ”
เป็การกระทำที่ไม่เหนือเกินความคาดหมายนัก แม้ตระกูลมู่จะยิ่งใหญ่มั่งคั่ง และการเลี้ยงดูมู่อวิ๋นฮวาที่ใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขจะไม่นับเป็ภาระเลยแม้แต่น้อย ทว่าการมีสตรีที่ชื่อเสียงมัวหมองอยู่ในตระกูลถือเป็เื่น่าอับอาย ไม่เพียงตกเป็เป้าสายตาและขี้ปากของชาวเมือง ยังอาจเสื่อมเสียถึงบุตรีอีกสองคนที่ยังไม่ได้ออกเรือน
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็ยอดสตรีผู้เฉลียวฉลาดของต้าซีไม่ควรต้องเสื่อมเสียเพราะมีน้องสาวที่ไม่ได้ความ
“คุณหนูเ้าคะ อย่างไรเสียก็ห้ามไปที่อารามอันเหอเป็อันขาด ต่อให้ต้องนอนขอทานอยู่ข้างถนนก็ยังดีกว่าไปที่นั่น” แม่นมกำชับหนักแน่น ต่อให้โอกาสที่จะได้ออกเรือนอย่างสมเกียรติของคุณหนูจะพังทลายลงแล้ว แต่การเป็นางชีหยกในอารามอันเหอ รองรับความใคร่ของชายมากหน้าหลายตานั้นย่ำแย่กว่านั้นอย่างสิ้นเชิง
การเป็หม้ายร้างสามีหรือจะเทียบได้กับการต้องกลายเป็นางโลม
แม่นมเผยสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อตระหนักได้ถึงบางสิ่ง “คุณหนูเ้าคะ เวลานี้นายท่านไม่อยู่ในต้าซีเ้าค่ะ หากรอจนนายท่านกลับมา ข้าน้อยเกรงว่าทุกอย่างจะสายไป เราต้องรีบแล้ว ระหว่างที่นายท่านไม่อยู่ อำนาจในคฤหาสน์ตกอยู่ในกำมือของอนุว่านเพียงผู้เดียว นางคงตั้งใจฉวยโอกาสนี้ส่งคุณหนูไปที่อารามอันเหออย่างแน่นอน เราต้องหนีไปจากที่นี่แล้วเ้าค่ะ คุณหนู อย่ารีรออยู่เลย เราไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป”
หญิงชรากุมมือคุณหนูแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด สื่อสัญญาณว่านี่เป็เื่คอขาดบาดตายและเร่งด่วนอย่างยิ่ง ก่อนที่นางจะรีบลุกขึ้นเก็บข้าวของ
มู่อวิ๋นฮวาถึงกับชะงัก นางไม่คิดเลยว่ามู่หงไห่จะออกไปสถานที่อื่น เช่นนั้นแล้ว เขารู้เห็นเื่สลับตัวเ้าสาวหรือไม่ บางทีเื่นี้อนุว่านอาจจะเป็คนบงการเพียงผู้เดียวั้แ่แรก
ถึงกระนั้น ไม่ว่ามู่หงไห่จะมีส่วนร่วมหรือไม่ สำหรับนางก็หาได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
“ต้องเอานี่ไปด้วย อันนี้ด้วย”
มู่อวิ๋นฮวามองแม่นมที่กำลังเก็บของจนมือเป็ระวิง ตู้เสื้อผ้าแทบว่างเปล่า แต่เพราะเดิมนางก็มีเสื้อผ้าเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว ที่สวมใส่ทุกวันนี้ก็ผ่านการซักซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบเปื่อยยุ่ย ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ หญิงชราจึงไม่ได้พิถีพิถันกับการจัดของให้เรียบร้อยดีนัก เพียงรีบกวาดของทุกอย่างมารวมกันเพื่อจะได้ไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“คุณหนู สัมภาระพร้อมแล้วเ้าค่ะ เราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” แม่นมวางห่อผ้าลงบนเตียง เอาเสื้อคลุมของมู่อวิ๋นฮวาออกมาเพื่อสวมให้ ทว่าถูกคุณหนูจับมือเอาไว้ก่อน “แม่นม ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน”
“จะไม่รีบร้อนได้อย่างไร” แม่นมอุทาน “อนุว่านจะมาพาตัวคุณหนูไปพรุ่งนี้แล้ว เราต้องหนีภายในวันนี้ ไม่สิ ไปเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป คุณหนู โปรดลุกขึ้นเถิดเ้าค่ะ เชื่อข้าน้อยนะเ้าคะ ข้าน้อยไม่มีทางทำร้ายคุณหนู คุณหนูจะต้องปลอดภัย” หญิงชราคุกเข่าลงกับพื้นแล้วหยิบรองเท้ามาสวมให้นาง ขณะที่ปากยังคงพึมพำไม่หยุด “ข้าน้อยจะทำทุกทางเพื่อปกป้องคุณหนู ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม คุณหนูไม่ต้องกลัวนะเ้าคะ ข้าน้อยจะพาคุณหนูหนีไปจากที่นี่เอง”
ทุกการกระทำและการแสดงออกของแม่นมเต็มไปด้วยความมาดมั่นทุ่มเทที่จะพามู่อวิ๋นฮวาหนีไปจากที่นี่ โดยไม่เห็นถึงวี่แววความสั่นคลอนที่จะเปลี่ยนความตั้งใจเลยแม้แต่น้อยนิด
มู่อวิ๋นฮวาเอื้อมมือไปแตะเส้นผมสีเทาของแม่นมด้วยอารมณ์อันท่วมท้น “แม่นม ลืมไปแล้วหรือ ข้าเคยให้คำมั่นว่าจะทำให้ชีวิตเราสองคนดีขึ้นเอง”
“ข้าน้อยจำได้ขึ้นใจเ้าค่ะ และเชื่อมั่นว่าหลังออกจากคฤหาสน์นี้ไปแล้ว จะต้องมีวันดี ๆ รอคุณหนูอยู่” แม่นมตอบรับ เงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นริ้วรอยบนใบหน้าที่ปรากฏชัดเจนตามวัย
ระหว่างที่แม่นมชรากำลังเดินนำมู่อวิ๋นฮวาซึ่งแต่งกายอย่างรัดกุมออกจากเรือนทรุดโทรมเพื่อลอบหนีออกทางประตูด้านหลัง หญิงสาวกลับจับมือเหี่ยวย่นของแม่นมเอาไว้ “แม่นม มากับข้า”
แม่นมไม่เข้าใจว่ามู่อวิ๋นฮวาจะพานางไปที่ใด แต่ยิ่งเดินไปตามทางผู้คนก็ยิ่งหนาตาขึ้นเท่านั้น และเริ่มพบว่าทั้งสองกำลังเข้าใกล้ทางเข้าออกหลักของคฤหาสน์ตระกูลมู่มากขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณหนูเ้าคะ เราไปทางนี้ไม่ได้ จะผ่านประตูใหญ่ไปได้อย่างไร เร็วเถิดเ้าค่ะ เรากลับไปทางเดิมดีกว่า” แม่นมพูดโน้มน้าว พยายามออกแรงดึงมือของมู่อวิ๋นฮวาเพื่อพากลับไปอีกทาง แต่น่าแปลกที่ร่างบอบบางของสตรีที่ขาดอาหารมาหลายปีจนดูราวกับจะหักครึ่งได้แม้ถูกลมพัดเพียงเบา ๆ ในตอนนี้กลับยืนหยัดมั่นคง นางหยุดนิ่งไม่ไหวติงราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงดิน
“แม่นม” เสียงของมู่อวิ๋นฮวาหนักแน่น “ข้าคือบุตรีของฮูหยินเอกตระกูลมู่ ทายาทอันชอบธรรมของคฤหาสน์นี้ หากข้ามู่อวิ๋นฮวาจะต้องไปจากที่นี่ ก็ต้องไปอย่างสมเกียรติ ไม่ลอบออกทางด้านหลังที่คับแคบลับตาเป็อันขาด”
เสียงของนางไม่ได้ทรงอำนาจหรือน่าเกรงขาม แต่กลับทำให้แม่นมรู้สึกราวกับถูกบีบรัดในอก
คุณหนูของนางที่ดูบอบบางราวกับจะแตกสลายได้หากไม่ได้รับการโอบประคองตลอดหลายปีที่เติบโตมา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สตรีผู้ส่องประกายความเยือกเย็นหนักแน่นน่าเกรงขามถึงเพียงนี้แล้วหรือ
เพียงชั่วข้ามคืนที่ผ่านอุปสรรคแห่งความเป็ความตายมาได้ ดักแด้ตัวน้อยก็ฉีกกระชากออกมาจากรังไหม เติบโตเป็ผีเสื้อ สยายปีกโบยบินอย่างสง่างาม
“คุณหนู...คุณหนูเติบโตขึ้นมากจริง ๆ” ดวงตาของแม่นมชรารื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจและโล่งอกจนท่วมท้น “แต่เราแค่สองคนหรือจะสู้แรงบ่าวไพร่นับสิบของคฤหาสน์ได้เ้าคะ คนพวกนั้นไม่ยอมให้เราออกไปแน่”