บทที่ 7 ให้คำมั่น
หรงหลีเซิงจ้องมองไปยังเว่ยฉางดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากมีแววขบขำเล็กน้อย
นางช่างเป็เด็กสาวที่มั่นใจในตนเองเสียจริง
ความงามปานล่มเมืองของเว่ยฉางอันทำให้แววตาของหรงหลีเซิงมีประกายแวววับ ดวงตาของเขาฉายแววความสนใจในตัวเว่ยฉางอันอย่างไม่อาจปิดบัง
“ฮ่าฮ่า คุณหนูเว่ยกล่าวเช่นนี้ คงเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้วใช่หรือไม่?”
เขาเลิกคิ้วมองเว่ยฉางอันแม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้มแต่ในดวงตาคมเข้มนั้นกลับมีแต่ความเ็าและความคาดหวังที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัว
แม้เว่ยฉางอันจะเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของเขา แต่ทว่าในใจนางกลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย กลับมีแต่ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจแทน
‘สมกับเป็บุรุษที่เคยเกียงไกรในสนามรบ แม้ยามนี้เขาเพียงนั่งอยู่รถเข็นด้วยท่าทีที่สงบราวกับไร้พิษภัย แต่ยังแผ่รัศมีที่น่าเกรงขามมากถึงเพียงนี้ได้’
“หืม?”
ขณะที่เว่ยฉางอันกำลังติดอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง หรงหลีเซิงก็ส่งเสียงในลำคอออกมาเสียงหนึ่ง ทำให้เว่ยฉางอันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ของตนเอง
“ในเมื่อหม่อมฉันกล้าเอ่ยปากให้ท่านชินอ๋องร่วมมือกับหม่อมฉันแล้ว มีสิ่งใดให้หม่อมฉันกลัวอีกหรือเพคะ? ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมฉันเชื่อในตัวของท่านชินอ๋อง…”
ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเว่ยฉางอันเผยอขึ้นเล็กน้อย ดวงตาก็ฉายแววท้าทายอย่างเปิดเผย คิ้วเรียวงามโก่งขึ้นอย่างหยิ่งยโสทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกทั้งเอ็นดูและหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน
แม้ว่าภายนอกเว่ยฉางอันจะแสดงออกอย่างกล้าหาญ แท้จริงในใจของนางกลับหวาดกลัว หัวใจนางเต้นรัวเจียนจะตายอยู่แล้ว! ยามนี้นางทำได้เพียงข่มความกลัวของตนไว้เพื่ออดทนรอให้หรงหลีเซิงพยักหน้ารับข้อเสนอของนางเท่านั้น! หากเขาตกลงนางจะมีผู้ที่แข็งแกร่งมาคอยช่วยอยู่ข้างตน
ถึงแม้เว่ยฉางอันจะเอ่ยคำสรรเสริญหรือมีท่าทีอึกอักคล้ายกับจะกล่าวสิ่งใดออกมา แต่หรงหลีเซิงกลับไม่มีปฎิกิริยาตอบสนองใด ๆ ออกมามาแม้แต่น้อย เขาเพียงหลุบตาลงไม่เอ่ยวาจาใด ๆ แม้ทั้งสองจะอยู่ในท่าทีเช่นนั้น แต่ทว่ากลับเป็ภาพที่งดงามราวกับภาพวาดจนอยากจะละสายตา
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเงียบงันลงทันที ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาหรงหลีเซิงก็ดูราวกับกำลังหลับตาหรืออาจจะกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ ท่าทีของเขาเช่นนี้ยากที่จะคาดเดา
ส่วนเว่ยฉางอันก็เพียงรอคอย… รอคำตอบจากหรงหลีเซิง… ตอนนี้ทั้งคู่ราวกำลังแข่งกันว่าฝ่ายใดจะอดทนได้นานกว่ากัน หากมีผู้ใดเอ่ยวาจาก่อนผู้นั้นถือเป็ฝ่ายพ่ายแพ้
“หากท่านชินอ๋องยังมิเชื่อในคำพูดของหม่อมฉัน เช่นนั้น หม่อมฉันขอเวลาสามวัน จะนำคำตอบที่ท่านชินอ๋องพอใจมาให้เพค่ะ!”
ในที่สุดเว่ยฉางอันก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป แม้ภายนอกนางจะแสดงออกถึงความมั่นใจและหนักแน่นบนใบหน้า แต่ทว่าภายในใจนางกลับรู้ดีว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นางเองที่ไม่อาจทนรอต่อไปได้อีกแล้ว จึงเป็ฝ่ายยอมถอยก่อน
แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับตอนนี้ นางจำเป็ต้องหาผู้ที่สามารถจะต่อกรกับหรงฉีได้ หรงฉีเป็ถึงองค์ไท่จื่อดังนั้นผู้เดียวที่สามารถต่อกรกับเขาได้มีเพียงชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!
“โอ้?”
ทันทีเว่ยฉางกล่าวจบหรงหลีเซิงก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีนิลของเขาก็ฉายแววตาคมกริบวาววับด้วยความสนุกสนาน เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจในคำพูดของเว่ยฉางอันมาก
“หม่อมฉันเชื่อว่าท่านชินอ๋องเข้าใจเพค่ะ”
เว่ยฉางอันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับท่าทีสงสัยของเขา ฝีมือการแพทย์ของนางนั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากหมอเทวดาอย่างอวี้เจี่ยจื่อ แต่ในตอนนี้นางทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไม่พอใจนั้นไว้ เว่ยฉางอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปยังขาของเขาด้วยสายตาที่สื่อความหมายอย่างชัดเจน
กล่าวจบเว่ยฉางอันก็ไม่สนใจว่าหรงหลีเซิงจะเข้าใจในสิ่งที่นางสื่อหรือไม่ นางเพียงหมุนตัวแล้วเดินจากไปก่อนหน้านี้ท้ายที่สุดก็เป็นางที่ยอมถอยให้เขาก่อน แต่นางไม่อาจยอมให้ตนเองตกในสถานะเช่นนั้นได้อีกครั้ง มิฉะนั้นภายภาคหน้านางอาจถูกบุรุษเ้าเล่ห์ผู้นี้กดขี่เอาได้
“หึ”
หลังจากที่มองตามแผ่นหลังของเว่ยฉางอันที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ บุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็คลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตาราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
แม้แต่องค์รักษ์เงาคอยคุ้มกันอยู่ในมุมมืดยังอดไม่ได้ที่จะยกมือขยี้ตาตนเอง กลัวว่าตนจะมองผิดไป เพราะนับั้แ่นายท่านของพวกเขาได้ ได้รับาเ็ที่ขา หลังจากนั้นนายท่านก็ซ่อนตัวตนไว้ภายใต้หน้ากากนี้ตลอดไม่เคยมีรอยยิ้มจากใจจริงอีกเลย
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากของนายตน พวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจมาก สายตาจึงพลันหันไปมองร่างของเว่ยฉางอันที่เหลือเพียงจุดเล็ก ๆ ในระยะไกลภายในใจก็อดทึ่งไม่ได้ นี่ช่างเป็สตรีที่เก่งกาจยิ่งนักสามารถทำให้นายของพวกเขาเผยรอยยิ้มเช่นนี้ออกมาได้
“ไปได้แล้ว”
ขณะที่องค์รักษ์เงายังคงชื่นชมเว่ยฉางอันอย่างสุดซึ้งอยู่นั้น เสียงของหรงหลีเซิงก็ดังขึ้น น้ำเสียงที่เปล่งออกเย็นะเืราวกับน้ำแข็งเห็นได้ชัดว่าหรงหลีเซิงเดาความคิดขององค์รักษ์เงาใต้บัญชาของตนเองออกจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เมื่อรู้สึกถึงความไม่พอใจของนายตน องค์รักษ์เงาก็ไม่กล้าแสดงท่าทีอันใดออกมาอีก เมื่อเห็นว่านายท่านของตนกำลังผลักล้อรถเข็นเคลื่อนตัวออกไปแล้ว พวกเขาก็เร่งฝีเท้าตามไปอย่างเงียบ ๆ ทันที
ในขณะที่เว่ยฉางอันกำลังเดินอยู่นั่น ก็หวนนึกถึงบทสนทนาระหว่างนางกับหรงหลีเซิงเมื่อครู่ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่ถอนหายใจยาว ๆ อย่างโล่งอก นางคลายนิ้วมือที่กำแน่นออกเล็กน้อยจึงพบว่าฝ่ามือของตนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ริมฝีปากของเว่ยฉางอันคลี่ยิ้มจาง ๆ รอยยิ้มนี้ไม่รู้ว่านางกำลังยิ้มเยาะกับความขลาดกลัวของตนเองหรือกำลังเย้ยยันสิ่งใดอยู่กันแน่
เว่ยฉางอันคิดถึงรัศมีที่แผ่ออกมาจากหรงหลีเซิง มันช่างน่าเกรงขามและหวาดหวั่ดยิ่งนักนางไม่อาจมองข้ามมันได้เลยจริง ๆ เมื่อเป็เช่นนี้นางจะต้องรักษาขาและใบหน้าของเขาให้หายดีให้ได้ หากนางสามารถเกาะกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ได้เส้นทางข้างหน้าของนางก็จะยิ่งง่ายขึ้น
“คุณหนูใหญ่เว่ย! งานเลี้ยงวันนี้ท่านเป็ตัวเอกของงานเชียวนะเหตุใดจึงได้หายตัวไปเล่า? ข้าตามหาท่านซะนาน ยามนี้ทุกคนกำลังรอท่านอยู่เลย”
ขณะที่เว่ยฉางอันกำลังเดินครุนคิดอยู่เงียบ ๆ นั้น กลิ่นฉุนของแป้งประทินโฉมก็ลอยมาแตะที่ปลายจมูก เว่ยฉางอันเงยหน้าขึ้นก็พบเข้ากับสตรีผู้หนึ่งที่แต่งกายคล้ายกับคุณหนูตระกูลขุนนาง เว่ยฉางอันไม่ทราบว่าสตรีผู้นี้เป็บุตรสาวจากตระกูลใด หลังจากที่นางะโเรียกเว่ยฉางอันก็วิ่งเข้ามาคล้องแขนกับเว่ยฉางอันอย่างสนิทสนมทันที
“จริงหรือ? ข้าเพียงรู้สึกเบื่อ จึงออกมาเดินเล่นรอบ ๆ เช่นนั้นเราไปกันเถิด”
กลิ่นแป้งประทินโฉมของสตรีผู้นี้จะทำให้เว่ยฉางอันรู้สึกไม่ค่อยดีนัก จึงลืมตัวขมวดคิ้วเล็กน้อยในตอนแรก แต่นางก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็ปกติได้อย่างรวดเร็ว ได้ยามนี้นางไม่อาจเชื่อใจผู้ใดง่าย ๆ และคอยระวังการััจากผู้อื่นเสมอ ดังนั้นระหว่างที่เว่ยฉางอันเอ่ยตอบกลับไปนั้น นางก็ค่อย ๆ ดึงแขนอันเร็วเล็กที่โอบแขนตัวเองไว้อยู่นั้นออกอย่างแเี
แม้เื่ราวส่วนใหญ่จะเป็ไปตามความทรงจำเดิมของนาง แต่ตัวนางเองก็เปลี่ยนเื่ราวไปบ้างแล้ว นางพูดไม่ได้เต็มปากว่าแผนการของเว่ยเจี่ยวอิงจะล้มเหลวหรือไม่ บางทีเว่ยเจี่ยวอิงอาจจะเปลี่ยนวิธีอื่นมาทำร้ายตนก็เป็ได้ นี่เป็สิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
“คุณหนูใหญ่ รอข้าด้วย”
คุณหนูผู้นั้นมองเว่ยฉางอันที่เดินตัวตรงและก้าวเท้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนทิ้งห่างจากตนไปไกล นางจึงไม่ได้สนใจมารยาทที่คุณหนูผู้สูงศักดิ์ควรจะมีอีกต่อไปและรีบวิ่งตามหลังไปทันที
แต่ทว่าในใจนางกลับเกลียดชังเว่ยฉางอันอย่างมาก เมื่อเห็นเว่ยฉางอันเดินผ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ยังคงงดงามราวกับเทพธิดาทุกท่วงท่าที่นางก้าวเดินยังคงดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย จนทำให้นางก็รู้สึกหงุดหงิดในใจยิ่งนัก
นางไม่ได้อยากออกตามหาเว่ยฉางอันแม้แต่น้อย แต่เป็เพราะเว่ยฉางอันทำตัวโดนเด่นต่อพระพักต์ฮ่องเต้เช่นนั้น อีกทั้งยังเป็บุตรสาวคนสำคัญของจวนแม่ทัพใหญ่ ด้วยเหตุนี้บิดามารดานางจึงเร่งเร้าให้นางประจบประแจงเว่ยฉางอัน
“ท่านพี่ ท่านมาเสียที หากหายตัวไปนานกว่านี้ พวกเราเกรงว่าท่านพี่จะเป็อันใดไป ถึงยามนั้นข้าคงต้องให้คนออกตามหาท่านทั่วทั้งเมืองหลวงเสียแล้วกระมัง”
เมื่อเว่ยฉางอันเพิ่งจะก้าวเข้าประตูงานเลี้ยง ก็ได้ยินเสียงออดอ้อนของเว่ยเจี่ยวอิงที่บีบเสียงให้ดูน่ารักขึ้น แม้เว่ยเจี่ยวอิงจะเอ่ยราวกับเป็ห่วงนาง แต่คำกล่าวนั้นกลับแฝงไปด้วยการตำหนิที่นางหายตัวไป