แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้โอ๊กของโรงแรมประจำเมืองการ์เรส ขับไล่ความมืดมิดของค่ำคืนอันลึกลับ และปลุกให้เรน ลืมตาตื่นจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเป็ครั้งแรก นับั้แ่ก้าวข้ามขอบเขตมิติมายังโลกเอนเชี่ยน เวิลด์
เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลางหมุนหัวไหล่และขยับร่างกายเบาๆ าแและอาการปวดระบมจากการกระแทกข้ามมิติเมื่อวันก่อนหายเป็ปลิดทิ้งอย่างน่าอัศจรรย์ กระแสพลังงานออโรเลี่ยนสีขาวขุ่นยังคงไหลเวียนอย่างเงียบเชียบและทรงพลังอยู่ใต้ิัของเขา
ทว่า แทนที่จะเป็เช้าวันใหม่ที่สงบเงียบและได้จิบชาอุ่น ๆ อย่างที่คาดหวังไว้...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงทุบประตูห้องพักดังรัวสนั่นอย่างรีบร้อนดั่งเสียงกลองศึก
“คุณเรนคะ! ตื่นหรือยังคะ!? เกิดเื่ใหญ่แล้วค่ะ!”
เสียงใสอันคุ้นหูที่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกดังลอดผ่านบานประตูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“เอลิสินะ…” เรนถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะลุกจากเตียง เดินไปเปิดประตูในสภาพที่ยังสวมชุดลำลองธรรมดา
ภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือเด็กสาวผมสีทองสว่างในชุดนักเวทย์สีขาวขลิบฟ้าคนเดิม เธอกำลังยืนหอบหายใจถี่จนแผ่นอกกระเพื่อม ใบหน้าเนียนใสมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม ราวกับว่ารีบวิ่งฝ่าบันไดตึกขึ้นมาหาเขาที่นี่ั้แ่วินาทีที่แสงตะวันแตะขอบฟ้า
“มี…มีเื่ด่วนระดับวิกฤตเกิดขึ้นค่ะ!” เอลิพยายามเค้นเสียงพูด
“เดี๋ยวนะ เอลิ…” เรนยกมือขึ้นห้ามปรามพลางเลิกคิ้วเล็กลง “อย่างน้อยที่สุด…ช่วยปล่อยให้ฉันได้ไปล้างหน้าแปรงฟันให้สติกลับมาเต็มร้อยก่อนจะได้มั้ย”
“ไม่มีเวลาสำหรับเื่นั้นแล้วค่ะ!” เด็กสาวคว้าข้อมือของเขาหมับด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“…?”
เรนได้แต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้เธอฉุดกระชากลากถูไปตามทาง เขาเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็ประเภทที่มีพลังงานล้นเหลือและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่สูงขนาดไหนสูงจนบางครั้งก็น่าปวดหัว
ที่ประชุมสภาเวทมนตร์อันตึงเครียด
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้องโถงส่วนลึกภายในศาลากลางเมืองการ์เรส
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่เต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียดจนแทบจะกลายเป็ไอเย็น ผู้บัญชาการแบรนดอนในชุดเกราะเต็มยศ ผู้นำสภาเวทมนตร์ชายชรา และบรรดาเ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองต่างนั่งล้อมรอบโต๊ะศิลาตัวยาวอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของทุกคนดูทรุดโทรมและเคร่งเครียดกว่าเมื่อวานหลายเท่าตัว
“เกิดอะไรขึ้น?” เรนที่บัดนี้สวมชุดโค้ตสีขาวดำยุทธวิธีเต็มยศเอ่ยถามทันทีที่ก้าวขาเข้าห้อง
ผู้บัญชาการแบรนดอนไม่ได้กล่าวตอบเป็คำพูด ทว่าเขาเอื้อมมืออันหยาบกร้านไปคลี่แผนที่หนังแกะขนาดั์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปยังพื้นที่ป่าทึบแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
“เมื่อคืนนี้…มีเหตุการณ์ผิดปกติขั้นรุนแรงเกิดขึ้นอีกแล้วครับท่านเรน” แบรนดอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมขนาดเล็กสามแห่งที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณชายป่า ขาดการติดต่อและสัญญาณเวทมนตร์สื่อสารตัดขาดไปพร้อมๆ กันอย่างเป็ปริศนาเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา”
เรนหรี่ตาสีน้ำเงินเข้มลงจับจ้องแผนที่ “ข่าวสัตว์อสูรบุกอีกแล้วงั้นเหรอ?”
“พวกเรายังไม่แน่ใจสถานการณ์ที่แน่ชัด” ชายชราผู้นำสภาเวทมนตร์กล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แต่หน่วยม้าลาดตระเวนความเร็วสูงที่ข้าส่งไปสำรวจบริเวณแนวชายป่า ได้ส่งข้อความเวทมนตร์สุดท้ายกลับมา…พวกเขาพบ เศษซากละอองพลังงานด้านลบ ชนิดเดียวกับที่สกัดได้จากผลึกมานามืดที่ฝังอยู่ในร่างของแบล็ควูล์ฟเมื่อวานนี้”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบด้านก็เงียบสงัดลึกลงทันที เอลิขมวดคิ้วแน่นจนหน้าผากย่น
“หมายความว่า…คนร้ายหรือกลุ่มคนที่จงใจปล่อยสัตว์อสูรบุกเมืองเมื่อวานนี้ ยังคงปักหลักและเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ ๆ เมืองการ์เรสของเรางั้นเหรอคะ?” เอลิถาม
“นั่นคือสิ่งที่พวกเรากำลังกังวลที่สุดในตอนนี้” แบรนดอนทุบโต๊ะเบา ๆ
เรนนั่งกอดอกนิ่งเงียบ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ทว่าในหัวของเขากลับฉายภาพเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ภาพของชายลึกลับในชุดคลุมทมิฬบนหลังคาตึก ดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตที่เต็มไปด้วยไอสังหาร ผลึกมานามืดสีทมิฬในมือที่สะท้อนแสงจันทร์ ทุกสิ่งทุกอย่างร้อยเรียงและเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างชัดเจนราวกับจิ๊กซอว์ที่ถูกวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ชายหน้ากากคนนั้น… ต้องเป็ตัวการใหญ่ของเื่นี้ไม่ผิดแน่
“แล้วพวกคุณ้าให้ผมที่ยังเป็แค่คนนอก ช่วยอะไรในสถานการณ์นี้ล่ะ?” เรนถามตรงประเด็น
ผู้บัญชาการแบรนดอนมองตรงเข้ามาในดวงตาของเรนด้วยความหวังทั้งหมดที่มี “พวกเราอยากขอให้ท่านเรน ช่วยออกไปสืบสวนและคลี่คลายสถานการณ์เื้ัครับ”
“หืม? สืบสวนงั้นหรอ?”
“เรา้าให้คุณ…ร่วมเดินทางไปกับจอมเวทย์เอลิเพื่อออกไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและให้การช่วยเหลือชาวบ้านที่อาจจะยังรอดชีวิต” แบรนดอนกล่าว
“เดี๋ยวก่อนผู้บัญชาการ” เรนยกมือขึ้นขัด “ถ้าผมนับเวลาไม่ผิด ผมเพิ่งจะก้าวเท้ามาเหยียบโลกใบนี้ได้ยังไม่ถึงสามวันเต็มเลยด้วยซ้ำนะ จะให้ไปรับภารกิจระดับความมั่นคงของอาณาจักรแบบนี้มันจะไม่ดูรีบร้อนไปหน่อยเหรอ?”
“แต่คุณคือคนที่คว่ำแบล็ควูล์ฟกลายพันธุ์ะเิพลังได้ในหมัดเดียวและลูกเตะเดียวนะครับ!” แบรนดอนสวนกลับทันควัน “พลังระดับนั้น…ในเมืองชายขอบแห่งนี้ไม่มีใครเทียบเคียงได้อีกแล้ว”
“…เออ ก็จริงแฮะ” เรนพึมพำพ่ายแพ้ต่อเหตุผล
เอลิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พลันยิ้มกว้างออกมาทันทีจนตาหยี “งั้นก็เป็อันตกลงตามนี้นะคะผู้บัญชาการ! พวกเรารับงานนี้ค่ะ!”
“เฮ้ ๆ… เดี๋ยวสิเอลิ ฉันยังไม่ได้อ้าปากตอบรับอย่างเป็ทางการเลยนะ อย่าคิดเองเออเองสิ” เรนหันไปท้วงเด็กสาว
“ฉันตอบตกลงไปแล้วค่ะ!”
“แล้วใครอนุญาตไม่ทราบ?”
“ฉันนี่แหละค่ะเป็คนอนุมัติ!”
“แต่เธอไม่มีสิทธิ์มาเซ็นอนุมัติรับงานอันตรายแทนฉันหน้าตาเฉยแบบนี้นะ!”
บทสนทนาโต้เถียงกันอย่างไม่ยอมความของทั้งคู่ทำให้ความอึดอัดในห้องประชุมสลายหายไป เ้าหน้าที่และอัศวินหลายคนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แม้สถานการณ์ภายนอกจะเข้าขั้นตึงเครียด แต่ความมีชีวิตชีวาของหนุ่มสาวคู่นี้กลับช่วยจุดประกายความหวังให้ทุกคนในเมืองการ์เรสได้เป็อย่างดี
ภารกิจภาคสนามครั้งแรกและเป้าหมายสู่ หมู่บ้านอัลเทีย
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง ทั้งสองก็ได้รับมอบหมายอาญาสิทธิ์ในภารกิจนี้อย่างเป็ทางการจากส่วนกลาง
“ใช้เวลาเดินทางสองวันเต็มค่ะ” เอลิอธิบายอย่างกระตือรือร้นขณะที่พวกเขากำลังก้าวเดินออกจากประตูศาลากลาง “จะว่าไปแล้ว…นี่ถือว่าเป็ภารกิจภาคสนามนอกห้องเรียนครั้งแรกในชีวิตของฉันเลยนะเนี่ย ตื่นเต้นชะมัด!”
เรนเหลือบสายตามองเด็กสาวที่ดูจะร่าเริงเกินเหตุ “นี่…เธอเพิ่งบอกฉันเมื่อวานไม่ใช่เหรอว่าเธอเป็แค่ นักเวทย์ฝึกหัด น่ะ?”
“ใช่ค่ะ นักเวทย์ฝึกหัดชั้นปีสุดท้ายของสถาบัน” เอลิยืดอกตอบ
“แล้วเมืองนี้เขาไม่มีจรรยาบรรณหรือไง ถึงได้ส่งนักเวทย์ฝึกหัดที่ยังเรียนไม่จบ มารับคดีระทึกขวัญระดับวินาศกรรมมานามืดแบบนี้?” เรนถามพลางส่ายหัว
“ก็เพราะว่าภารกิจนี้…มีคุณเรน ผู้ทรงพลังร่วมเดินทางไปด้วยยังไงล่ะคะ!” เอลิหันมาส่งยิ้มหวานยิ้มกริ่ม “มีโล่มนุษย์และพลังทำลายล้างระดับสัตว์ประหลาดอยู่ข้างตัวแบบนี้ สภาเวทมนตร์เลยอนุมัติให้ฉันมาหาประสบการณ์ได้ง่ายๆ ไง”
เรนถึงกับหยุดเดินและหรี่ตาลงมองเธอช้า ๆ “…ฟังดูเหมือนฉันกำลังถูกหญิงสาวในคราบจอมเวทย์หลอกใช้ฟรีเป็แรงงานทาสเลยแฮะ”
“ถูกต้องที่สุดเลยค่ะ!” เอลิยอมรับออกมาหน้าตาเฉยโดยไม่มีการอ้อมค้อม
“ยอมรับออกมาหน้าตาเฉยแบบนี้เลยเรอะ!?” เรนกุมขมับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออกเดินทางอย่างเป็ทางการ ทางกองรักษาการณ์เมืองการ์เรสได้มอบสิ่งของสนับสนุนที่จำเป็สำหรับการเดินทางไกลให้แก่เรนอย่างครบครัน ประกอบไปด้วย:
แผนที่ยุทธศาสตร์: แผนที่หนังแกะระบุเส้นทางและจุดอันตรายของอาณาจักรซันเดย์ล่าร์
เสบียงอาหารแห้ง: เสบียงกรังและน้ำดื่มเวตมนตร์ที่สามารถเก็บรักษาได้นานนับเดือน
ใบอนุญาตผ่านทาง: ตราประทับพิเศษที่ใช้ผ่านด่านตรวจของอัศวินหลวง
ถุงเงินค่าเหนื่อย: เหรียญทองคำบริสุทธิ์ตรากังหันลมจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่ามากพอจะใช้ชีวิตสุขสบายได้เป็เดือน
เรนเขย่าถุงเงินในมือจนเกิดเสียงกระทบกันของโลหะอันไพเราะ พลางพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม…อย่างน้อยที่สุด โลกนี้ก็ยังรู้จักคำว่าค่าขนมและค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อสินะ”
เอลิหัวเราะคิกคัก “แหม คุณเรนเห็นเก่งกาจหลุดโลกขนาดนั้น แอบสนใจเื่เงินๆทองๆ กับเขาด้วยเหมือนกันเหรอคะ?”
“แน่นอนอยู่แล้วสิครับคุณหนู แต่เื่เงินน่ะมันเื่รอง” เรนเก็บถุงเงินเข้าช่องลับในเข็มขัดยุทธวิธีอย่างรวดเร็ว “ต่อให้ตัวตนของฉันจะแข็งแกร่งมีพลังโกงขนาดไหน สุดท้ายกระเพาะของฉันมันก็ยังเป็มนุษย์ธรรมดาที่ต้องกินข้าวประทังชีวิต ยอดมนุษย์ที่ไหนเขาอิ่มทิพย์กันล่ะ”
เด็กสาวพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเห็นด้วย “อืม…มีเหตุผลสมเป็คนติดดินดีค่ะ”
ประตูเมืองทิศตะวันออกของการ์เรสค่อย ๆ เปิดออกพร้อมเสียงโซ่ตรวนเหล็กกล้ากังวาน ภาพที่ทำให้เรนต้องตกตะลึงคือชาวเมืองจำนวนนับร้อยนับพันคนต่างพากันมารวมตัวกันตามสองข้างทางเพื่อร่วมส่งพวกเขาทั้งสอง ข่าวลือเื่วีรกรรม หมัดเดียวทลายอสูร เมื่อวานนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยจนทุกคนต่างรู้จักชื่อของเขา
“ขอให้เทพแห่งสายลมคุ้มครองท่านเรนขอรับ!”
“เดินทางปลอดภัย และกลับมาอย่างผู้ชนะนะคะท่านผู้กล้า!”
“ฮีโร่เสื้อโค้ตสีขาว! สู้ๆ นะ!”
“(โอ้…ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็ไอดอลของชาวเมืองของโลกนี้ไปสะแล้ว)” เรนโบกมือตอบกลับใบหน้ามาดเข้มและมั่นใจเกินร้อยแต่ถึงอย่างนั้นลึกๆในใจก็กลับมีความเหนียมอายอยู่บ้าง เขาไม่เคยชินกับการถูกผู้คนรุมล้อมยกย่องเชิดชูแบบนี้เลยสักครั้งในชีวิต เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเป็ชายหนุ่มที่เก็บตัวเป็ Introvent มาโดยตลอดจนอายุ 18 ปี
ในโลกเดิมที่จากมา…มหานครโครเนแซนเดรีย ตัวเขาเป็เพียงแค่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดทำงานพาร์ทไทม์ไปวันๆ โดยไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครมองเห็นตัวตน นอกเสียจากคนรอบข้างที่สนิทด้วยจริงๆ ทว่าที่โลกเอนเชี่ยนแห่งนี้…ผู้คนกลับมองดูเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่น ราวกับเขาเป็ฮีโร่ในตำนาน
หลังจากเดินเท้าพ้นเขตกำแพงเมืองมาได้ไม่นาน เส้นทางดินก็เริ่มตัดเข้าสู่เขตทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลสีทองอร่ามอันเป็เอกลักษณ์ดั้งเดิม สายลมเอื่อยพัดผ่านกังหันลมสถาปัตยกรรมหินขนาดั์นับร้อยต้นที่ตั้งเรียงรายกระจัดกระจายอยู่ทั่วเส้นขอบฟ้า ใบพัดไม้ขนาดั์หมุนวนอย่างสง่างามและเชื่องช้าล้อไปกับกระแสมานาในอากาศ
เอลิชี้มือไปยังเส้นขอบฟ้าอันงดงามนั้น “นั่นคือสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจของอาณาจักรซันเดย์ล่าร์ของเราค่ะ คุณเรน”
เรนทอดสายตามองตามทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาดสีน้ำมัน “อืม…สวยงามและดูเงียบสงบดีจริง ๆ นั่นแหละนะ ต่างจากสถานที่ที่ฉันเคยมาลิบลับ”
“ใช่ไหมล่ะคะ!” น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในมาตุภูมิบ้านเกิดตัวเอง “อาณาจักรของเราถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนแห่งสายลม ศิลปะ และเสรีภาพ กฎหมายของเราให้สิทธิ์ทุกคนในการเลือกเส้นทางชีวิตและตามหาความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ ไม่มีใครต้องถูกกดขี่”
“ฟังดูดีและมีความสุขกว่าโลกเดิมของฉันเยอะเลยแฮะ…” เรนพึมพำออกมาโดยไม่ทันระวังปาก
“โลกเดิม?” เอลิสะดุดคำพูดนั้นทันที เธอหยุดเดินและหันกลับมาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา “คุณเรนหมายความว่ายังไงเหรอคะ…โลกเดิม?”
เรนชะงักกึกในพริบตา สมองรีบหาทางเอาตัวรอดจากการหลุดปาก “เอ่อ…! ฉันหมายถึง… ดินแดนบ้านเกิดอันห่างไกลของฉันน่ะ! ใช่! ดินแดนบ้านของฉันมันเต็มไปด้วยฝุ่นควัน แสงสี เรือเหาะเหล็กบินได้ (เครื่องบิน) และตึกเหล็กกล้า ไม่ได้มีสายลมและทุ่งหญ้าที่สวยงามแบบนี้หรอก”
“อ้อ…อย่างนั้นหรอกเหรอคะ” เอลิพยักหน้ารับคำทว่าดวงตาสีฟ้าคู่งามของเธอยังคงฉายแววเคลือบแคลงสงสัยอยู่ลึก ๆ แต่เธอเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อให้ชายหนุ่มต้องลำบากใจ
่เย็นย่ำของวันเดียวกัน แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเปลี่ยนผืนนภากาศให้กลายเป็สีส้มอมม่วงหม่น แสงสว่างเริ่มน้อยลงทุกที ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเลียบผ่านแนวชายป่าทึบของ ป่าเวเรนท์ ซึ่งขึ้นชื่อเื่ความหนาแน่นของมานาธรรมชาติ
จู่ ๆ โจนาธาน เรน ก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ร่างกายของเขาตั้งตรงและนิ่งสนิทดุจรูปสลัก
“เป็อะไรไปเหรอคะคุณเรน? ทำไมจู่ๆถึงหยุดเดินล่ะ” เอลิที่เดินตามมาเกือบชนแผ่นหลังถามด้วยความฉงน
เรนไม่ได้ตอบ แต่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาหรี่ลงจนแทบเป็เส้นตรง ในวินาทีนั้นเอง ระบบััออโรเลี่ยนชั้นสูงภายในตัวของเขาเริ่มทำงานเต็มกำลัง
[ออโร เซ้นส์]
กระแสคลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นแผ่ขยายซึมซับเข้าไปในเนื้อไม้และผืนดินรอบด้าน ประสาทััของเขาตรวจจับแรงสั่นะเือันโกลาหลได้อย่างแม่นยำ มันคือเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่กำลังเหยียบย่ำใบไม้แห้งหนีตาย และมีเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
“มีคน…กำลังมุ่งหน้ามาทางเรา” เรนเอ่ยเสียงเรียบต่ำ
“หน่วยลาดตระเวนหรือชาวบ้านคะ? มีกี่คน?” เอลิเริ่มกระชับไม้เท้าเวทมนตร์ในมือแน่น
เรนส่ายหน้าช้าๆ ั์ตาแปรเปลี่ยนเป็ความจริงจัง “ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ แต่พวกนั้นจำนวน…ประมาณสิบกว่าคนได้ และที่สำคัญที่สุด…พวกนั้นไม่ได้กำลังเดินป่า แต่กำลังวิ่งหนีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวมาก ๆ อยู่ข้างหลัง!”
ทันใดนั้นเอง ราวกับเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานอันแม่นยำของเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของมนุษย์ก็ดังะเิแทรกความเงียบงันออกมาจากส่วนลึกของราวป่าทึบเบื้องหน้า
“ช่วยด้วย—!!! ใครก็ได้ช่วยพวกเราที!!! อสูรมัน…อ๊ากกกก!!!”
ตู้มมมมมมมมมม—!!!
ตามมาด้วยเสียงะเิทำลายล้างอันรุนแรงจนต้นไม้หักโค่นเป็ทางยาว คลื่นพลังงานมานามืดสีม่วงเข้มะเิทะลักพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามโพล้เพล ส่งผลให้ฝูงนกป่านับร้อยนับพันตัวบินแตกตื่นหนีตายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างอลหม่าน
เรนและเอลิหันมามองสบตากันในพริบตา โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกมาเป็สัญญาณ สัญชาตญาณและการตัดสินใจของทั้งคู่ก็ตรงกันโดยสมบูรณ์
ภารกิจสืบสวนภาคสนามครั้งแรกของพวกเขา…ดูเหมือนจะไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านเป้าหมายเสียแล้ว แต่ขวากหนามแห่งโชคชะตาและเงื่อนงำของผลึกมานามืด กำลังเฝ้ารอขย้ำพวกเขาอยู่ภายในส่วนลึกของป่าเวเรนท์อันมืดมิดแห่งนี้ ณ วินาทีนี้เอง!