บทที่ 11
แขกสูงศักดิ์
ผ้าม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นคนที่อยู่ด้านใน ถ้าเกิดว่าเป็คนธรรมดาคงจะมองเห็นไม่ชัด แต่จางหยุนยามนี้เป็ผู้บำเพ็ญแล้ว เพราะแบบนั้นเขาจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้านในรถม้ามีคนนั่งอยู่สองคนทั้งเป็ยังเป็บุรุษทั้งคู่ คนที่นั่งอยู่ใกล้หน้าต่างที่เปิดออก ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ภายนอกเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ สวมใส่อาภรณ์สีดำ
ส่วนคนอีกผู้นึงมองเห็นได้ชัดเจนว่า เป็บุรุษหนุ่มที่อายุไม่เกินยี่สิบ ใบหน้าหล่อเหลาท่วงท่าสูงส่งราวเทพเซียน สวมใส่อาภรณ์สีแดงบนอาภรณ์มีลวดลายกิเลนปักเอาไว้ ชายหนุ่มผู้นั้นไม่แม้แต่จะหันมามองแสดงท่าทางเ็าราวไม่เห็นจางหยุนอยู่ในสายตา
จางหยุนประสานสายตากับชายฉกรรจ์ชุดดำ อีกฝ่ายหยีตามุมปากเผยรอยยิ้มขึ้น ก่อนจะค่อยๆปิดบนม่านรถม้าลง
แล้วรถม้าก็วิ่งผ่านโรงน้ำชาไป ทุกอย่างเหมือนยาวนาน แต่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจด้วยซ้ำ
จางหยุนยังคงมองรถม้าที่วิ่งห่างออกไปอย่างไม่ละสายตา เขาััได้ว่าคนพวกนั้นเป็ผู้บำเพ็ญ ในทางกลับกันคนพวกนั้นก็ย่อมััได้ว่าเขาเป็ผู้บำเพ็ญ
จางหยุนััได้ถึงแรงกดดัน เป็แรงกดดันของผู้ที่มีพลังเหนือกว่าตนเอง ชายฉกรรจ์ชุดดำผู้นั้นพลังปราณิญญาหนาแน่นมาก เหมือนจะอยู่ระดับผลึกตันเถียนขั้นกลาง แถมยังเป็ขั้นกลางที่กลางเข้าสู่ขั้นปลาย
ส่วนชายหนุ่มที่มีท่าทางสูงส่งผู้นั้น อีกฝ่ายมีพลังไม่เทียบเท่ากับชายชุดดำ ยังอยู่แค่ผนึกตันเถียนขั้นต้น แต่เห็นได้ชัดว่าฐานะของอีกฝ่ายสูงส่งกว่าชายชุดดำ
จางหยุนมองรถม้าที่ค่อยๆหายไปจากสายตา สุดท้ายเขาก็ดึงสายตาของตนเองกลับมา แล้วก็เดินทางกลับไปที่พักของตนเอง
ในขณะเดียวกันภายในรถม้าที่เคลื่อนที่ผ่านมาโรงน้ำชามาแล้ว
ภายในรถม้าเต็มไปด้วยความเงียบ ก่อนที่ชายชุดดำจะเอ่ยขึ้นมา “ไม่คิดว่าจะมีผู้บำเพ็ญในเมืองเป่ยอันด้วย”
“น่าจะเพิ่งมาอาศัยได้ไม่นาน”
ชายหนุ่มชุดแดงใบหน้าเรียบเฉยเ็า “ก็แค่ผนึกตันเถียนขั้นสอง”
ชายชุดดำยิ้มๆก่อนจะพูดขึ้น “องค์ชายใหญ่ท่านก็ผนึกตันเถียนขั้นสามเองมิใช่หรือ”
ชายชุดแดงหัวเราะเย็น “ข้าอายุเท่าใดกัน? ปีนี้ยังไม่ยี่สิบ แต่คนผู้นั้นมองจากภายนอกก็เกือบห้าสิบได้แล้วกระมัง”
“อายุเกือบห้าสิบ บำเพ็ญได้เพียงแค่ผนึกตันเถียนขั้นสอง” น้ำเสียงของชายชุดแดง ไม่ปกปิดความเย้ยหยันเลยแม้แต่น้อย
ชายชุดดำไม่ได้แย้ง ราวกับว่าเห็นด้วยเกี่ยวกับเื่นี้
ชายชุดแดงอยู่ๆก็แสดงใบหน้าเ็า ดวงตาแหลมคมก่อนจะเอ่ยขึ้น “แต่พูดไปแล้ว ในเมื่อเป็ผู้บำเพ็ญก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับแผนการของท่านอาจารย์ได้”
ชายชุดดำส่ายหน้า “ไม่มีทางท่านราชครูอยู่ระดับใด เพียงแค่ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น จะมองแผนการของท่านราชครูได้อย่างไร”
ชายชุดแดงยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็น “แต่พวกเราเองก็ควรจะกำจัดความเสี่ยงทั้งหมด ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอันใด รอเวลาที่แผนการเริ่มขึ้นเ้าไปจัดการเ้านั้นเสีย”
“เข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ” ชายชุดดำขานรับ
…
จางหยุนเดินทางกลับมาถึงเรือนพักของตนเอง เขาเลือกพักผ่อนในทันที หลังจากที่พักผ่อนแล้วเขาก็ลุกขึ้นมาใน่ใกล้ตอนเย็น
จากนั้นก็เดินออกไปนอกที่พัก เขาไปยืนดักรอใน่เวลาที่หวังซุนใกล้กลับบ้าน ยืนรออยู่ไม่นานหวังซุนเองก็เดินทางกลับมา
“พี่จาง! รอข้าอยู่งั้นรึ?” หวังซุนเอ่ยด้วยใบหน้าประหลาดใจ
จางหยุนพยักหน้า “ข้ามีเื่อยากจะถามเ้าสักหน่อย”
“เื่อันใดงั้นหรือ?”
จางหยุนมองไปรอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครใกล้ๆ จากนั้นเดินเข้ามาใกล้ๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ “วันนี้ตอนเช้าข้า อยู่ที่โรงน้ำชาพบเจอกับขบวนรถม้าที่เดินทางเข้ามาภายในเมือง ข้าอยากจะถามว่าเ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดที่เดินทางเข้ามาในเมือง”
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ หวังซุนก็แสดงใบหน้าลำบากใจในทันที
จางหยุนเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “มีอันใด อย่าบอกนะว่าพวกเ้าไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ใดเดินทางเข้ามาภายในเมือง”
หวังซุนพยักหน้า “ตัวตนของท่านผู้นั้นค่อนข้างที่จะพิเศษ เพราะแบบนั้นท่านเ้าเมืองเลยสั่งมือปราบทุกคนแล้วคนที่รู้เื่นี้ทั้งหมดห้ามบอกเกี่ยวกับตัวตนของท่านผู้นั้น”
จางหยุนเห็นท่าทางที่ลำบากใจของหวังซุนเขาก็ยิ้ม “บอกไม่ได้ไม่เป็อันใดตัวของข้าเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น”
จางหยุนยกมือตบไหล่หวังซุน จากนั้นทั้งสองเองก็พูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับไปที่บ้านของตนเอง
จางหยุนกลับเข้ามาภายในบ้านใบหน้าของเขา เต็มไปด้วยความครุ่นคิด จางหยุนไม่ใช่คนโง่คนที่สามารถให้เ้าเมืองแล้วก็มือปราบไม่พูดถึงตัวตนได้ แค่มองก็รู้ว่าน่าจะเป็พวกขุนนางภายในราชสำนักที่มีฐานะใหญ่โตไม่ก็คนของราชวงศ์
จางหยุนมองเห็นบุรุษหนุ่มชุดแดงพวกนั้นที่มีฐานะสูงสุด อีกฝ่ายมีอายุไม่มากไม่มีทางที่จะเป็ขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โต
เพราะแบบนั้นคำตอบก็เหลือเพียงแค่อย่างเดียว นั่นก็คือเป็คนของราชวงศ์ เผลอๆแล้วบุรุษหนุ่มผู้นั้นอาจจะเป็องค์ชาย
จางหยุนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่องค์ชายเป็ผู้บำเพ็ญเพียร การที่องค์ชายผู้หนึ่งเป็ผู้บำเพ็ญเพียรแบบนี้ก็แสดงว่าคนในราชวงศ์ส่วนใหญ่ หรือไม่ก็พวกคนที่เกี่ยวข้องก็น่าจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน
เื่นี้คนส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้ จางหยุนรู้สึกว่าเื่นี้มันมีบางอย่างที่แปลก
สถานการณ์ภายในเมืองแห่งนี้มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงของผู้คนภายในเมือง อย่างเช่นร่างกายที่ดูอิดโรย แถมยังเหมือนว่าไม่มีเรี่ยวมีแรง ก่อนหน้านี้จางหยุนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็ฝีมือของผู้ฝึกตน แต่ว่าเขาไม่สามารถััได้ถึงผู้บำเพ็ญเพียงใกล้ๆ
แต่ว่าในตอนนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรปรากฏตัวออกมาแล้ว แถมยังเป็คนของราชวงศ์ จางหยุนคิดว่าเื่นี้ถ้าเกิดว่าจะพูดว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลย เขาไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นบางทีการปรากฏตัวของคนทั้งสอง อาจจะทำให้เมืองเป่ยอันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
จางหยุนหลับตาครุ่นคิดสักพัก ก่อนที่จะถอนหายใจออกมา เขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้
คนพวกนั้นเขาไม่รู้ว่าพวกมันมีจุดประสงค์หรือว่าคิดจะลงมือทำอะไร ความรู้เกี่ยวกับเื่การบำเพ็ญเพียรของเขาน้อยเกินไป ทำให้แม้แต่จะคาดเดาเขาเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า คนพวกนั้นจะทำอะไรกับคนภายในเมือง
จางหยุนไม่ใช่คนในโลกใบนี้ แถมยังไม่รู้เกี่ยวกับเื่เส้นทางการบำเพ็ญมาก่อน ไม่สามารถคาดเดาพลังของพวกเขาได้
ในตอนนี้จึงรู้สึกว่าตนเอง รับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เหมือนกับว่าเขามีความรู้น้อยกว่าอีกฝ่ายโดนปิดหูปิดตาไปซะหมด จางหยุนไม่ค่อยชอบความรู้สึกนี้
จนสุดท้ายแล้วเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ คงได้แต่ต้องรอดูว่าคนพวกนั้นจะลงมืออันใด แล้วก็ค่อยๆรับมือไปตามสถานการณ์
จางหยุนเตรียมตัวเล็กน้อย หลังจากนั้นก็เดินทางออกไปจากเมือง ไปฝึกฝนภายในสุสานนอกเมืองเหมือนเดิม
ในตอนนี้แม้ว่าจะมีเื่นี้เกิดขึ้น แต่เขาไม่คิดจะหยุดการฝึกฝนของตนเอง เพราะยิ่งเขามีพลังมากเท่าไหร่ เขาเองก็จะยิ่งมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากเท่านั้น