"ฮื่อออ...ฮื่อออ…."
เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังก้องเป็พักๆ ภายในห้องที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน ปรกอกับความร้อนและเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาบนฝ่ามือเล็ก ทำให้คิ้วของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงขมวดเข้าหากัน ก่อนจะเปิดเปลือกตาอันแสนพร่ามัวของตนขึ้นช้าๆ
แปล๊บ!
ความเ็ปจี๊ดๆ ที่แล่นผ่านเข้ามารอบๆ ข้อมือ ข้อเท้าราวกับโดนไฟช็อตจนหญิงสาวเริ่มทำหน้าหยู่หยี ก่อนจะเหลือบไปมองเพดานไม้ที่มีการตกแต่งที่แสนแปลกตา
'ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลหรอกหรอ จำได้ว่าเธอถูกรถชนจนกระเด็นตกน้ำ แล้วทำไมกลับไม่รู้สึกเจ็บตรงที่ถูกชนเลยล่ะ'
สายตาที่อ่อนหล้าบ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยเริ่มสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวแล้วมาหยุดสายตาอยู่ตรงเด็กสาวมัดผมซาลาเปาคู่ที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ข้างเตียงของตนไม่หยุดั้แ่ฟื้นขึ้นมา เด็กสาวยังคงกุมฝ่ามือพลางเอาแก้มมาถูบนมือเธออย่างแ่เบาไม่หยุด การกระทำของคนตัวถูกเธอจับจ้องอยู่ครู่นึง
'เด็กคนนี้เป็ใครกัน?'
รติชาคิดในใจก่อนจะค่อยๆ ดันตัวเองลุกขึ้น
"ฮึก คะ...คุณหนู!!!"
การขยับตัวของเธอนั้นส่งให้อีกฝ่ายถึงกับดวงตาเบิกโพลงแล้วร้องออกมาราวกับเห็นผี
"เอ่อ.."
ยังไม่ทันที่ผู้อยู่บนเตียงจะได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา คนตัวเล็กที่ตอนแรกนั่งอยู่ข้างเตียง บัดนี้ได้ปล่อยมือเธอให้เป็อิสระ แล้วนั่งคุกเข่าเอาหน้าผากก้มแตะที่พื้นจนเกิดเสียง
"คุณหนูเ้าคะ อึก อย่ามาหลอกมาหลอนบ่าวเลยนะเ้าคะ ถ้าจะรับไปอยู่ด้วยขอบ่าวได้ทำใจสักประเดี๋ยวเถิดนะเ้าคะ โฮฮ.."
"..."
'คุณนงคุณหนูบ้าบออะไรกัน นี่เด็กคนนี้เห็นเธอเป็ผีรึ'
รติชาไม่ตอบอะไรทำได้เพียงมองร่างเล็กที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาตัวสั่นระริกราวกับกระต่ายน้อยขี้ใก็ไม่ปาน อย่างเหนื่อยใจ อยากจะถามสักสองสามประโยค แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายคงจะตอบไม่ได้แน่ๆ เพราะเอาแต่ก้มหน้า
เธอสำรวจเครื่องแต่งกายของคนตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมไปถึงสำรวจชุดของตนด้วยเช่นกัน
นี่เธอกำลังอยู่ในกองถ่ายซีรี่ย์จีนย้อนยุคหรอ โห่ยลงทุนจริงๆ ทั้งชุดทั้งสถานที่และคนรับใช้อีก แล้วนี่เธอฟังภาษาของพวกเขาออกได้ยังไง
หญิงสาวพยายามประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนอย่างเคร่งเครียด หรือนี่จะเป็เพียงความฝันจริงๆ แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ตามร่างกายล่ะ!?
รติชาเริ่มสติไม่อยู่กับร่องกับรอย สงสัยว่าเธออยู่ที่ไหน ใครพาเธอมาที่นี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอจะถามเื่นี้กับใครแล้วใครจะบอกเธอได้
บ้าน!
ใช่! เธอต้องรีบกลับบ้าน ทุกคนรอเธออยู่"
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวไม่รอช้ารีบถลาลงจากเตียงวิ่งเท้าเปล่าตรงไปยังประตูที่อยู่ตรงหน้าทันที
ปังง!!
"คะ...คุณหนู! ไม่ได้นะเ้าคะ!"
เมื่อเห็นผู้เป็นายวิ่งออกไปข้างนอก นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่านางไม่ใช่ผี แต่เหตุใดคุณหนูจึงวิ่งออกไปแบบนั้นกัน ด้วยความเป็ห่วงผู้เป็นาย ซูมี่จึงรีบตามนางไปทันที
รติชาวิ่งออกมาพร้อมกับมองดูบริเวณรอบๆ ในสภาพที่ตื่นตระหนก เธอไม่เคยรู้จักสถานที่แห่งนี้มาก่อน
เธอวิ่งมาหยุดพักตรงที่ศาลาใกล้บึงน้ำเพราะไม่รู้จะไปที่ไหนต่อดี มองไปทางไหนก็มีแต่บ้านเรือนโบราณรูปทรงแปลกๆ
มีสิ่งเดียวที่ยังคาใจตนอยู่ในตอนนี้ นั่นคือเธอตายรึยัง หรือที่นี่จะเป็โลกหลังความตาย
พอตั้งคำถามกับตัวเองความเจ็บแน่นตรงหน้าอกก็ปะทุขึ้น ขอบตาของเธอร้อนผ่าวหยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบแก้มทะสองของหญิงอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้
ไม่!
ไม่จริง!
เธอยังไม่ตาย แล้วครอบครัวเธอล่ะ พวกเขาจะเป็ยังไงบ้าง เธอสัญญาแล้วว่าจะไปหาพวกเขา..สัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ
หมับ!
"อาเฟย อาห่าวมาหาลูกแน่ะ"
ฮึกก ฮึกก
รติชาที่กำลังเศร้ากับสิ่งที่เธอได้สูญเสียไปอยู่นั้น ก็มีมือหนาของใครบางคนมาััที่ไหล่ เธอสะดุ้งโหยงจนสติหลุดรีบสะบัดไหล่ให้เป็อิสระออกจากการเกาะกุมอีกฝ่ายทันที แล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าทั้งสองที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังตนั้แ่เมื่อใด แล้วสายตาก็หันไปเห็นร่างสูงอีกคนนึงกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เย็นะเืจนเธอชาไปทั้งตัว
'น่ากลัว'
รติชาคิดในใจ
"อาเฟย!!! ลูกเป็อันใดใยจึงร้องไห้เยี่ยงนั้น ผู้ใดมันทำเ้ากัน!"
ใบหน้ากังวลของหลินชุนผู้เป็บิดาจ้องมองบุตรสาวที่ยืนโงนเงนร้องไห้ ยิ่งเขาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้มากเพียงใด อีกฝ่ายกลับยิ่งถอยห่างจากตนด้วยอาการหวาดผวา
หลินชุนััได้ว่าสายตาที่นางมองมายังเขานั้น มันมีเพียงความหวาดกลัวราวกับตนเป็คนแปลกหน้า
"ไม่ใช่ ท่านไม่ใช่พ่อข้า...ไม่ใช่.."
หลินชุนใจกระตุกวาบกับวาจาที่เอ่ยออกจากปากบุตรอันเป็ที่รัก
รติชาชะงักกับน้ำเสียงหวานที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างไม่คุ้นหู
นี่ไม่ใช่เสียงของเธอ! แล้วทำไมประโยคเ่าั้ที่เธอพูดออกมามันกลับไม่ใช่ภาษาถิ่นของเธอแม้แต่น้อย แล้วชายที่แอบอ้างว่าเป็บิดาของเธอนี่คือใครกัน
แม้นสับสนแต่ตอนนี้ตัวเธอไม่อยากรับรู้อีกแล้ว น้ำตาเธอยังคงไหลรินเรื่อยๆ ราวกับสายน้ำราวกับคนเสียสติ
โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำต่างๆ ของตนได้ถูกเยี่ยซีห่าวจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
เขาพยายามอ่านความคิดของสตรีตรงหน้า เพราะไม่รู้ว่านางคิดจะกำลังเล่นลูกไม้และวางแผนทำอะไรอีกถึงขั้นปฏิเสธผู้เป็บิดา
ชายหนุ่มแค่เพียงมองดูงิ้วตรงหน้าอย่างเบื่อหน่าย แต่ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อตนเผลอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางกลับฉายแววแสดงให้เห็นเพียงความว่างเปล่าและสิ้นหวังเท่านั้นราวกับสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่หลินเฟยเซี่ยนที่เขารู้จัก
"คุณหนูเ้าค่ะใยวิ่งออกมาในสภาพเยี่ยงนี้เล่าเ้าค่ะ บ่าวใแทบแย่"
เด็กสาววิ่งมาประชิดตัวอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ร้อนรน จนไม่ได้มองบุรุษทั้งสองที่อยู่ในศาลา แต่รติชาไวกว่ารีบสะบัดมือเด็กสาวออกไปทันที แล้วเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
"อย่ามาใกล้ข้า พวกเ้าเป็เป็ผู้ใดกันแล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร โอ๊ย!!!!"
ยังไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบ ก็เกิดเสียงวิ้งๆดังข้างในหัวของหญิงสาว จนเธอต้องยกมือขึ้นมากุมหัวอย่างทรมาน
"ปวด...ปวดหัวยิ่งนัก!!!"
ทันใดนั้นสายตาคมของหลินชุนได้จับจ้องรอยแดงเถือกที่อยู่รอบข้อมือทั้งสองของบุตรสาวถึงกับใจหล่นวูบ ในระหว่างที่เขาไม่อยู่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ เขารับรู้ได้ว่าสาวใช้ข้างกายนางกำลังบิดบังบางอย่างอยู่เป็แน่
รติชาค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากกลุ่มคนแปลกหน้าออกมาเรื่อยโดยหารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่ก้าวเธอก็จะตกลงไปในบึงบัวแล้ว
เพราะอาการปวดราวกับสมองจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอส่งผลให้สติรติชาดับวูบลง
"อาเฟย!!"
"คุณหนู!!!"
"..."
พรึ่บ!
เพราะความว่องไวของเยี่ยซีห่าวโผลเข้าไปประคองตัวนางไว้ทันถ่วงทีอย่างลืมตัว มิเช่นนั้นนางคงต้องตกน้ำเป็แน่ แม้จะอยากดูงิ้วอยูู่เฉยๆ เขาคิดว่านางแสร้งเป็ลมแต่พอเข้ามาตรวจสอบกลับพบเสียงเสียงลมหายใจที่อิดโรยและดวงหน้าที่ขาวซีดราวกับคนตาย นี่นางมิได้แกล้งหรอกรึ
ทั้งสามพาหลินเฟยเซียนเข้ามาพักผ่อนในเรือน หลินชุนก็ไม่รอช้ารีบออกคำสั่งตามหมอหลวงมาดูอาการบุตรสาวทันที
ตึง!
เสียงตบโต๊ะดังสนั่น จนพวกบ่าวที่อยู่บริเวณรอบๆ นั้นต่างพากันก้มหน้าตัวเกร็ง เมื่อเห็นบุตรสาวอันเป็ที่รักอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถึงตนจะเป็ถึงกุนซือที่มีความสุขุมนั้นก็ไม่อาจข่มอารมณ์ความโกรธที่พุ่งพล่านอยู่ในใจได้อีกต่อไป แล้วตะหวาดเสียงกังวานไปทั่วห้องใส่ซูมี่อย่างเหลืออด
"เหตุใดลูกข้าเป็เยี่ยงนี้!"
"คะ...คือ.."
"ถ้าเ้าตอบมิได้ข้าจะสั่งโบยา!"
"บ่าว...บ่าวมิกล้าเ้าค่ะ"
"ถ้าลูกข้าเป็อันใดเ้าจงทดแทนด้วยชีวิตของเ้าเสีย!"
"ฮึก คะ...คุณหนูต้องมิเป็อันใด! ฮึก ซูมี่...บอกนายท่านแล้วเ้าค่ะ"
สาวรับใช้รีบก้มหัวโขกพื้นให้ผู้เป็นายด้วยร่างกายที่สั่นเทานางกลัวจนเกือบจะกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาไม่อยู่ เพราะได้รับปากผู้มีพระคุณของเธอไว้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็ความลับตลอดกาล สาวใช้อย่างนางหาได้ห่วงชีวิตไม่ แต่ถ้าคุณหนูที่หมดลมหายใจไปนั้นไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีกหน นางไม่อาจทนเห็นสิ่งนั้นอีกได้
'ซูมี่ขอโทษด้วยนะเ้าคะคุณหนู'
................................................
*ยามเซิน (15.00-16.59)