ใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที แต่ก็มีเื่กระทบก่อให้กองคาราวานหวาดระแวง
“อดสาเอาเด้อ บักลายสือ”
คำพูดขจรพลขับเกวียนคนเดิม คอยเติมให้พลังใจ
“ถอยบ่ได่ดอกน้า เอางัวเพิ่นมาแล้ว”
อีกเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงทิ้งงานไม่ได้ ลายสือยึดถือสัญญา
“มึงยังดี ของกูเป็หนี้อยู่ตั้งหลาย”
ขจรสารภาพหยิบยืมเงินมารักษาพ่อ ซึ่งป่วยหนัก
จำต้องพึ่งพายาหม้อ ทั้งพ่อมดหมอผียังทรุดไม่หาย
ต่างพันธะผูกให้ร่วมฝ่าฟัน ในการเดินทางแต่ละครั้ง
หนนี้มีเบื่อหน่ายสำหรับขจร เริ่มรับไม่ได้กับการตายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชั่งใจด้วยความจำเป็ทำไม่รู้ไม่ชี้ อันภาระหนี้สินที่ติดนายอนันต์มากโข
คิดแล้วอึดอัด แค่ลำพังเอาตัวรอดทำตามคำสั่งพอให้ผ่านไปวัน ๆ
ทั้งบักแปเผลอปากเล่าถึงประการติดสอยห้อยตาม
เนื่องสัญญาผูกเสี่ยวกันแล้ว ไปไหนต้องไปด้วยกัน
นึกเอ็นดูที่พวกมันไม่ทิ้งกัน สายสัมพันธ์ระหว่างสหายเพื่อนตาย
ย้อนแย้งในใจ เพียงภาวนาหวังให้ผ่านพ้น
สามารถยืนทระนงสู้ภัย ไปด้วยกันตลอดรอดฝั่ง
“คาเจ่าว่า มีผู้เอาชีวิตมาถิ่มไว้หลายแล้วแม่นบ่ น้า”
พูดคุยวกเข้าเื่เดิม ลายสือลองสืบจากบุคคลใกล้ตัว
ขณะกลางคืนหยุดขบวนพัก สำรวจดูความเรียบร้อยของลำเกวียนรวมทั้งวงล้อ
มูลอุบัติเหตุเกิดขึ้น อาจมาจากความหละหลวม
ส่วนขจรคิดไม่ถึงเบื้องลึก
“กะมีทุกเที่ยวนั่นหละ คั่นบ่ฮู้จักแวดวัง”
ทันใดเงาตะคุ่มเดินมาจนได้ร้องถาม
“แม่นไผ?”
สัญชาตญาณ ขจรหูตาไวทักไปจุดเคลื่อนไหว
“กูเอง”
บักกึมเอาเสียงนำก่อน รีบบอก
“เห็นบ่เข้าไปกินผาแลง กูเอาปั้นข้าวบายปลาแดกมาให้”
รู้จักกันหลายปี ทั้งบักกึมเป็คนชักชวนให้มาทำงานกับนายอนันต์กุลาค้าเกลือ
พักหลังไม่ค่อยสุงสิง จากบทเรียนบักสานตาย เลยต่างคนต่างอยู่
“่นี่ กูกินข้าวบ่ลง”
เป็จริง ท่าทีขจรเหมือนกังวล
จับใส่มือบักกึมยัดเยียด
“หมกอีเห็น กูได่มาต้อนมึงนำ”
สัตว์ป่าจำพวกเก้งกวาง แต่ตัวเล็กลงมาอีกถูกดักลอบติดบ่วง
ซึ่งวางไว้ตอนกลางคืน บักกึมได้มาแบ่งปันให้
“ป๊าด แนวแซ่บตั๊วหนิ”ทางบักแปน้ำลายสอ
ตอนเย็นมันได้กินแค่หมกหน่อไม้กับย่างอึ่งแห้ง เสบียงพอมี
“มาแมะ เอาไปกินสา”ด้านขจรกวักมือเรียก
จนถูกบักกึมทัก“กูเอามาให้มึง บักจร”
เท้ากำลังย่างค้างไว้“ข่อยอิ่มแล้ว น้า”บักแปหันหลังเดินกลับ
ฝ่ายลายสือจึงเอ่ยปาก“ป่ะเฮา ผู้ใหญ่สิคุยกัน”ดุนบักแปก้าวห่าง
“สูอย่าไปไกลเด้อ”
ลางเหมือนสำนึกเจือห่วงใย คำย้ำจากขจรดังตามก่อนถามกับบักกึม
“มีหยัง กะเว้ามาโลด”
แลรอบบริเวณสายตา มองไปอีกฟากเกวียนจอดเป็แถวเรียง
กองไฟถูกจุดก่อยามกลางคืน แสงสว่างช่วยได้มาก
จำพวกสัตว์น้อยใหญ่ไม่กล้าเข้าใกล้ เวรยามต่างเป็หูเป็ตาให้กัน
สำคัญนายอนันต์รู้ถึงขวัญกำลังใจของบรรดาลูกน้อง
จึงประกาศเพิ่มอัตราค่าแรงให้ โดยเอาเบี้ยหวัดชักจูง
นิสัยบักกึมคือเอาพวกพ้อง เห็นใครคิดเอาใจออกห่าง
ต้องนำเื่ถึงหัวหน้า เช่น กรณีบักสาน
ข้อเสียตรงระแวง เกรงมันแพร่งพรายทำความแตก
อาจสร้างหายนะสู่ขบวนการขนส่งเกลือ ในคราวหนต่อไป
วิธีสกัดกั้นคือปิดปากเท่านั้น หากเลิกราผันตัวออกจากบ่วงวงจรนี้
แรกเริ่มไม่มีใครยอมรับได้ จนต้องโน้มน้าวทุกสารพัด
จำนวนรู้ลึกที่มีอยู่สิบคนพลขับ จึงช่วยกันเก็บความลับอันสยดสยอง
อีกสิบคนถูกเป่าหูให้หลงเชื่อ ทุกครั้งการสูญเสียคืออุบัติเหตุ
หรืออิทธิฤทธิ์สิ่งตามองไม่เห็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เชื่อไปอย่างนั้น
นิ่งสักพักบักกึมเอ่ยขึ้น
“มึงกับกู เป็หมู่กันโดนแล้ว”
ย้อนถึงหนหลังเท้าความ รอยยิ้มผุดรำลึก
สำหรับขจรถ้าไม่ได้บักกึมคอยแนะช่องทางหาเงิน บิดามันคงอายุสั้นลง
“คั่นบ่ได่มึง เฒ่าพ่อจักสิเป็จังได๋”
ซึ่งเป็จุดพลิกพันหันเหของชีวิต ขจรให้เปื้อนบาป
จำยอมรับแลกมากับการตอบแทนผู้มีพระคุณ
“ได่ข่าวบ่ ไผเว้าพื้นกู”
เปิดประโยคเข้าประเด็นของบักกึม
การพูดลับหลังในวงแคบมีบ้าง ระหว่างสองคนลักษณะคล้ายมีบางอย่างติดค้างในใจ
ซึ่งนานมาแล้ว บักสานเคยมีเื่ราวกับบักกึม
สมัยแข่งกันจีบอีลุน เนียนละออลูกสาวหมอช้างประทายต่างชิงดีชิงเด่น
ผลมีวิชาอาคมเชื้อสายไทกะโซ่ บักสานผ่านพิจารณา ได้เสียผีกินดองแต่งเป็เขยกวยสุรินทร์
ความบาดหมางพอทางบักกึมพ่ายแพ้ ขั้นเก็บแค้นไว้ในอก เมื่อยามจะเอาคืนได้มันเลยจัดการ
อาศัยสืบรู้ บักสานทำงานให้กับใครคอยตามดู
กระทั่งเข้าถึงแหล่งใน แต่กว่าจะถอดตัวได้ก็ถลำลึก
ถือเป็หนึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของเื่ร้ายเกิดขึ้น
คืนนี้มาเพื่อหยั่งเชิงถามกับบักขจร คนดงแสนตอภูมิลำเนาเดียวกัน
“บ่น๊า! กูบ่ได่ยินไผเว้าหยังเด้หละ”
มือโยนท่อนฟืนเข้ากองเพลิงโหมไฟ ขจรไม่อยากให้มากความชิงตัดทาง
บักกึมพูดไม่จบ“มีคนว่ากู เฮ็ดให้บักสานตาย”
เขี่ยไฟให้ลุกโชน ขจรเองยังไม่อยากจะเชื่อ
“ผู้ได๋ เป็ตะไหมปากมันแท้”
อาการสถบต่อว่าคนพูด ทำนองควรจะถูกสั่งสอนทำให้บักกึมคลายใจ
“สิไผ กะพวกญ่านกูได่ลืนนั่นแหล่ว”
แววหางเสียงส่อเสียด“เห็นหัวหน้า ทรงฮักแพงกูเลยอิจสา”
สิ่งที่บักกึมเล่า ขจรก็พอเห็นตามเพราะมันเอง
อุตส่าห์พามาฝากให้ทำงานร่วมอาชีพกับกุลาอนันต์
พ่อค้าเกลือที่อ้าแขนรับโดยง่ายดาย
“มึงกะอย่าคึดหลาย”
ทำได้คือบอกกัน ขจรเอ่ยถึงตรงนั้น
“กูบ่สะออน ดอก”
พอทดสอบแล้ว ยังมีคนอยู่ฝ่ายตนบักกึมลุกขึ้นยืน
“ขอให้มึงเบิ่งกู เป็หมู่คึเก่า ซัมนั่น”
เลยสวนพูด“มะซ่างว่าแถะ กูบ่แม่นคนลืมคาวเด้อ”
ด้านขจรไม่เคยลืมบุญคุณของบักกึม
“เอ้า ๆ กินข้าว สา”
บังกึมยังย้ำก่อนเดินออกไปทางเดิม ฝั่งเกวียนมันจอด
รอจนพ้นขจรร้องทัก
“ออกมาโลด พวกสูบ่ต้องจอบหลอย”
สีหน้าเจื่อน ๆ ทำเป็บ่นแก้ลำ
“ข่อยกะหมูบดี อยู่เด้หละ”
บักแปมันนึกว่าหาที่หมอบซ่อนดีแล้ว ยังถูกจับได้
ลายสือยกมือพนม“ขมาเด้อน้า กะญ้อนควมอยากฮู้”
“บ่เป็หยัง ระวังบักกึมไว้กะดี”
อีกยังได้รับคำเตือนจากขจร
แยกแยะออกระหว่างส่วนคบหาเป็เพื่อนกัน หากบางอย่างใช่จะไม่รู้ข้างในลึก ๆ
อึดอัดเก็บทุุกข์ใจ ขจรหวาดสักวันกรรมคงตามทันตน
อันไม่แตกต่างเพราะขั้นตอนขนเกลือส่งบังหน้า แท้คือลวงคนมาฆ่าตามบัญชีสั่ง
ทั้งที่รู้แล้วยังขืนทำต่อ ช่างอัปยศในพฤติกรรม
กัดกร่อนจำนน ล้วนเพื่อบุพการีผู้บังเกิดเกล้า
พลางเปิดห่อหมกส่งต่อบักแป
“กูกินบ่ลง”
ั้แ่บักสานคอหักตาย ภาพสยดสยองยังติดตาขจร
ยิ้มกว้างลงนั่งทะมัดทะแมง
“จังเป็ลาภปาก ข้าน้อย”
กำลังหาที่นอน ลายสือเลยถูกเรียกร่วมวงกินข้าวอีกรอบ
“มาแมะ กูกินผู้เดียวบ่เหมิดดอก”
การกระทำของบักแป พลอยให้ขจรทบทวน
ถึงอย่างไรจะชั่วจะดี บักกึมก็คือเพื่อนตน
...ทางเวียงวังฝั่งหรดี กลางดึกดื่นเกิดเหตุกะทันหัน
รับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้ายัง*ปราสาทพนมวัน
“เดชะละเวิกย้อน ยามฟ้าผ่าหัวปลาหมอพ่ะย่ะค่ะ”
ขีดเขียนกระดานอ่านทำนาย มังคลาร่ายรายงานเบื้องพักตร์
อารัมบทยกอ้างเข้าสู่ฤดูฝนน้ำหลาก เขื่อนกั้นแนวคันดินรอบกำแพงเมืองพัง
จึงเกิดเื่วุ่นวาย มวลน้ำทะลักซึมแทรกตรงคูหาบรรทมพื้นเฉอะแฉะชุ่ม
“คิดออกซอกเห็นเป็จังได๋ กูสิย้ายที่”
องค์เลอสรวงหงุดหงิดถามความคิดเห็น
“พ่อหลวง อย่าลำพา”
อวยคำไม่ต้องคิดใส่ใจกับการนี้ ปุโรหิตอัญเชิญ
“บุริมมีสาน*ปราสาทหินพิมายคอยถ่า ทรงเสด็จประทับ”
ด้านองค์เลอสรวงกล่าวประสงค์
“กูอยากซองเบิ่ง*โนนกู่”
ตรัสถึงปราสาทโนนกู่ สถานรังรักซึ่งสร้างแก่อดีตเทวีคาระปง
กดแท่งดินสอแทบหัก มังคลาพราหมณ์คัดค้าน
“โองการว่าม่อง*ส่ำ เก่ามักสิบ่ดี ขอพ่อหลวงอย่าข้องแวะเลย”
ผ่านมาสิบห้าปียากข่มตัดใจ แม้จะลงอาญาตกตายตามกันแม่ลูกในท้อง
ท้ายในพระทัยอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน จำเป็ต้องได้เลือกสักข้อ
“ให้กูพอได่แล ถ่อนั่น”
ต่อรองเนื่องสุดจะทนไหว ่ถวิลโหยหาอารมณ์พาไป
เห็นท่าเยื้อขัดไม่ได้เลยปล่อยบ้าง
“ทรงแล้วแต่ปรารถนา เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ก้มบังคมถอยออกมาพร้อมทั้งนึกอาฆาต
“ถ่าบ่นาน มึงบ่อยู่ค้ำฟ้าดอกเลอสรวง”
ชนวนแห่งความเหิมเกริมมาจากคัมภีร์ปริศนา ซึ่งลอบศึกษา
ที่ได้มาด้วยความบังเอิญ ขณะเดินผ่านต้นโพธิ์
พบฤาษีกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรเข้าตบะ ด้วยท่าทางสงบ
ตนก็นักบวชเช่นกัน เลยก้มสักการะอย่างเงียบ ๆ ไม่รบกวนสมาธิ
่เงยหน้า มังคลาผงะมองไม่เห็นพรตคนนั้นแล้ว
ทิ้งหนังสือเล่มเก่าหุ้มหนังอย่างดี เหลือไว้ให้หยิบติดมือมา
ทั้งที่พื้นเพบรรพบุรุษตกทอด รักษาคุณความดีมายาวนาน
เมื่อกฤษณะพราหมณ์ผู้บิดาสิ้น มังคลาพราหมณ์ขึ้นตำแหน่งปุโรหิตรับ่
ไม่พอเพียงยังกระหาย จึงทำทุกทางเพื่อให้ได้บัลลังก์
อำนาจศาสตร์มนต์ดำ ส่งผลดลจิตกระแสอำมหิต
ขนาดไม่เกรงขามแถนพรหมหน้าไหน ถ้าตนเป็ใหญ่.
*ส่ำ ภาษาสำเนียงโคราชหมายถึงการร่วมประเวณี
แหล่งโบราณสถานสำคัญ ถูกนำมาประกอบผูกร้อยเรียงเข้ากับเื่ราวนิยาย
เพื่ออรรถรสเสริมจินตนาการ ด้านความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้เจตนาบิดเบือนเนื้อหาประวัติศาสตร์แต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
{แหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทของโคราช}
*ปราสาทหินพนมวัน
ตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
เป็โบราณสถานสมัยขอมซึ่งสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16-17
เพื่อเป็เทวสถานต่อมาภายหลังดัดแปลงเป็พุทธสถาน
ตัวปราสาทสร้างเป็ปรางค์มีฉนวน (ทางเดิน) ติดต่อกันเป็รูปสี่เหลี่ยม ขนาดความยาว 25.50 เมตร กว้าง 10.20 เมตร
พระปรางค์มี 3 ซุ้มประตู ลำดับซุ้มประตูด้านทิศเหนือ
ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประธานอภัย 1 องค์ ลักษณะศิลปะแบบอยุธยา
รอบบริเวณปราสาทเป็ลานกว้างมีระเบียงคดก่อด้วยหินกว้าง 54 เมตร ยาว 63.30 เมตร
ประกอบด้วยประตูทางเข้า 4 ทิศ ปราสาทแห่งนี้เป็โบราณสถานที่น่าเยือนเที่ยวชม
*อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
อาณาเขตตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโคราช
โดยสัดส่วนครอบคลุมพื้นที่เมืองโบราณ อันเป็ที่ตั้งของศาสนสถานที่ใหญ่โตและงดงาม
ถือเป็แหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่ง ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์
สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อเติมอีกในสมัยพระเ้าชัยวรมันที่ 7
ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ครั้งนั้นเมืองพิมายเป็เมืองใหญ่ในถิ่นที่ราบสูง
ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้ อันเป็ที่ตั้งของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิขอม
แผนผังของปราสาทแบ่งออกเป็ 3 ส่วน คือลานชั้นใน ซึ่งล้อมรอบด้วยระเบียงคดหรือกำแพง
มีทางเดินกว้าง 2.35 เมตร สามารถทะลุกันได้ตลอดทั้งสี่ด้าน
หลังคามุงด้วยแผ่นหินเอกลักษณ์ปรางค์ประธาน สร้างด้วยหินทรายขาว
ตั้งอยู่กลางลานฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม ความกว้าง 18 เมตร แนวยาวรวมทั้งมุขหน้า 32.50 เมตร
ระเบียบหน้าบันรวมทั้งทับหลังส่วนใหญ่ สลักเป็ภาพเล่าเื่รามายณะ (รามาวตาร)
และกฤษณาวตาร ส่วนหน้าบันสลักเป็ภาพศิวนาฏราช
แผ่นทับหลังของประตูห้องชั้นในองค์ปรางค์
ถูกสลักเป็ภาพทางคติพุทธศาสนานิกายมหายาน
ด้านหน้าปรางค์ประธานเยื้องไปทางซ้ายและขวา มีปรางค์องค์เล็กอีกสองหลัง
องค์ทางซ้ายสร้างด้วยศิลาแลง เรียกว่าปรางค์พรหมทัต
ฐานเป็รูปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้าง 14.50 เมตร ระยะสัดส่วนสูง 11.40 เมตร
ทางด้านขวาสร้างด้วยหินทรายแดง เรียกว่าปรางค์หินแดง
วัดได้ขนาดความกว้าง 11.40 เมตร สูง 15 เมตร
ถัดจากระเบียงคดออกมา เป็ลานชั้นนอกล้อมรอบด้วยกำแพงอีกชั้นหนึ่ง
ประกอบด้วยอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยสองหลัง ตั้งคู่กันอยู่ทางด้านทิศตะวันตก
สระน้ำตั้งอยู่ทั้งสี่มุมทางเข้าด้านหน้ากำแพงชั้นนอก มีสะพานนาคราชทั้งประติมากรรมรูปสิงห์
ถัดจากกำแพงชั้นนอกออกไป ยังมีกำแพงเมืองล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง
ปัจจุบันมีให้เห็นชัดเจนทางด้านทิศใต้ นอกจากนี้ยังพบโบราณสถาน
นอกเขตกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ได้แก่ท่านางสระผม กุฏิฤาษี และอโรคยาศาล
*ปราสาทโนนกู่
รูปทรงปราสาทองค์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในเมืองโคราฆปุระ
ก่อด้วยอิฐปนทรายสร้างเป็ปราสาทหลังเดี่ยว ตั้งบนฐานสูง
ด้านหน้ามีวิหารหันหน้าเข้าหาปราสาทประธาน อันเป็ที่สถิตของพระศิวะมหาเทพ
ตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู ในราวพุทธศตวรรษที่ 16
สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากฐานอาคาร ด้วยเพราะเก่าแก่ตามกาลเวลา
พื้นที่ปราสาทโนนกู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกกกอก หมู่ 7 ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)