06
สังคมที่เคยมองข้าม
มอนเน่ตัดสินใจไม่ไปตลาดในเช้าวันถัดไปเธอได้ยินว่ามีนักข่าวมาทำข่าวเ้าต๊อดที่ตลาดหลายสำนัก กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเองก็มาเป็จำนวนมากและมีบางคนมาด้อม ๆ มอง ๆ เธอที่บ้านด้วย
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากได้แสงแต่ถ้าออกไปตอนนี้จะดูเป็การเสนอตัวมากเกินไป เพราะคนแถวนั้นเขารู้ดีว่าถึงเธอจะให้อาหารเ้าต๊อดในระยะใกล้ได้คนเดียวแต่ก็ไม่ได้ไปหาทุกวันยิ่งติดกับวันจันทร์ที่ต้องไปโรงเรียนแบบนี้ เธอไม่มีทางไปตลาดแน่นอน
เคยได้ยินป้าร้านขายหมูปิ้งบอกว่าที่เ้าต๊อดยอมให้เธอเข้าใกล้ส่วนหนึ่งอาจเป็เพราะรูปลักษณ์ของเธอดูคล้ายกับเ้าของตลาดในสมัยที่ยังแข็งแรงอยู่โดยเฉพาะเส้นผมดำขลับที่ยาวตรงถึงกลางหลัง
“เฮ้อ…อีกสักสองสามวันค่อยแวะไปหาก็แล้วกัน”
มอนเน่นั่งเท้าแขนถอนหายใจกับขอบหน้าต่างรถเมล์เธอพลาดโอกาสหาแสงให้ตัวเองไปอย่างน่าเสียดายแต่แสงที่วิ่งเข้าไปหาอย่างจงใจมักเป็ดาบสองคม ถ้าไม่ชื่นชมจนลอยไปถึงชั้นฟ้า...ก็ถูกลากลงมาให้จมกองโคลน
บวกกับความคิดว่าเธอใช้แต้มบุญไปหมดแล้วกับการเป็ไวรัลการวิ่งไปหาแสงครั้งนี้น่าจะมีเื่แย่ ๆ ตามมามากกว่า
“เฮ้อ…” พอเผลอนึกถึงระบบเพิ่มโชค สามวันที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนยังเป็เพียงฝันที่เธอยังไม่ตื่นจากการหลับใหล
หลังจากกลับมาถึงบ้านเมื่อเย็นวันศุกร์ เธอนอนเหม่ออยู่นานกว่าจะข่มตาหลับได้ลงพอเช้าวันเสาร์เธอก็ตั้งใจจะไปเดินห้างคลายเครียด แต่ดันมีระบบตามกลับบ้านมาด้วย แล้วเช้าวันอาทิตย์ที่ลองทำภารกิจตามที่ระบบบอกเธอก็ดันกลายเป็ไวรัลจากคลิปให้อาหารเ้าต๊อดอยู่หนึ่งคืนเต็ม
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันจันทร์เธอก็พบว่ายอดฟอลโลเวอร์ในโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นมาเกือบสองหมื่นคนจากที่เคยมีอยู่ 50Kก็เพิ่มขึ้นมาเป็ 70K
20 คะแนนยังทำได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเธอมีสัก1,000 คะแนนล่ะ?
ผู้ติดตามไม่เพิ่มเป็ล้านเลยเหรอ!?
[ก็อาจจะเป็ไปได้นะ]
“!!!”
มอนเน่สะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ ๆจินเบก็มากระซิบที่ข้างหู แถมยังเสียมารยาทอ่านใจเธออีกต่างหาก!
[ขอโทษแล้วกันที่เสียมารยาทก็นึกว่ากำลังถามแบบไม่มีเสียงนี่นา] ระบบทำปากจู๋เสสายตาหลบไปทางอื่น
“ถ้าจับตัวนายได้จะยืดให้แก้มย้วยเลย”มอนเน่คาดโทษ
ถึงจะคิดว่ามันเหมือนฝันแต่สุดท้ายก็ยังเป็ความจริง... ความจริงที่ว่าตอนนี้เธอมีระบบติดตามตัวเหมือนตัวละครในนิยายไม่มีผิดต่างกันตรงที่ระบบคนอื่นเขาใจป้ำแจกของเป็ว่าเล่น ส่วนระบบของเธอ...
[อะแฮ่ม ระบบอ่านใจได้นะ]
“รู้แล้วน่า” เด็กสาวบ่นกระปอดกระแปด
[อย่าพูดออกเสียงสิเดี๋ยวก็มีคนได้ยินหรอก] จินเบร้องเตือน
สิ่งที่มอนเน่กังวลคือการที่มีใครสักคนบังเอิญเห็นเธอคุยอยู่คนเดียวถ้าคนคนนั้นมีความเชื่อเื่ไสยศาสตร์ก็คงคิดว่าเธอเลี้ยงผีไว้ใช้งาน แต่ถ้าคนที่ไม่ได้มีความเชื่ออะไร…ก็คงมองว่าเธอเป็บ้า และไม่ว่าจะแบบไหนก็ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีเลย
[ก็หัดคุยกันในใจให้คล่อง ๆ สิจะได้ฝึกแยกประสาทไปในตัว]
“เฮ้อ”กลัวเสียงในหัวจะออกมาสู่โลกภายนอกมากกว่าน่ะสิ
โดยเฉพาะเสียงด่า…
“อรุณสวัสดิ์มอนเน่ ไม่เจอกันนานเลย”
มอนเน่หันไปตามเสียงเรียกขณะเดินลงจากรถเห็นเป็เพื่อนร่วมห้องที่นั่งติดกันโบกมือให้ เธอจึงยกมือทักทายตอบกลับไปทำราวกับว่าเราสองคนสนิทสนมกันมากทั้งที่ความจริงแล้วเธอยังนึกชื่ออีกฝ่ายไม่ออก
การที่ต้องไปเก็บตัวแข่งรายการเป็เวลานาน ทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นแทบเป็ศูนย์มอนเน่จึงไม่เคยสนิทสนมกับใครอย่างแท้จริง สำหรับเธอแล้วเพื่อนร่วมห้องก็เป็เพียงคนรู้จักที่เรียนอยู่ในห้องเดียวกันเท่านั้น
แถมบางทีเธอก็จำไม่ได้ด้วยว่าใครเป็ใคร...ดังนั้นการที่เธอซึ่งไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับใครในห้องเลยถูกเพื่อนร่วมห้องทักทายเธออย่างสนิทสนมแบบนี้ถ้าไม่คิดถึงกันจริงก็คงกำลังคาดหวังอะไรบางอย่างจากเธอ
แน่นอนว่ามอนเน่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายแต่ทุกคนทำให้เธอเห็นและคิดไปในแบบนั้นเองที่ผ่านมาจึงพยายามวางตัวให้เหมาะสม ไม่สุงสิงกับใครเกินจำเป็ หากเห็นว่าจะมีผลกับชื่อเสียงในอนาคตให้หลีกเลี่ยงไว้ก่อน
เธอคิดว่าสิ่งที่ทำมาตลอดนั้นไม่ผิด กระทั่งได้ฟังสิ่งที่พ่อเป็กังวลเด็กสาวจึงคิดจะกลับมาทบทวนสังคมที่เคยมองข้ามไปใหม่อีกครั้ง
“นึกว่าจะได้เพื่อนเป็ไอดอลซะแล้วอีกแค่นิดเดียวเอง” อีกฝ่ายแสดงท่าทางเห็นอกเห็นใจถ้าจำไม่ผิดเพื่อนโต๊ะข้าง ๆ คนนี้น่าจะชื่อญาดา
“ก็เกือบไปแล้วเหมือนกันแต่คงไม่ใช่วันของเราอีกแล้วนั่นแหละ ก็เลยไม่ได้เป็สักที” มอนเน่ยิ้มเจื่อนพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบทางให้ผู้โดยสารคนอื่นลงจากรถขณะพูดคุยกับคู่สนทนา
“แล้วนี่จะลงแข่งอีกไหมอะ ใกล้จะจบ ม.6แล้วด้วย พวกเพื่อน ๆ เขานัดติวกัน มอนเน่จะไปติวด้วยกันไหม” ญาดาเห็นเพื่อนร่วมห้องยังยืนปักหลักอยู่ที่ป้ายรถเมล์ก็พยักพเยิดให้เดินตามกันไปที่ประตูของโรงเรียนด้วยกันจะไม่ได้เป็การขวางทางคนอื่น
“ติวเหรอ?” มอนเน่ขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตากว้างอย่างนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็วันสมัครสอบข้อสอบกลางวันสุดท้าย แถมยังอีกไม่นานก็จะมีสอบปลายภาคด้วยเช่นกัน“แย่แล้ว…”
“อย่าบอกนะว่า… ไม่ได้ติวเลย?”
“อ่า… ไม่เหลืออะไรอยู่ในหัวเลยสักนิดเดียว”มอนเน่ยิ้มแหย คราวที่สอบวัดความถนัดเธอยังอยู่ในรายการแข่ง ทำให้ไปสอบทั้งที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัวสักอย่างอีกทั้งยังไม่มีคณะเฉพาะทางที่อยากจะเรียนั้แ่แรกความตั้งใจที่จะทำคะแนนตรงนี้ให้ดียิ่งไม่มี
ผลคะแนนจึงออกมาไม่แย่... แต่ก็ไม่ดี
“งั้นไปติวกับกลุ่มเราไหม ถึงสอบความถนัดจะผ่านไปแล้วแต่ก็ยังมีสอบกลางกับสอบไฟนอลอยู่ พวกนี้ยังไงก็ทิ้งไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
ญาดาเอ่ยชวนขณะเดินเคียงคู่ไปยังประตูหน้าโรงเรียนตลอดระยะทางมีนักเรียนยกโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายพวกเธอไม่ขาดสาย
คาดว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้ารูปของเธอกับอีกฝ่ายคงไปโผล่ในแชตกลุ่มของโรงเรียนหรือไม่ก็หน้าฟีดโซเชียลมีเดียของใครสักคน
[อยากรู้ไหมว่าเขาพูดอะไรกัน]จินเบที่นั่งอยู่บนไหล่มอนเน่ตลอดเวลาั้แ่ลงมาจากรถเมล์ถามขึ้น
มอนเน่เกือบหลุดปากคุยกับจินเบแล้วเคราะห์ดีที่นึกได้ว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแถมรอบตัวยังมีทั้งนักเรียนที่คอยแอบถ่ายอยู่ด้วยขอแค่เธอขยับปากสักนิดจะต้องถูกเอาไปลือว่าเธอเลี้ยงกุมารไว้อย่างแน่นอน
“เื่ติวคงต้องขอดูก่อนนะพอดีว่า่นี้มีคนจ้างไปออกรายการด้วย แถมยังมีงานที่ต้องเคลียร์อีกเพียบเลย”มอนเน่ปฏิเสธเื่ติวโดยอ้างถึงตารางงานใน่นี้ และงานค้างที่คุณครูแต่ละวิชาอนุโลมให้เธอส่งช้าได้เป็กรณีพิเศษเพราะไปแข่งก็ไม่ต่างจากการไปสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน
ส่วนตารางงานที่ว่า แม้จะไม่ใช่รายการใหญ่ระดับสถานีโทรทัศน์เป็เพียงรายการสัมภาษณ์ที่จะเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเพิ่มจำนวนแฟนคลับได้ที่สำคัญเลยคือเงินค่าจ้างที่ได้
ญาดาพยักหน้าเข้าใจ แม้จะแอบผิดหวังแต่ก็ไม่คิดเซ้าซี้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เป็เื่งานกีฬาสีที่มอนเน่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย
“จริงเหรอ พอขึ้น ม.6 แล้วต้องรับผิดชอบเยอะขนาดนี้เลยเหรอขอโทษนะที่ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระงานในห้องเลย” มอนเน่แสดงสีหน้ารู้สึกผิดั์ตาสีฟ้าน้ำทะเลสะท้อนแสงแดดเป็ประกายวิบวับจนญาดาที่กำลังจะพูดต่อต้องชะงักไปราวกับต้องมนตร์
แต่เดิมเ้าตัวก็ถูกยกให้เป็ดาวโรงเรียนอยู่แล้วยิ่งไปออกรายการแข่งขันไอดอล บวกกับการดูแลตัวเองที่แตกต่างจากเด็กสาวทั่วไปยิ่งทำให้มอนเน่ดูสวยสะดุดตาราวกับเป็ดาราคนหนึ่ง
ไม่สิ…ในโรงเรียนเองก็มีดาราจำนวนหนึ่ง แต่คนเ่าั้ยังมีออร่าได้ไม่เท่ามอนเน่เลยสักคน
พวกผู้ชายก็ชอบชมกันว่ามอนเน่สวยที่สุดในโรงเรียนสวยเป็ธรรมชาติไม่ปั้นแต่ง นึกถึงตรงนี้ญาดาก็เกือบเผลอเบ้ปาก
เหอะ ไม่รู้มารยาหญิงเสียแล้ว
‘ไม่ปั้นแต่งอะไรกันล่ะยิ่งดูเป็ธรรมชาติมากเท่าไร นั่นหมายความว่ายิ่งปั้นแต่งมาอย่างดีมากเท่านั้นถ้าอยากได้ความเป็ธรรมชาติจริง ไปหาจากผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้าโน่น’
ญาดาลอบค่อนแคะในใจ
“เื่นั้นทุกคนเข้าใจไม่มีใครว่ามอนเน่เลยสักคน คนที่รู้ตัวแล้ววิ่งไล่ตามความฝันได้ั้แ่เนิ่น ๆ น่ะเท่จะตาย” ญาดารีบปฏิเสธเื่ที่มอนเน่กล่าวหาว่าตนเป็ภาระของห้องแม้ในใจจะคิดอีกแบบก็ตาม
“ขอบคุณนะ” มอนเน่ยิ้มรับคำชมทว่าสายตาแอบเหลือบไปมองจินเบที่ลอยเข้าไปใกล้กลุ่มเด็กผู้หญิงที่จำได้ว่าเป็เพื่อนร่วมห้องของเธอเหมือนกันและเป็เพื่อนกลุ่มเดียวกับญาดา ส่วนชื่อ… เธอจำไม่ได้
“งั้นเราขึ้นห้องก่อนนะมอนเน่จะไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อนใช่ไหม แล้วเจอกันนะ”ญาดาพูดออกมารวดเดียวก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งแยกไปทางอาคารเรียน
[มนุษย์นี่น่าสนใจดีจริง ๆ]จินเบลอยกลับมาหาในจังหวะที่เธอเดินมาถึงโรงอาหารแล้วพอดี
‘...ไปได้ยินเื่น่าสนใจมาเหรอ…’มอนเน่ลองถามกลับด้วยการคิดในใจ ไม่ได้ใช้คำพูดโต้ตอบอย่างทุกที
[ช่ายยย เด็กสมัยนี้หัวก้าวร้าวกันน่าดูเลยแต่บางคนก็ดี… เอ๊ะ เมื่อกี้คุยผ่านเสียงในหัวกันนี่นา เก่งแล้วนะมอนเน่~]
‘...ก็ต้องมีพัฒนากันบ้างว่าแต่เมื่อกี้ไปดักฟังอะไรมา เอามาเล่าให้ฟังบ้างสิ…’เผื่อพูดถึงเธอในทางที่ไม่ดี จะได้หาทางหลีกเลี่ยงไม่ไปสุงสิงด้วย
[เด็กพวกนั้นพนันไว้ว่าเธอจะได้เดบิวต์หรือเปล่าพอรู้ว่าไม่ได้ก็หัวเราะคิกคักเพราะทุกคนต่างก็บอกว่าเธอจะไม่ได้เดบิวต์ในรายการนั้น กลายเป็ว่าทุกคนชนะเย็นนี้จะไปกินชาบูฉลองกัน] จินเบเบ้ปาก ที่เขาพูดมานี่ยังน้อย
เด็กบางคนถึงขั้นบอกว่ามอนเน่จะไม่สามารถเป็ไอดอลตามที่ฝันได้แถมในอนาคตดีไม่ดีก็ไม่มีงานที่มั่นคงรองรับเพราะมัวแต่สนใจเื่การเป็ไอดอลมากกว่าการสอบรอบสำคัญที่ผ่านมาแม้แต่การสมัครสอบข้อสอบกลางที่กำลังจะปิดรับสมัครในวันนี้ก็เพิ่งจะรู้ แบบนี้การสอบไฟนอลที่จะถึงคงได้ดึงเกรดเฉลี่ยให้ต่ำเตี้ยจนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานแน่
ที่แย่คือแม้แต่ญาดาที่ทักทายมอนเน่อย่างเป็กันเองก็เออออห่อหมกไปด้วยแถมยังนำเื่ที่คุยกับมอนเน่เมื่อครู่ไปเล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังทั้งหมดจากนั้นก็มีคนอื่นร่วมผสมโรงด้วย ฟังไปฟังมาก็เหมือนกับจะบอกเป็นัยว่าที่เข้าไปตีสนิทด้วยก็เพราะอยากให้กลุ่มของพวกเธอดูมีออร่าขึ้นพวกผู้ชายที่สนใจมอนเน่จะได้มาสนใจพวกเธอด้วย
‘...วัยรุ่นกับเื่ความนิยมเป็ของคู่กันนี่นา…’
มอนเน่พยักหน้าอย่างเข้าใจความคิดของเด็กสาวในวัยเดียวกัน
ถึงจะบอกว่าไม่สนใจเื่ความรักในวัยเรียนแต่ใครล่ะจะไม่อยากโดดเด่นจนกลายเป็ที่จับตามองมีคนชอบมากย่อมรู้สึกดีกว่าการไม่ถูกใครชอบเลย
ยิ่งสมัยนี้สื่อโซเชียลพัฒนาไปไกลนอกจากจะมีไว้พรีเซนต์ตัวเองแล้ว ยังสามารถหารายได้หรือสร้างลู่ทางไปสู่วงการบันเทิงได้อีกด้วย
‘...สมัยนี้เขาฮิตประสบความสำเร็จั้แ่ยังเรียนไม่จบถ้าฟลุกมีคนสนใจ อาจได้เป็คนดังในชั่วข้ามคืนเลยนี่นา’
[ใจเย็นจังเลยนะ]ตอนได้ยินครั้งแรกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองสมัยนี้เด็กบางคนหิวแสงกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
‘...ไม่ใช่แค่เด็กหรอกนะที่้าแสงคนทั่วไปที่อยากมีรายได้เสริมก็อยากได้แสงกันทั้งนั้น…’ ต่อให้มีรายได้ประจำมั่นคงแต่ถ้ามีรายได้พิเศษเพิ่มอีกก็ยิ่งดี
[เป็มนุษย์ไม่ว่าจะยุคไหนก็ลำบากกันจริง ๆ]จินเบถอนหายใจเสียงดัง ท่าทางห่อเหี่ยวราวกับตัวเองเคยผ่านความยากลำบากมามาก
มอนเน่ไม่ต่อบทสนทนาให้ลากยาวไปมากกว่านี้เลือกเดินไปซื้ออาหารที่ร้านข้าวแกงแล้วหาโต๊ะนั่งทันที
ไม่คุยต่อใช่ว่าจะไม่สงสัยดูเหมือนว่าระบบที่เธอได้มาโดยบังเอิญนี้จะต้องมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์โลกอย่างแน่นอนแค่เป็มนุษย์ในยุคไหนเท่านั้นเอง
แถมเ้าตัวก็เถียงคอเป็เอ็นตลอดเวลาที่เธอบอกว่าอีกฝ่ายเป็ผี
ถ้าไม่ใช่แล้วจะร้อนตัวทำไม?
เื่นี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ ๆ
[...]จินเบหรี่ตามองโฮสต์ที่คิดจินตนาการไปเรื่อย
ฮัลโหล~ลืมไปหรือเปล่าว่าทางนี้อ่านใจได้นะ คิดเสียงดังขนาดนี้ไม่พูดออกมาเลยล่ะ!