เสียงสายฝนนอกหน้าต่างไม่ได้ช่วยชะล้างความรู้สึกร้อนรุ่มในใจของ เตชินท์ ได้เลยแม้แต่น้อย
ชายวัย 36ปีในห้องเช่าแคบๆ บนชั้นดาดฟ้าของตึกแถวเก่า ซอมซ่อ
เขาจ้องมองหยดน้ำที่เกาะบนบานเกล็ดอลูมิเนียมด้วยสายตาว่างเปล่า
โลกของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับกระจกบานนั้น... ขุ่นมัว มองไม่เห็นทางไปต่อ
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือรุ่นตกรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะพับสั่นะเืทำลายความเงียบ
เสียงของมันบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทที่เหนื่อยล้า เตชินท์ไม่อยากรับ
เขาไม่รู้ว่าปลายสายคือใคร
อาจจะเป็เ้าของห้องเช่าที่มาทวงค่าเช่าที่ค้างมาสองเดือน
หรืออาจจะเป็บริษัททวงหนี้ที่โทรมาตามจิกทุกแปดโมงเช้าและหกโมงเย็น
ราวกับเป็นาฬิกาปลุกแห่งความล้มเหลว แต่เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ...
‘ป้านิด’
หัวใจของเขาก็บีบรัดจนเจ็บแปลบ เขากดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา
“ฮัลโหลครับป้า”
“ตาชิน...”
เสียงจากปลายสายสั่นเครือและอ่อนล้า
“แม่... แม่เขาไม่ยอมกินอะไรเลยนะลูก ั้แ่งานศพพ่อแกเสร็จ แม่เขาก็เอาแต่นั่งเหม่อมองรูปพ่อแกทั้งวัน ป้าเป็ห่วงเหลือเกิน”
ทุกถ้อยคำของป้าเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบซ้ำลงบนรอยแผลเก่า
เตชินท์หลับตาลง พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
พ่อของเขาเพิ่งจากไปเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่ทุกคนรู้ดี... พ่อตรอมใจตาย
“เดี๋ยว... เดี๋ยวผมจะรีบหาเงินแล้วไปรับแม่มาอยู่ด้วยนะป้า”
เขาพูดออกไปทั้งที่รู้ว่ามันคือคำโกหกที่ไร้ความหวังที่สุด
“แล้วนี่แกเป็ยังไงบ้าง กินข้าวกินปลาบ้างไหมลูก”
ความห่วงใยจากญาติคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ ทำให้กำแพงความเข้มแข็งของเขาพังทินลงมา
“ผม... ผมสบายดีครับ ป้าไม่ต้องเป็ห่วง”
เขาโกหกอีกแล้ว...
ความจริงคือ มื้อสุดท้ายที่เขาเรียกว่า ‘ข้าว’ ก็คือข้าวราดแกงถุงจากร้านใต้ตึกเมื่อสามวันก่อน
วันนี้ทั้งวันเขากินไปเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งที่เหลืออยู่ซองสุดท้ายในห้องเท่านั้น
หลังจากวางสาย เตชินท์ก็ปล่อยให้ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงทิ้งตัวลงบนที่นอนแข็งๆ
กลิ่นอับชื้นของห้องที่ไม่มีแดดส่องถึงผสมกับกลิ่นฝน
กลายเป็กลิ่นอายแห่งความพ่ายแพ้ที่เขาคุ้นเคยมาตลอดสิบกว่าปี
เขามองไปรอบห้อง... สังเวียนชีวิตของชายวัยกลางคนที่พ่ายแพ้ไม่เหลือชิ้นดี
ผนังปูนเปลือยมีรอยคราบน้ำซึมเป็ทางยาว หลอดไฟตะเกียบให้แสงสลัวสั่นกระพริบราวกับจะขาดใจ
บนโต๊ะพับญี่ปุ่นมีเพียงซองบะหมี่เปล่ากับรูปถ่ายเก่าๆ ของพ่อและแม่ในวันที่ร้าน ‘รุ่งอรุณ’ ยังคงรุ่งเรือง
ร้านโชห่วยเล็กๆ ที่เป็ทั้งบ้านและโลกทั้งใบของเขา... บัดนี้เหลือเพียงภาพทรงจำสีจาง
ทุกอย่างพังทนลงเพราะความไว้ใจ... ความไว้ใจที่เขามีให้กับชายที่ชื่อ วรเมธ
ภาพของรอยยิ้มเ้าเล่ห์และแววตาเป็ประกายคู่นั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาในฝันร้าย
วรเมธ หรือ ‘พี่เมธ’ เพื่อนรุ่นพี่ที่เขาเคารพรักเหมือนพี่ชายแท้ๆ
หุ้นส่วนธุรกิจที่เขาเชื่อมั่นจนฝากอนาคตทั้งชีวิตไว้ในมือของมัน
‘เซ็นตรงนี้เลยชิน เื่เอกสารไว้ใจพี่ได้’ ‘เื่เงินกู้เดี๋ยวพี่จัดการเอง
น้องชายอย่างชินมีหน้าที่ลุยงานอย่างเดียวพอ’ ‘เรากำลังจะรวยแล้วนะชิน!’
เสียงเ่าั้ยังคงก้องอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง เตชินท์เคยเชื่อทุกคำพูด
เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดสร้างบริษัทนำเข้าเล็กๆ ขึ้นมากับวรเมธ
จนมันเติบโตและกำลังจะไปได้ดี แต่แล้ววันหนึ่ง... เขาก็พบว่าตัวเองไม่เหลืออะไรเลย
วรเมธหอบเงินทั้งหมดของบริษัทไป ทิ้งไว้เพียงหนี้สินก้อนโต
ที่เกิดจากเอกสารค้ำประกันที่เขาเซ็นไปโดยไม่ได้อ่าน
เตชินท์ถูกฟ้องล้มละลาย บ้านของครอบครัวถูกยึดเพื่อชดใช้หนี้...
ชีวิตของเขาและครอบครัวดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในชั่วข้ามคืน
เตชินท์ลุกขึ้นนั่งช้าๆ เขาหยิบสมบัติสองชิ้นสุดท้ายในชีวิตขึ้นมา
ชิ้นแรกคือรูปถ่ายขาวดำของพ่อกับแม่ที่ยิ้มอย่างมีความสุขอยู่หน้าเคาน์เตอร์ร้านรุ่งอรุณ
และชิ้นที่สองคือ ‘ลูกคิดไม้’ เก่าแก่ที่พ่อเคยใช้สอนเขาคิดเงินั้แ่เด็ก
ผิวไม้ของมันเรียบลื่นเพราะผ่านการใช้งานมานับสิบนับร้อยปี
มันคือสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ในการค้าขายของตระกูล...
ความซื่อสัตย์ที่กลายเป็จุดอ่อนให้คนชั่วอย่างวรเมธเหยียบย่ำจนจมดิน
ความรู้สึกเ็ปเสียดแทงขึ้นมาในอกจนหายใจไม่ออก ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้
มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว เขาไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ชายวัย36 ปีสวมเสื้อยืดคอย้วยกับกางเกงขาสั้นเก่าๆ คว้าลูกคิดไม้แล้วเดินออกจากห้องไป
ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาราวกับจะตอกย้ำชะตากรรม
เขาเดินออกไปโดยไม่มีจุดหมาย รู้แค่ว่าต้องออกไปจากตรงนี้... ไปที่ไหนก็ได้
สองเท้าของเขาพาเขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้ทิศทาง ผ่านตรอกซอกซอยที่น้ำเจิ่งนอง
ผ่านแสงไฟนีออนของร้านค้าที่ยังคงเปิดอยู่ ผู้คนเดินสวนกันไปมาภายใต้ร่มหลากสี
แต่สำหรับเตชินท์แล้ว... โลกทั้งใบช่างเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่ร่ำไห้เป็เพื่อน
เขาเดินมานานเท่าไหร่ไม่รู้...
จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าสถานที่ที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำ
แต่ทว่า... มันกลับแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง
ที่ตรงนั้น... ที่ที่เคยเป็ร้านโชห่วย ‘รุ่งอรุณ’ ที่มีประตูไม้บานพับและป้ายไม้แกะสลักฝีมือพ่อ
บัดนี้ได้กลายเป็ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีขาว
ประตูกระจกอัตโนมัติเลื่อนเปิดปิดต้อนรับลูกค้า เสียงเพลงจิงเกิ้ลของร้านดังแว่วออกมาเป็ระยะ
เตชินท์ยืนนิ่งราวกับถูกสาปอยู่ฝั่งตรงข้าม สายฝนเย็นเยียบที่สาดกระทบใบหน้าก็ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกอะไรได้อีกต่อไปแล้ว
หัวใจของเขามันด้านชาเกินไป
ภาพในอดีตซ้อนทับกับภาพปัจจุบันอย่างเ็ป...
ภาพของพ่อที่นั่งดีดลูกคิดอยู่หลังเคาน์เตอร์... ซ้อนทับกับพนักงานหนุ่มที่กำลังยิงบาร์โค้ดสินค้า
ภาพของแม่ที่กำลังจัดเรียงขวดน้ำปลาบนชั้นไม้... ซ้อนทับกับชั้นวางสินค้าสำเร็จรูปที่เรียงเป็ระเบียบ
ภาพของตัวเขาเองในวัยเด็กที่วิ่งเล่นอยู่ในร้าน... ซ้อนทับกับเด็กนักเรียนที่กำลังยืนเลือกซื้อขนม
ทุกอย่างที่เคยเป็ของเขา... ถูกแทนที่จนหมดสิ้น
ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งชีวิตถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์
เรี่ยวแรงเส้นสุดท้ายได้ขาดลง เขาก้าวขาไม่ออกอีกต่อไป
ร่างกายที่ผ่ายผอมทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งของป้ายรถเมล์ที่ร้างผู้คน
เขากอดลูกคิดไม้ของพ่อไว้แนบอกราวกับเป็สิ่งล้ำค่า
“ผมขอโทษ... พ่อ... ผมรักษามันไว้ไม่ได้...”
เขาพึมพำกับความมืดและสายฝน สติของเขาเริ่มเลือนราง
ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวลงเรื่อยๆ ความหนาวเย็นกัดกินเข้าสู่กระดูก
เปลือกตาของเขาหนักอึ้งเกินกว่าจะฝืนลืมไหว... และแล้วโลกทั้งใบก็ดับวูบลง
แต่ในห้วงสุดท้ายก่อนที่สติจะดับสนิท...
ทุกอย่างพลันหยุดนิ่ง! เม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นค้างอยู่กลางอากาศราวกับม่านคริสตัลนับล้านเม็ด
เสียงรถราที่เคยวิ่งผ่านไปมาเงียบสนิท แสงไฟจากร้านสะดวกซื้อและไฟถนนหยุดนิ่งไม่กะพริบ
โลกทั้งใบกลายเป็ภาพถ่ายสีซีดที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวและเสียงใดๆ
เตชินท์ที่ควรจะหมดสติไปแล้วกลับรู้สึกตัวอย่างประหลาด
เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ร่างกายกลับไร้น้ำหนักราวกับเป็เพียงิญญา
แล้วเบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏแสงสีทองจุดเล็กๆ ขึ้น มันค่อยๆ ขยายตัวออกอย่างช้าๆ
แล้วก่อตัวขึ้นเป็ร่างของชายชราในชุดจีนโบราณสีทองอร่าม
ผมและหนวดเคราสีขาวราวกับเส้นไหมยาวระพื้น ในมือถือม้วนบัญชีหนังสีทอง
แววตาของท่านสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องก้มหัวให้โดยไม่รู้ตัว
“นายเตชินท์... บัญชีชีวิตของเ้า... ขาดทุนย่อยยับ”
เสียงนั้นไม่ได้ดังออกมาจากปาก แต่ก้องกังวานอยู่ในความคิดของเขาโดยตรง
เตชินท์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่คือความฝันหรือ?
“เส้นทางวาสนาของเ้าถูกตัดขาดอย่างไม่เป็ธรรม”
จ้าวแห่งชะตากล่าวต่อ พลางเหลือบมองไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน
“ความซื่อสัตย์ของบรรพบุรุษเ้าที่สั่งสมมาจากการค้าโดยสุจริต ณ สถานที่แห่งนี้ ได้สร้างบุญบารมีเอาไว้... และความกตัญญูสุดท้ายที่เ้ามีต่อบุพการี แม้ในยามที่เ้าไม่เหลือสิ่งใด ได้กลายเป็หยดน้ำสุดท้ายที่ทำให้ถ้วยบุญนั้นเต็มพอที่จะยื่นอุทธรณ์ได้หนึ่งครั้ง”
ชายชราผู้ลึกลับหันกลับมามองเตชินท์ แววตาของท่านราวกับมองทะลุไปถึงิญญา
“ข้าคือ ‘จ้าวแห่งชะตา’ และข้าจะให้โอกาสเ้ากลับไปสะสางบัญชีเล่มนี้ใหม่... กลับไปยังจุดที่เ้ายังไม่ได้พบเจอกับผู้ทำลายชะตากรรมของเ้า”
เตชินท์อ้าปากค้าง เขาไม่มีแรงแม้แต่จะพูด แต่ทั้งจิติญญาของเขากำลังกรีดร้องว่า ‘้า!’
จ้าวแห่งชะตาพยักหน้าราวกับอ่านความคิดของเขาได้
ท่านยื่นนิ้วเรียวยาวที่ส่องแสงเรืองรองมาแตะที่ลูกคิดไม้ในอ้อมแขนของเตชินท์
วินาทีนั้น... ลูกคิดไม้เก่าๆ ก็ส่องแสงสีทองสว่างจ้า!
ลูกปัดแต่ละเม็ดสั่นะเือย่างรุนแรงก่อนจะเริ่มหมุนย้อนกลับบนแกนของมันเอง
เสียง “คลิกๆๆๆๆ” ดังขึ้นรัวเร็ว จากช้าไปเร็ว... เร็วขึ้น... เร็วขึ้นอีก...
จนกลายเป็เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นะเืไปทั้งมิติที่หยุดนิ่ง
แสงสีทองโอบล้อมร่างของเตชินท์ ความทรงจำตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
ทั้งความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ความรัก และความแค้น
ถูกอัดแน่นบีบอัดและผนึกเข้าไปในิญญาของเขาอีกครั้ง
มันเป็ความรู้สึกที่เ็ปราวกับร่างกายจะฉีกขาดเป็ชิ้นๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“เ้าจงกลับไป... และสะสางบัญชีเล่มนี้ให้ถูกต้องเสีย”
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน ก่อนที่แสงสว่างจะจ้าขึ้นจนกลืนกินทุกสรรพสิ่ง...
...ความรู้สึกแรกที่กลับมาคือ ‘กลิ่น’
กลิ่นหอมของโจ๊กหมูใส่ไข่... กลิ่นที่เขาโหยหามานานกว่ายี่สิบปี
ความรู้สึกที่สองคือ ‘เสียง’
“ตาชิน! ตื่นได้แล้ว! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก!”
เสียงของแม่... ไม่ใช่เสียงแหบเครือของหญิงชราผู้ป่วยไข้
แต่เป็เสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวา... เสียงที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้ยินมันอีกแล้ว
เตชินท์ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนที่คุ้นเคย
โปสเตอร์หนังเื่ ‘แฟนฉัน’ ที่ติดอยู่บนฝาผนัง โต๊ะคอมพิวเตอร์จออ้วนรุ่นเก่าที่มุมห้อง...
ทุกอย่างเหมือนเดิม... เหมือนกับเมื่อ ก่อน เขาลุกพรวดจากเตียง
วิ่งไปที่ปฏิทินแบบฉีกที่แขวนอยู่ข้างประตูด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
นิ้วที่สั่นเทาของเขาค่อยๆ พลิกแผ่นกระดาษปฏิทินขึ้นมาดู...
วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช
…
…
…
2550 !!!
เตชินท์พยายามเรียกสติตัวเอง
นี่ไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือความจริง!
เมื่อสติเริ่มกลับมา น้ำตาของชายวัย 36 ปีไหลทะลักออกมาจากดวงตาของเด็กหนุ่มวัย 18 อย่างไม่อาจหยุดยั้ง…
เขากลับมาแล้ว... เขากลับมาจริงๆ!