เมขลาไม่ได้โกรธยายนวล แต่เธอนึกโกรธใครก็ตามที่มันอาฆาตจองเวรเธอทั้งที่เื่ราวทั้งหมดเธอไม่ได้เป็คนก่อขึ้นั้แ่แรกและเธอจะไม่ยอมให้มันผู้นั้นกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเธอจะจองเวรพวกมันให้ถึงที่สุดเช่นกัน!
แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องเข้ามาในบริเวณหน้าตึกของตระกูลรัชชาภักดิ์เมขลาก้าวลงจากรถโดยที่อธิปลงจากรถตามมาส่งเธอ ทั้งสองพูดคุล่ำลากัน สักพักเมขลาก็เดินแยกเพื่อกลับเรือนไทยอธิปหันไปมองเรือนไทยด้านหลังตึกอันเป็ที่พักของเมขลากับมินตรา ‘เห็นแค่ชายคาเรือนก็ยังดี’ชายหนุ่มคิดในใจ เมื่อเมขลาเดินหายลับไปในความมืดอธิปก็ก้าวขึ้นรถเก๋งคันงามราคาสูงลิบลิ่วอันเป็การบ่งบอกฐานะของผู้ขับอยู่กรายๆว่ามีฐานะดีพอสมควร
ทางด้านเมขลาก้าวฉับๆอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง และคล่องแคล่วเธอมุ่งหน้ากลับเรือนไทยอันเป็ที่พักของเธอและน้องสาวขณะที่กำลังเดินผ่านศาลาริมน้ำไปนั้น
“หล่อนกลับดึก” เสียงทุ้มหนักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำเอาหญิงสาวที่กำลังเดินอยู่ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยแต่อาการเ่าั้ก็หาได้พ้นสายตาิญญาของคุณหลวงภัสดาไม่
“กำลังเหม่อลอยถึงใครอยู่รึ?” เสียงพูดทุ้มแต่เจือด้วยสำเนียงประชดประชันซึ่งเ้าตัวก็ไม่รู้ได้เลยว่าเมขลาอารมณ์ผ่อนคลายจากความกังวลทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเช่นนี้เสียงที่เธอคุ้นชินมาโดยตลอดซึ่งไปคุ้นชินตอนไหนก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เสียงนี้ทำให้เธออบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยินหญิงสาวเดินเข้าไปทางศาลาริมน้ำ ยิ้มในหน้าด้วยอาการยียวนเล็กน้อย
“คิดถึงฉันหรือคะ?” เดินมานั่งตรงบริเวณม้านั่งฝั่งตรงกันข้ามิญญาคุณหลวงภัสดา
“หรือว่า...” ทำเสียงลากยาว
“หึงฉัน...” เมขลาพูดลอยๆขึ้นมา ทำหน้าทะเล้น
“นั่นแน่...หึงใช่ไหมเ้าคะ?” น้ำเสียงล้อเลียน
เมื่อเมขลายื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางกวนๆแบบหญิงสมัยใหม่ ซึ่งเธอไม่เคยทำแบบนี้กับใครเลยสักคนเดียว ิญญาคุณหลวงภัสดาก็ถึงกับผงะด้วยความเขินอายเขารีบกระถดถอยออกมาจนแผ่นหลังพิงติดพนักศาลากระทั่งคุณหลวงต้องลุกจากที่นั่งไปยืนอยู่ด้านนอกศาลาออกไปเล็กน้อย แล้วเอามือไขว้หลังมองออกไปสุดสายตาท่ามกลางความมืดมิดยามราตรีกาลเ้าตัวบ่นอุบอิบไม่เต็มเสียง
“เอ๊ะ! หล่อนนี่ยังไง เป็สาวเป็แส้กิริยามารยาทให้มันงามหน่อย”เสียงตำหนิเบาๆทว่าหากคุณหลวงผู้นี้เป็มนุษย์ที่มีเืเนื้อแล้วล่ะก็ คงจะหน้าแดงไปถึงไหนๆ
“ผู้หญิงอาไร๊” ก่อนสำทับเบาๆเสียงสูง เหมือนจะแก้เก้อเขินให้กับตัวเองเมขลายิ้มอย่างอารมณ์ดีนั่งมองแผ่นหลังของิญญาชายหนุ่มด้วยความคุ้นชินในดวงตา
“อ้าว ก็นึกว่าหึงหวงเป็ห่วงเราซะอีก”เสียงของเ้าหล่อน ฟังดูก็รู้ว่าแสร้งพูด เมขลามีความสุขและเป็ตัวของตัวเองเต็มที่เมื่อได้อยู่กับิญญาดวงนี้หญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเธอต้องรู้สึกแบบนี้กับดวงิญญาแทนที่จะเป็มนุษย์ด้วยกันและก็อดแปลกใจไม่ได้ที่แต่ก่อนเธอรู้สึกกลัวและไม่อยากพบเจอเหล่าิญญาดวงไหนเลยแต่บัดนี้กลับไม่ใช่เมขลามีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธออบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับดวงิญญาโดยเฉพาะิญญาของเขา
“ฉันเป็ห่วงหล่อนเสมอ” น้ำเสียงมั่นคงยิ่งคนตอบตอบโดยไม่มองมาทางด้านในศาลาแม้แต่น้อยเพราะมีเื่คาใจที่สำคัญกว่าจนอยากจะรู้ให้ได้เพียงอึดใจเดียวคุณหลวงภัสดาก็ตัดสินใจถาม
“หล่อนตัดสินใจดีแล้วรึ?” น้ำเสียงขรึมเข้มขึ้นพร้อมกับหันหน้ามองมาทางหญิงสาวตรงๆ เมขลารู้ได้ทันทีว่าคุณหลวงหมายถึงเื่อะไร
“ค่ะ ฉันตัดสินใจดีแล้ว” หญิงสาวตอบหนักแน่นคุณหลวงใจหายไม่คิดว่าเมขลาจะตอบแบบนี้
“แล้วฉันล่ะ...” น้ำเสียงเบาโหวงประโยคตัดพ้อชัดเจน เมขลารับรู้ได้ชัดว่าคนถามมีความรู้สึกเช่นไรหญิงสาวไม่คิดจะปิดบังเขาเลยแม้แต่นิดเดียวแต่ขณะที่เมขลากำลังจะอธิบายว่าอะไรเป็อะไรฉับพลันิญญาคุณหลวงภัสดาก็เปลี่ยนอากัปกิริยาไปในทันทีเขาเหลียวไปตรงพุ่มไม้ที่สั่นไหวสายตาเข้มดุ เสียงกร้าวขึ้น
“บุญอิ่ม” สิ้นเสียงเรียกที่ค่อนข้างดุทันใดนั้นเองิญญาบุญอิ่มก็ปรากฏตัวคุกเข่าราบกับพื้นเมขลาตาค้างหัวใจตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเหมือนจะหยุดเต้นเพราะภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือหญิงวัยกลางคนนุ่งโจงกระเบน คาดผ้าแถบสีเทาหม่นๆผมทรงกระทุ่ม นุ่งห่มแบบข้าทาสบริวารในสมัยโบราณ และสำคัญกว่านั้นเมขลาจำได้ว่าดวงิญญาเบื้องหน้าคือิญญาดวงเดียวกับที่เธอเคยเห็นที่โรงพยาบาลมาก่อนหญิงสาวยกมือกุมไปที่หัวใจแน่น ผีบุญอิ่มนั่งสำรวม
“เ้าค่ะ คุณท่าน” เสียงขานรับนอบน้อมให้เกียรติไม่ยานคางเหมือนในหนังผีแต่ฟังแล้วะเืไปถึงหัวใจ
“ไปตักเตือนมัน!” ิญญาบุญอิ่มไม่รับคำใดๆแต่เธอหายตัวไปในทันที เมื่อสิ้นสุดคำสั่งและผีบุญอิ่มหายตัวไปเมขลาหันไปมองทั่วบริเวณว่าเกิดอะไรขึ้นแต่มิได้เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดรอบบริเวณนั้น
“มีอะไรหรือคะคุณหลวง?” เธอถามขึ้นด้วยความสงสัยิญญาคุณหลวงยืนนิ่งมองไปตรงทางเดินที่เชื่อมเข้าสู่ตึกใหญ่
ห่างออกไปจากศาลาริมน้ำเล็กน้อยในมุมมืดระหว่างทางไปตึกใหญ่กับเรือนไทย เงาตะคุ่มๆของใครคนหนึ่งรีบสาวเท้าออกจากที่นั่นไปอย่างรวดเร็ว
“นังเมขลามันคุยกับใครคนเดียวตั้งนานสองนาน”เสียงบ่นอุบพร้อมอาการลูบแขนขาเบาๆเนื่องจากยุงและแมลงกลางคืนค่อนข้างชุมเพราะต้นไม้ในสวนของคฤหาสน์รัชชาภักดิ์ปลูกเต็มพื้นที่
“ท่าจะประสาทแต่ว่าอย่างนี้ก็ดีฉันจะได้มีเื่ไปรายงานคุณริน” แสงไฟสลัวจากสนามหญ้าส่องให้เห็นใบหน้าของเงาตะคุ่มนั้นรางๆ‘แวววาว’ เด็กรับใช้จอมจุ้นของเรืองรินนั่นเองซึ่งคุณหลวงรับรู้ได้ว่าเด็กแวววาวคนนี้ มาแอบซุ่มและคงคิดจะสอดเื่ของเมขลาแต่ความคิดหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาว่านังคนนี้คงได้รับคำสั่งมาอย่างแน่นอนจึงทำให้แวววาวบังอาจแส่เื่ของเมขลาที่คงจะลืมไปว่าอยู่ในฐานะเ้านายอีกคนก็คงเพื่อจะเอาเื่ต่างๆไปฟ้องเอาหน้าต่อคุณรัศมีและเรืองรินผู้เป็เ้านายตัวเองคุณหลวงไม่ค่อยชอบการกระทำลับหลังเยี่ยงนี้จึงได้เรียกบุญอิ่มให้ไปตักเตือนเสียบ้าง!
แวววาวสาวเท้าอย่างรวดเร็วเธอรู้สึกโหวงเหวงและวังเวงอย่างไรชอบกลจู่ๆ ส่ำเสียงของแมลงกลางคืนก็พร้อมใจกันเงียบลงอย่างพร้อมเพรียงบรรยากาศะเืขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แวววาวใจคอไม่ดีเธอเริ่มออกวิ่งในที่สุดขณะเดียวกันหูของเธอก็แว่วเสียงคนวิ่งอยู่ข้างหลังแบบกระทืบเท้าหนักๆ ตามมาไม่ห่าง
พอแวววาวลองหยุดวิ่งเสียงวิ่งปริศนานั้นก็หยุดไปเช่นกันแต่ว่าพอเธอออกวิ่งเสียงวิ่งนั้นก็ออกวิ่งตามมาด้วยแวววาวรู้สึกราวกับว่าตึกใหญ่อยู่ห่างไกลจากเธอเป็กิโล แวววาวอยากไปถึงหน้าประตูตึกเสียตอนนี้เดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำไปขณะที่กำลังวิ่งสายตาก็เห็นประตูเข้าตึกด้านหน้าไม่ไกลพลันแวววาวก็เห็นอะไรบางอย่างเป็เงาตะคุ่มๆ อยู่ระหว่างทาง
“ใครน่ะ? ทำไมยังไม่นอน?” แวววาวทักขึ้นน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ แต่ไม่กล้าเดินเข้าไปดูเพราะเธอรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าเมื่อเพ่งเข้าไปจนสายตาปรับชัดกับความมืด ‘คุณพระ’ เงาตะคุ่มนั้นนั่งคุดคู้คล้ายท่ากราบพระแต่แขนทั้งสองข้างกำลังเท้ายันกับพื้นเหมือนจะพยุงตัวลุกขึ้นคอแกว่งส่ายไปมาคล้ายคนเมาที่ไม่มีแรง ในสถานการณ์เช่นนี้เด็กแวววาวนึกอะไรไม่ออกนอกจาก
“คุณรินนนน!!!” แหกปากร้องลั่น
“ช่วยด้วยยย ผีหลอกกก!!!” ะโสุดเสียงที่มีแวววาวไม่กล้าออกเดินยืนตัวสั่นนิ่งอยู่กับที่และแหกปากส่งเสียงเรียกเ้านายตัวเองพร้อมกับกำลังจะออกวิ่งลัดเข้าสวนเพื่อจะเข้าไปในตึกใหญ่ให้ได้ทว่า... ร่างนั้นกลับยักเย่ยักยันใช้มือที่เหมือนกระดูกถูกหักเป็ท่อนๆยกตัวเองขึ้นมา แล้ววิ่งเข้าใส่แวววาวอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นแขนอันเขียวคล้ำเย็นเฉียบเข้ามาบีบคอของเธอเอาไว้แน่นโดยเ้าของมือนั้นปรากฏเป็ร่างของสตรีในชุดโบราณผิวขาวซีดไร้เืในกาย ที่สำคัญไม่มีหูจมูก ปาก มีเพียงตาสีขาว ไร้ลูกตาดำมองจ้องสบตาอันเบิกกว้างของเด็กแวววาวราวกับปีศาจที่ผุดจากขุมนรกก็ไม่ปาน แวววาวขนลุกตั้งชันไปทั้งตัวตอนนี้เธอฉี่ราดไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วด้วยหญิงสาวสยองพองขนกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าเสียยิ่งกว่าสิ่งใดที่เคยพบพานมาในชีวิตร่างนั้นเอียงคอคล้ายๆ จะหักลงจากบ่า แล้วแสยะริมฝีปากโชว์ฟันสีดำที่แสนน่าเกลียด
“ขี้ข้าอย่างมึง อย่าบังอาจกับเ้านายกู!”เสียงดุแหบพร่ากล่าวเตือนตามด้วยเสียงหัวเราะที่กรีดเข้าไปถึงขั้วหัวใจแวววาวสติหลุดผึงไปในทันที ผีบุญอิ่มยืนมองแวววาวที่สลบไปก่อนจะแหงนมองไปทางตึกใหญ่ตรงฝั่งห้องนอนของเรืองรินทุกอย่างเงียบลงแมลงตอนกลางคืนต่างพากันประสานเสียงขึ้นมาพร้อมเพรียงกันอีกครั้งหนึ่ง บรรยากาศโดยรอบดูเหมือนไม่เคยเกิดเื่ราวอันน่าสะพรึงใดๆอย่างเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันทางด้านศาลาริมน้ำเมขลายังไม่หายใที่เห็นผีบุญอิ่มปรากฏตัวขึ้นแล้วหายไปต่อหน้าเธอ
“หล่อนกลัวรึ?” คุณหลวงหันมาเห็นเมขลานั่งนิ่งหน้าซีดเผือดเหงื่อแตกพลั่ก จึงถามขึ้นอย่างห่วงใยเช่นเคย
“ฉันเคยเห็น” ด้านเมขลาที่ยังไม่หายจากอาการอกสั่นขวัญแขวนละล่ำละลั่กขึ้น
“ที่โรงพยาบาลค่ะ” คุณหลวงยืนเอามือไพล่หลัง
“นั่นบุญอิ่ม” บ่าวของหล่อน
“บุญอิ่ม” เมขลาทวนชื่อนั้นเบาๆออ... เธอจำได้แล้วพี่บุญอิ่มตอนนั้นสนิทกันเพราะเป็บ่าวรับใช้ด้วยกันแต่ทำไมอยู่ๆจึงมาเป็บ่าวของเธอได้ เมขลาครุ่นคิด เอ...ตอนนั้นแล้วตอนไหนกัน?
“หล่อนขึ้นเรือนก่อนเถอะน้องสาวหล่อนรอท่าอยู่บนเรือนแล้ว” น้ำเสียงอาทร อ่อนโยนทางด้านเมขลาลุกขึ้นอย่างว่าง่ายหญิงสาวคิดถึงมินตราขึ้นมาทันทีเธอเดินนำิญญาของคุณหลวงภัสดาออกจากศาลาริมน้ำ ทางด้านิญญาของคุณหลวงที่กำลังลอยตามเมขลาเขาหยุดแล้วหันไปมองทางตึกใหญ่นิดหนึ่งด้วยสภาพใบหน้าเขียวอมม่วงคล้ำเหมือนศพที่กำลังขึ้นอืดใหม่ๆเป็ที่สยองตายิ่งนัก ก่อนจะลอยละลิ่วตามเมขลาไป...