ถึงแม้ใต้เท้าหลิวจะพยายามร้องขอความเห็นใจจากฮ่องเต้แต่การที่พระองค์ทรงรับปากกับคุณชายชิงอวิ้นไว้ย่อมเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว การแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองจำเป็นจะต้องดำเนินต่อไปแม้หลายฝ่ายจะไม่เห็นด้วยก็ตาม โดยเฉพาะชาวเมืองเหอผิง รู้สึกผิดหวังกับการตัดสินพระทัยในครั้งนี้ยิ่งนัก
เห็นได้ชัดว่าคุณชายชิงอวิ้นประสบความสำเร็จกับการเข้าเฝ้าในครั้งนี้เป็นอย่างมากทุกอย่างล้วนเข้าทางเหอฉีเมื่อสามารถส่งตัวคุณชายอี้เจ๋อเข้าไปอยู่ในเมืองเหอผิงได้แล้วที่สำคัญยังได้ขุนนางฝีมือดีกลับมาอีกด้วย ถึงแม้จะไม่ถูกใจคุณชายชิงอวิ้นก็ตามแต่ก็ถือว่าบัดนี้เขาสามารถอยู่บนอำนาจได้อย่างมั่นคงและไม่ต้องกังวลกับศึกรอบด้านอีกต่อไป
การแต่งงานระหว่างคุณชายอี้เจ๋อกับแม่นางซูเหม่ยถูกจัดขึ้นในสามเดือนต่อมาแม้จะเป็นสมรสพระราชทาน แต่บรรยากาศในเมืองเหอผิงกลับไม่มีความคึกคักใดๆใต้เท้าหลิวไม่ได้เชิญแขกเหรื่อที่เป็นบุคคลภายนอกมาร่วมงานจึงมีเพียงญาติสนิทและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของเหอฉีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้
ในขณะเดียวกันคุณชายชิงอวิ้นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้การอภิเสกสมรสในครั้งนี้เป็นการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของคุณชายอี้เจ๋อ เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต้องติดตามขบวนเจ้าบ่าวไปด้วยนอกจากจะเป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของเหอฉีแล้ว คุณชายชิงอวิ้นยังต้องการให้ขุนนางเหล่านี้ใช้เวลาที่อยู่ในเมืองเหอผิงให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดด้วยการสอดแนมชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งเก็บรายละเอียดทุกอย่างของเมืองเหอผิงกลับมาให้ได้มากที่สุด
การเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพเรียบร้อยหมดแล้วเหลือเพียงรอเวลาวันเวลาที่จะเดินทางเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นคุณชายอี้เจ๋อยังรู้สึกเหมือนว่าขาดอะไรบางอย่างอยู่
“พี่หญิง เราลืมพี่หญิงไปเลย” คุณชายอี้เจ๋อเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับองค์หญิงหนิงอัน
“ใช่สิงานใหญ่เช่นนี้เราลืมน้องหญิงไปได้อย่างไร เด็กๆ” คุณชายชิงอวิ้นเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาพบในทันที “พวกเจ้าไปเชิญองค์หญิงหนิงอันมาพบข้าเดี่ยวนี้”
เด็กรับใช้ออกจากตำหนักคุณชายไปสักครู่ก็กลับมาพร้อมกับความผิดหวัง
“เจ้าว่าอะไรนะน้องหญิงไม่ยอมออกมาพบข้าหรือ”
“สาวรับใช้ในบ้านบอกว่าองค์หญิงพักผ่อนอยู่ ไม่สะดวกจะออกไปไหนในเวลาเช่นนี้” บ่าวรับใช้คนเดิมตอบกลับมา
“ข้าจะไปหาพี่หญิงเอง”คุณชายอี้เจ๋อตัดสินใจจะไปด้วยตัวเอง
“เอออ พวกนางยังฝากบอกมาว่าไม่ต้องให้ใครไปหาอีก เมื่อถึงเวลา องค์หญิงจะออกมาพบเอง” เป็นคำบอกเล่าจากบ่าวรับใช้คนเดิม
“ไม่ได้การละ” คุณชายอี้เจ๋อนึกบางอย่างออกมาได้ก็รีบวิ่งออกไปในทันที
คุณชายอี้เจ๋อมาถึงตำหนักองค์หญิงหนิงอันก็ถูกกีดกันจากสาวรับใช้ในบ้านไม่ให้เข้าไปข้างใน
“องค์หญิงสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนในเวลาพักผ่อน”
“แม้แต่ข้าพวกเจ้าก็ยังกล้าขัดขวางหรือ”
“คุณชายได้โปรดเห็นใจพวกหม่อมฉันด้วยหม่อมฉันเพียงแค่ทำตามคำสั่งขององค์หญิงเพค่ะ”
“พวกเจ้าหลีกไป” พร้อมกันนั้นคุณชายอี้เจ๋อสั่งให้ทหารที่เฝ้าประตูมาจัดการกับสาวใช้ที่เข้ามากีดขวางจนมีการปะทะกันเล็กน้อยก่อนที่ทหารจะจับกุมสาวใช้ทั้งหมดไว้ได้
เมื่อคุณชายเข้ามาในตำหนักได้ก็ตรงไปยังห้องขององค์หญิงในทันทีมีสาวใช้หลายคนเข้ามาขวางแต่ก็ไม่อาจต้านทานทหารที่คอยเปิดทางให้กับคุณชาย
ทันทีที่ประตูห้องขององค์หญิงถูกเปิดออกคุณชายอี้เจ๋อถึงกับหน้าถอดสีด้วยความผิดหวัง เพราะสิ่งที่เขาพบมีเพียงสาวใช้สองคนนั่งเล่นกันอยู่ตรงกลางห้องเท่านั้น
“องค์หญิงไปไหน” คุณชายอี้เจ๋อตะโกนถามพวกนางแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา “ข้าถามพวกเจ้าว่า องค์หญิงไปไหน” คุณชายย้ำอีกครั้ง โดยครั้งนี้คุณชายได้กระชากดาบในมือของทหารออกมาจ่อคอสาวใช้เอาไว้
“หม่อมฉันไม่รู้เพค่ะองค์หญิงแค่สั่งให้พวกหม่อมฉันปลอมเป็นองค์หญิง หม่อมฉันไม่รู้จริงๆว่าองค์หญิงไปไหนเพค่ะ” สาวใช้คนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว
“อ้ากซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ์” คุณชายอี้เจ๋อตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับตัวดาบในมือกวัดแกว่งไปทั่ว ถูกข้างของเครื่องใช้พังไปเป็นแถบ
เมื่อระบายอารมณ์อย่างเต็มที่แล้วคุณชายอี้เจ๋อรีบออกจากตำหนัก กลับไปหาคุณชายชิงอวิ้นโดยเร็ว
“นี่เจ้าว่าอะไรนะน้องหญิงหนีไปเช่นนั้นหรือ” คุณชายชิงอวิ้นตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของคุณชายอี้เจ๋อ “น้องหญิงจะหนีไปได้อย่างไรก็คนของเราเฝ้าอยู่ตลอดเวลาเช่นนั้น แล้ว... แล้ว ป่านนี้นางจะหนีไปถึงไหนกันแล้วละนิ”
“ท่านพี่ใจเย็นๆ ก่อนถึงตอนนี้พี่หญิงก็หนีไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว มาคิดกันดีกว่าว่าเราจะเอายังไงกันต่อดี”
คุณชายทั้งสองต่างครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้จนคุณชายชิงอวิ้นพูดขึ้นมา
“ทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้วถึงไม่มีน้องหญิงเราก็ต้องดำเนินการต่อไปให้ได้”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ก็ได้แต่หวังว่าพี่หญิงกับหวังหย่งจะไม่มาทำลายพิธีมงคลของข้านะ”คุณชายอี้เจ๋อเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
.......................................................
“ข้ารู้สึกว่าตั้งแต่เราเจอกันในครั้งนี้เจ้าดูไม่มีความสุขเลย หรือเจ้าคิดถึงบ้าน อยากจะกลับไปเหอฉีแล้วใช่มั้ย”หวังหย่งเอ่ยถามองค์หญิงหนิงอันด้วยความเป็นห่วง
เป็นเวลา 2-3 มาแล้วที่คนทั้งสองได้มาอยู่ด้วยกันที่สำนักไฉ่หงถึงแม้บรรยากาศที่นี่จะมีความสงบร่มรื่นไม่ต่างจากตำหนักที่เหอฉีแต่ความงามก็เทียบกันไม่ได้เลย จนหวังหย่งอดเป็นห่วงองค์หญิงไม่ได้
“มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก”องค์หญิงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบออกมา
“อีกไม่กี่วันก็ถึงวันอภิเษกขององค์ชายอี้เจ๋อแล้วเจ้าน่าจะมีความสุขนะ ที่น้องคนเล็กจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซะทีแต่ไหนแต่ไรมาข้าก็เห็นเจ้าเป็นห่วงเค้าอยู่ตลอดเวลา”
“หากมันเป็นเมื่อก่อนน้องก็คงจะมีความสุขกับเขาด้วยจริงๆแต่ตอนนี้มีบางอย่างที่ทำให้น้องไม่สบายใจ อีกอย่างถึงตอนนี้เสด็จพี่คงทราบแล้วว่า น้องหนีออกมาจากตำหนัก น้องเป็นห่วงเหลือเกินว่า เด็กๆในตำหนักจะประสบชาตากรรมอย่างไร”
“เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก เด็กรับใช้ในตำหนักของเจ้าเป็นข้าที่คัดเลือกมาเอง พวกเขาย่อมจะเอาตัวรอดได้”
“น้องทราบเรื่องนั้นดีแต่ก็ยังไม่วางใจ ในเมื่อตอนนี้มีอีกหลายเรื่องที่ให้ต้องคิด”
“เช่นนั้นมีเรื่องอะไรที่เจ้าไม่สบายใจจงบอกข้ามาเถอะ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ามีความสุข”
องค์หญิงหนิงอันไม่ลังเลที่จะบอกความจริงกับหวังหย่ง
“บางทีน้องก็อยากจะเป็นคนตัวคนเดียวเช่นท่านพี่” องค์หญิงเอ่ยออกมาพร้อมสายตาที่เศร้าสลด“น้องมีพี่น้องเพียงแค่สามคน แต่พวกเราก็แทบจะไม่สนิทกันเลยจนไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน บัดนี้ทั้งแผ่นดินต้องระส่ำระสายเพราะเสด็จพี่ของน้อง เช่นนี้ ท่านพี่จะให้น้องสบายใจได้อย่างไร”
“เป็นเรื่องนี้นี่เองที่ผ่านมาข้าก็เห็นเจ้าไม่เคยเก็บเรื่องนี้มาคิดเลยทำไมตอนนี้เจ้าถึงต้องนำมันมาคิดด้วยเล่า”
“ก็เพราะว่าเมื่อวันก่อนมีคนมาพบน้อง”
“ใครกัน” หวังหย่งแสดงออกให้เห็นว่าเขาตกใจมากจนเขาอยากจะรู้ว่า ใครกันที่มาหาภรรยาของเขาถึงเมืองเหอผิง
“เสด็จแม่” องค์หญิงตอบกลับไปพร้อมกับความตกตะลึงของหวังหย่ง
“เสด็จแม่จะมาพบเจ้าถึงที่นี่ได้อย่างไร”
“น้องเองก็ยังแปลกใจอยู่”องค์หญิงจ้องหน้าหวังหย่ง เหมือนมีบางอย่างที่สำคัญมากจะบอก“แต่สิ่งที่น้องเป็นห่วงคือคำพูดของเสด็จแม่ต่างหาก”
หวังหย่งแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะรอฟังคำบอกเล่าขององค์หญิงเพราะหากไม่สำคัญจริงๆ องค์หญิงคงไม่มีอาการเช่นนี้
“เดิมทีน้องคิดจะหนีออกจากเหอฉีมาหาท่านพี่นานแล้วแต่น้องยังอดเป็นห่วงเสด็จแม่ไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่เสด็จพ่อเสียไปเสด็จแม่ก็ไม่กลับมาหาพวกเราอีกเลย ท่านพี่คิดว่ามันไม่แปลกหรือน้องรอฟังข่าวของเสด็จแม่ทุกวัน แต่คนของน้องที่ส่งไป กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆของเสด็จแม่เลย ที่สำคัญก็คือ เมื่อน้องส่งคนไปดูที่ตำหนักของเสด็จแม่กลับพบว่า..”
“เสด็จแม่ไม่ได้อยู่ที่นั่น” หวังหย่งแทรกขึ้นมา
“ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนั้นน้องจึงส่งข่าวมาบอกซูเหม่ยว่าน้องพร้อมแล้วที่จะหนีไปอยู่กับหล่อนหล่อนจึงส่งคนมารับน้องพร้อมกับพาหนีออกมา ตลอดการเดินทางน้องรู้ว่าคนของท่านพี่คอยติดตามพวกเรามาตลอดจึงแสร้งทำเป็นถูกจับกุมตัว เพื่อดูว่าท่านพี่จะมาช่วยหรือไม่ แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อน้องไปหลบซ่อนที่บ้านที่ใต้เท้าหลิวเตรียมไว้ให้เสด็จแม่ก็มาพบกับน้องที่นั่น”
“แสดงว่า หลังจากที่เสด็จพ่อสวรรคตเสด็จแม่ก็หนีมาอยู่เหอผิงแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร”
“เรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาแต่สิ่งที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือเสด็จแม่รู้ได้อย่างไรว่าน้องอยู่ที่นั่น ที่สำคัญ สิ่งที่เสด็จแม่ได้บอกเอาไว้เสด็จแม่บอกว่า ที่ผ่านมาเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ไม่เคยสนับสนุนเสด็จพี่เลยเสด็จแม่จึงอยากให้เราทั้งสองคนหาทางกำจัดเสด็จพี่ เพื่อช่วยเหลือแคว้นเหอฉีให้อยู่รอดต่อไป”
“เป็นไปได้อย่างไรที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่า เสด็จพ่อยอมสละชีพเพื่อช่วยเหลือคุณชายชิงอวิ้น ที่สำคัญเสด็จพ่อวางแผนทุกอย่างเพื่อให้เสด็จพี่ขึ้นครองบัลลังก์แล้วเสด็จแม่จะกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร”
“น้องเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จแม่จึงกล่าวเช่นนั้นแต่พอน้องกลับมาคิดดู ก็เห็นว่า สิ่งที่เสด็จแม่บอกมาก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเราทุกคนเห็นแล้วว่าในเวลานี้เสด็จแม่แทบจะไม่ใยดีกับเสด็จพี่เลย ที่สำคัญสิ่งที่เสด็จพี่ทำมาทั้งหมดล้วนเป็นความผิดพลาดไฉนเสด็จพ่อจึงคอยตามใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเสด็จพ่ออยากจะกำจัดเสด็จพี่ให้พ้นทาง”
“หากคิดจะกำจัดมันมีวิธีที่ง่ายกว่านี้เยอะ”
“ท่านพี่คิดว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างไรหากท่านอ๋องกำจัดโอรสของตัวเองด้วยวิธีแบบที่ท่านพี่คิด”
“ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมเสด็จพ่อต้องยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือคุณชายชิงอวิ้นด้วยละ”
“ก็เพราะเสด็จพ่อไม่คิดว่าท่านพี่จะยอมปล่อยเสด็จพี่ให้รอดชีวิตกลับมายังไงเล่า”องค์หญิงตอบอย่างมั่นใจ “ท่านพี่ลองคิดดูสิ ฉากจบที่สวยงามที่เสด็จพ่อคิดเอาไว้เมื่อเสด็จพี่อยู่ท่ามกลางวงล้อม แล้วเสด็จพ่อเข้าไปช่วย ทุกอย่างจะจบลงเมื่อสองพ่อลูกสละชีพในสนามรบเยี่ยงวีรบุรุษต่อให้มันคือการรุกรานผู้อื่น แต่การสละชีพเช่นนี้ย่อมส่งผลให้พวกเขาทั้งคนกลายเป็นวีรบุรุษที่ทุกคนจะพูดถึงไปอีกนานแสนนานเพียงแต่ว่า...”
“เพียงแต่ว่าข้ากลับปล่อยให้แผนการของเสด็จพ่อล้มเหลว เพราะไม่ยอมสังหารคุณชายชิงอวิ้น”
“ถูกต้องทำให้แผนการของเสด็จพ่อที่มอบอำนาจให้กับคนที่คู่ควรจริงๆ ต้องล้มเหลวไปด้วย”
“คนที่คู่ควร ใครกัน คือคนที่คู่ควรที่เจ้าหมายถึง” หวังหย่งสงสัย
“ก็เป็นท่านพี่ยังไงละ” องค์หญิงตอบกลับมาทำเอาหวังหย่งสะดุ้ง
คืนนั้นทั้งคืน หวังหย่งนอนไม่หลับเขากลับมานั่งคิดทบทวนสิ่งที่องค์หญิงบอกกับเขาหลายสิ่งหลายอย่างดูไม่น่าจะเป็นไปได้แต่หากคิดให้รอบคอบย่อมมีความเป็นไปได้มากมายเช่นเดียวกัน
ประการแรก ทำไมท่านอ๋องจึงยอมให้เขาแต่งงานกับองค์หญิงหนิงอันถึงแม้จะบอกว่านี่คือสมรสพระราชทาน แต่หากท่านอ๋องไม่เห็นด้วยเรื่องเหล่านี้ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ประการที่สองทำไมท่านอ๋องต้องแตกหักกับราชสำนักเพียงเพื่อสนองความต้องการของคุณชายชิงอวิ้น
ประการที่สาม ทำไมอยู่ดีๆ ท่านอ๋องจึงคิดจะวางมือไปทั้งๆ ที่บ้านเมืองในขณะนั้นกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงจะเกิดสงคราม
ประการที่สี่ทำไมพระเมหสีลูเฟยจึงไม่เคยใยดีต่อโอรสทั้งสองของพระองค์เลยที่สำคัญเมื่อไม่มีท่านอ๋องนางกลับหนีไปยังเมืองเหอผิงที่เป็นศัตรูกับเหอฉีมาโดยตลอด
แต่สิ่งที่ทำให้หวังต้องคิดอย่างหนักและหาคำตอบเท่าไหร่ก็หาไม่ได้ นั่นก็คือ หากคำพูดขององค์หญิงเป็นจริงหากท่านอ๋องปรารถนาให้เขารับตำแหน่งจริงๆ เช่นนั้นแล้ว ตัวเขาเป็นใครกันที่สามารถทำให้ท่านอ๋องคิดเช่นนั้นได้ และดูเหมือนในสถานการณ์ทุกวันนี้ตัวเขาจะถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของทุกๆ ฝ่าย
เด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเขา จะมาเป็นคนไขปมขัดแย้งของบ้านเมืองเช่นนี้ได้อย่างกัน