20.00 น.
‘ปี๊ดดดดดดดด’
“หมดเวลาสนุกแล้วค่ะปีหนึ่งพี่ขอให้น้องๆ ทุกคนนั่งลง หลับตา และหยุดคุยกันด้วยนะคะ”เสียงขอพี่สตาฟที่ผมก็จำชื่อไม่ได้ บอกให้เรานั่งลงและทำตามที่บอกแล้วก็มีพี่สตาฟกลุ่มหนึ่งเดินมาจัดแถวที่นั่งให้เราพร้อมกับเอาเทียนมาวางตรงหน้าเราคนละอัน เทียนค่อยๆ ถูกจุดไปเรื่อยๆจนครบทุกอันพร้อมกันกับที่เพลงมาร์ชของมหาวิทยาลัยก็ดังขึ้นผมเห็นรุ่นพี่ทยอยกันเดินเข้ามานั่งตรงหน้าพวกเราในมือมีด้ายสีขาวคนละเส้นเมื่อเพลงจบพี่คนที่อยู่ข้างหน้าผมก็นำด้ายผูกแขนให้พร้อมกล่าวต้อนรับและอวยพรให้ผมรุ่นพี่คนอื่นก็คงจะทำคล้ายๆ กัน ผมยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วรุ่นพี่ก็ลุกเดินออกไป ผมแอบได้ยินรุ่นพี่ที่ผูกแขนให้น้ำขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอเธอบอกปฏิเสธเขาอย่างสุภาพ ผมมองเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมเธอหันมาและยิ้มให้ผมอีกแล้ว ยิ้มของเธอน่ารักชะมัด
“กิจกรรมในค่ำคืนนี้จบลงเพียงเท่านี้นะคะขอให้น้องๆ ทุกคนเดินทางกลับที่พักโดยสวัสดิภาพ และพบกันอีกครั้งในงานเฟรชชี่ไนท์นะคะ......”ผมไม่ได้สนใจที่พี่สตาฟพูดเท่าไหร่ ตอนนี้ผมสนใจแค่ผู้หญิงข้างๆจะไปไหนต่อก็เท่านั้น
“น้ำจะกลับเลยหรือเปล่า ให้เราไปส่งไหม”ผมอยากสานสัมพันธ์กับเธอ เพราะเธอสวยน่ารักถูกใจผมมาก
“น้ำขับรถมาเอง ดินไม่ต้องไปส่งน้ำหรอกเดี๋ยวน้ำกับเพื่อนๆ กลับกันเองได้”ผมมองเพื่อนที่คุยกับบัดดี้ของพวกมันอย่างชั่งใจ
“เอาแบบนั้นก็ได้ ไว้เราจะโทรหานะ ไปเถอะเดี๋ยวเราไปส่งที่รถ” ผมกับเพื่อนเดินไปส่งน้ำกับเพื่อนของเธอขึ้นรถใจหนึ่งก็อยากชวนเธอไปต่อ คงไม่ดีกว่า ผมคิดว่าผมชอบที่เธอสวยน่ารักแต่เธอดูไม่เหมาะกับการเป็คู่ควงของผมเท่าไหร่ เธอดู ใสซื่อเกินไปถ้าผมยุ่งกับเธอมากกว่านี้เธออาจจะผูกมัดผมด้วยคำว่า ‘แฟนหรือคนรัก’จะคำไหนก็ช่างผมยังไม่พร้อมจะใช้คำพวกนี้ถึงเธอจะเป็ผู้หญิงคนแรกที่ทำผมใจเต้นรัวก็ตามผมมีประสบการณ์เื่การคบหากับเพศตรงข้ามมาเยอะ พวกเธอ้าความรักการเป็เ้าของ แต่ผมไม่ชอบการต้องรายงานความเคลื่อนไหวของเราให้ใครรู้มันไม่อิสระเอาซะเลยการคบกันแบบไม่ผูกมัดคือทางเลือกของผม และผมชอบที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นชีวิตอิสระของหนุ่มโสดที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ยังไงล่ะ และตอนนี้ผมก็ยังสนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่
“ไป ไอ้เสือ ไปหาอะไรกินกัน”วีคลับเป็ร้านประจำของเราเพราะั้แ่เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ผมและเพื่อนย้ายมาที่มหาวิทยาลัยนี้พวกผมก็ตระเวนกินเที่ยวในแถบนี้มาแล้วทุกร้าน มีวีคลับนี่แหละที่โดนใจที่สุด
“เฟรชชี่ไนท์”
(Freshy Night Party)
ทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้รุ่นพี่แต่ละสาขาทำการรับน้องเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นหลังจากเสร็จจากกิจกรรมการรับน้องของแต่ละสาขาแล้วก็จะมีกิจกรรมที่เรียกว่า“เฟรชชี่ไนท์” ที่จัดขึ้นสำหรับน้องใหม่ปีหนึ่งทุกคน มีการแสดงเชียร์หลีดเดอร์การแสดงวงดนตรี การประกาศผล ‘ดาวและเดือน’ ของมหาวิทยาลัยและปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีสดจากศิลปินนักร้องค่ายดัง
สถานที่จัดงานในครั้งนี้คืออาคารรูปวงกลมขาดใหญ่คล้ายโรงยิมแต่จะต่างกันก็ตรงที่ด้านหน้ามีเวทีขนาดใหญ่และยังมีห้องควบคุมแสงสีเสียงด้านข้างเวทีนั้นสถานที่นี้พวกรุ่นพี่เรียกว่า “รูม เธียเตอร์”เป็สถานที่ใช้ประกอบกิจกรรมส่วนใหญ่ของสาขานิเทศศาสตร์และถ้าหากสาขาไหน้าใช้สถานที่ก็ทำเื่ขอใช้สถานที่ได้สาขาของฉันได้ที่นั่ง้าซึ่งอยู่ระหว่างสาขานิเทศศาสตร์และสาขาวิทยาศาสตร์
“กรี๊ดดดดดดด”เสียงกรีดร้องของฉันและเพื่อนที่ร้องเชียร์เพื่อนร่วมสาขาที่เธอสามารถคว้ารางวัลดาวของมหาวิทยาลัยได้สำเร็จไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนคนนี้จะได้รับเกียรตินี้ ด้วยบุคลิกที่ สวย สง่าและมีความมั่นใจ ไหนจะการตอบคำถามที่ถูกต้องชัดเจนนั้นอีกฉันไม่ได้เป็กรรมการเองฉันยังให้ผ่านจนต้องร้องเชียร์ออกไปอย่างสุดใจขาดดิ้นยังไงล่ะ
“เพื่อนน้ำเก่งนะ”เสียงที่กระซิบจากด้านหลังทำให้ฉันสะดุ้งหันไปมอง เป็ดินนั่นเองแล้วเขาเข้ามาในโซนนี้ได้ยังไงเนื่องจากทางมหาวิทยาลัยแบ่งโซนไว้ให้แต่ละสาขานั่งอย่างชัดเจนแล้วคงเพราะฉันเลือกที่นั่ง้าสุด ซึ่งด้านหลังของฉันเป็ทางเดินที่ผู้คนสามารถเดินผ่านไปมาได้แต่เอ๊ะ! นี่เขานั่งซ้อนด้านหลังฉันอยู่หรอเนี๊ยะ ใกล้เกินไปแล้วนะ
“อ้าว! ดินมาได้ไง โซนนี้ของบริหารนะวิศวะอยู่อีกด้านไม่ใช่หรอ” ฉันขยับตัวเล็กน้อย เพราะเขาเข้าใกล้ฉันมากเกินไป ฉันจำเป็จะต้องป้องปากถามกลับไปด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพราะที่เวทีกำลังเตรียมประกาศผลเดือนของมหาวิทยาลัยอยู่เสียงที่ดังมากทำให้เราพูดกันไม่ค่อยได้ยินและฉันก็สงสัยเพราะโซนที่สาขาเขาอยู่กับโซนที่สาขาฉันอยู่ห่างกันคนละฟากเลยทีเดียว
“หึ หึ หึ” เขาเพียงยิ้มที่มุมปากไม่ยอมตอบคำถามฉัน และฉันก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะที่ด้านหน้าเวทีกำลังประกาศผลดาวของมหาวิทยาลัยอยู่สิ่งนั้นเรียกความสนใจจากฉันและทุกๆ คน
“เพื่อนสาขาดินได้เป็เดือนด้วยแหละ”ฉันสะกิดบอกเขา เขาทำแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
“น้ำ กินข้าวมาหรือยัง” เขากระซิบถามฉันที่กำลังสนใจการมอบรางวัลด้านหน้าเวทีอยู่
“น้ำกินมาแล้ว ดินยังไม่กินหรอไปซื้อขนมรองท้องที่หน้างานสิ”ก่อนเข้ามาฉันเห็นมีร้านขายขนมเข้ามาขายที่ด้านหน้าหลายร้าน
“น้ำไปเป็เพื่อนหน่อยสิ เพื่อนเรามันไม่ยอมไปเราเลยเดินมาชวนน้ำนี่ไง”
“แต่น้ำอยากดูดนตรีนี่นา”
“ไม่นานหรอก เราพาน้ำกลับมาทันแน่ตอนนี้วงของมหาวิทยาลัยขึ้นเล่นแล้วอีกซักพักเลยกว่าศิลปินจะขึ้นน้ำกลับมาทันแน่นอน”
“โอเค ตามนั้นก็ได้ ดินต้องรีบพาน้ำกลับมานะ”ฉันกำชับเขาเพราะศิลปินรับเชิญวันนี้เป็วงที่ฉันชอบมากๆ
“ปะ ไปกัน” เขาสะกิดที่หลังฉันเป็การเร่งให้ฉันรีบลุกขึ้นฉันเลยสะกิดบอกหนึ่งที่นั่งติดกับฉันและกำลังนั่งคุยกับบัดดี้ของตัวเองอยู่เห็นชัดเลยว่าดินไม่ได้มาคนเดียว เขาหนีบเพื่อนของเขามาด้วยนั่นเองหนึ่งพยักหน้าให้ฉันเป็อันเข้าใจและยิ้มให้ดินเล็กน้อยก็หันไปดูดนตรีต่อ
เราเดินมาถึงสุดทางเดินผู้คนก็แน่นขนัดไปหมดแล้วเราจะผ่าดงปีหนึ่งไปยังไงกันละทีนี้
“น้ำ มาทางนี้” เขายื่นมือมาจับมือฉันฉันต้องจับมือเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเข้าใจว่าทำไมเราต้องจับมือกันเพราะคนแน่นมากจริง ในที่สุดเราก็เดินผ่านผู้คนที่แน่นขนัดออกมาได้ ดินเดินจับมือฉันมาหน้าร้านลูกชิ้นปิ้งกลิ่นหอมของลูกชิ้นทำให้ฉันนึกอยากกินขึ้นมาทันที
“เอาอะไรเพิ่มไหมน้ำ”เขาเลือกหยิบเฉพาะลูกชิ้นเนื้อห้าไม้เท่านั้น เขาคงจะชอบเนื้อแน่ๆ
“ลูกชิ้นปลาสองไม้ก็พอ ขอแยกน้ำจิ้มได้ไหม”เขาหยิบลูกชิ้นปลาเพิ่มตามจำนวนที่ฉันขอ แล้วสั่งขอแยกน้ำจิ้มกับป้าแม่ค้าป้าก็ใจดีตักน้ำจิ้มแยกใส่ถ้วยเล็กๆให้เราพร้อมกับจัดผักใส่ถุงให้ระหว่างย่างลูกชิ้นที่เราเลือกไว้
“ดื่มน้ำปั่นไหม เราเห็นทางนั้นมีขายมีผลไม้ปั่นด้วยนะ” เขาถามฉันพร้อมกับชี้ไปทิศที่บอกว่ามีร้านน้ำปั่นตั้งขายอยู่
“เอาสิ ไปดูกันว่ามีเมนูอะไรน่ากินบ้าง”ฉันมองตามมือเขาก็เห็นร้านน้ำปั่นอยู่ไม่ไกล
“เดี๋ยวผมมาเอานะครับป้า”เขาจ่ายค่าลูกชิ้นปิ้งพร้อมบอกป้าแม่ค้าก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือฉันอีกครั้ง
“.........”ฉันมองมือหนาที่กุมมือฉันแล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา
“ไปเถอะ....... คนเยอะ เดี๋ยวหลง” ฉันยกมือข้างที่เขาจับขึ้นมาเป็การถามเขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พูดแค่นั้นแล้วก็ลากฉันให้เดินตามไปร้านน้ำปั่นฉันต้องเข้าใจเอาเองว่าเขาจับมือฉันเพราะคนเยอะอีกแล้วใช่ไหม
“ดื่มอะไรน้ำ” เขาก้มลงมาถามฉันเขาปล่อยมือที่จับฉันและดันให้ฉันยืนด้านหน้าแล้วตัวเองก็ยืนซ้อนด้านหลังแต่ไม่ได้เบียดตัวมาชิดระหว่างเรายังมีช่องว่าเล็กน้อยคงกลัวว่าจะมีคนเดินมาชนเพราะตรงนี้มีคนมากกว่าที่ร้านลูกชิ้นปิ้งมาก
“น้ำมะพร้าวนมสดปั่น”
“มะพร้าวนมสดปั่นสองแก้วครับ”เขาสั่งเครื่องดื่มให้เราเสร็จ ก็มองไปที่ร้านลูกชิ้นปิ้งที่เราเพิ่งจากมา เขาขมวดคิ้วเหมือนคิดอะไรเล็กน้อย
“น้ำยืนรอตรงนี้นะเดี๋ยวเราไปเอาลูกชิ้นปิ้งก่อน เดี๋ยวมา”เขาจ่ายเงินค่าน้ำปั่นเสร็จก็ดันไหล่ฉันให้เดินไปยืนข้างร้านน้ำปั่นแล้วเดินไปที่ร้านลูกชิ้นปิ้ง เขาคิดว่าฉันดูแลตัวเองไม่ได้หรือยังไงนะฉันคิดแบบเคืองๆ
“น้ำมะพร้าวนมสดปั่นสองแก้วได้แล้วค่ะแฟนน้องน่ารักจังนะคะ มีแอบห่วงกลัวคนเดินมาชนแฟนตัวเองด้วย”พี่สาวเ้าของร้านน้ำปั่นแซวฉันยิ้มๆ
“ไม่ใช่ค่ะพี่ เราเป็.....”ฉันโบกมือพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธแต่ยังไม่ทันได้แก้ไขความเข้าใจผิดของพี่สาวเ้าของร้านน้ำปั่นเขาก็เดินกลับมาพอดี
“ได้แล้วหรอน้ำ ทางโน้นมีโต๊ะให้นั่งอยู่นะเห็นคนนั่งกันเยอะเลย” เขาจับมือฉันให้เดินออกมาด้วยกัน
เราเดินห่างออกมาจากโซนขายอาหารและเครื่องดื่มที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้บุคคลภายนอกเข้ามาจับจองเปิดร้านขายสินค้าเล็กๆน้อยๆ ไม่ไกลจากบริเวณสถานที่จัดงานมากนัก บริเวณนี้มีนักศึกษาทั้งปีหนึ่งและชั้นปีอื่นๆนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันแทบจะทุกโต๊ะ
“นั่งตรงนี้แล้วกัน”ผมมาทันได้ยินพี่สาวร้านน้ำปั่นแซวว่าผมกับเธอเป็แฟนกันผมอยากแกล้งเธอเลยรีบตัดบทแล้วพาเธอมานั่งตรงนี้ แอบเห็นคนตัวเล็กข้างๆทำปากขมุบขมิบ ก็ได้แต่ขำในใจ เธอน่ารักดีนะ
“รีบๆ กินเลยดิน น้ำอยากกลับแล้ว” เธอเร่งผมขณะที่มือก็หยิบไม้ลูกชิ้นปิ้งมากัดแล้วเคี้ยวแก้มตุ่ย
“จะกลับหอ” ผมถามเธอสั้นๆ แค่นั้น
“บ้า! ไปดูคอนเสิร์ตสินักร้องขึ้นหรือยังก็ไม่รู้” เธอส่งค้อนมาให้ผมหนึ่งที น่ารักอีกแล้ว
“หึ หึ หึ นึกว่าจะกลับหอ” ผมยิ้มขำกับท่าทางน่ารักของเธอ
“ชอบกินลูกชิ้นปลาหรอ กินลูกชิ้นเนื้อไหม”ผมเห็นเธอกินแค่ลูกชิ้นปลาไปไม้เดียว
“กินได้หมดแหละ น้ำไม่เลือกหรอก”เธอยกแก้วน้ำปั่นมาดูด
“ทำไมถึงเลือกเรียนบริหารล่ะ”ผมอยากคุยกับเธอต่อ เลยชวนคุย
“ไม่รู้สินะ......น้ำคิดว่าอาจจะเป็เพราะเราสามารถนำความรู้ไปประยุกต์กับการทำงานได้หลากหลายอาชีพล่ะมั้ง”เธอนั่งไขว่ห้างกอดอกพลางทำท่าคิดไปด้วย
“อืม”
“แล้วดินล่ะ ทำไมเลือกเรียนวิศวะ”เธอหันมาถามผมแล้วดูดน้ำปั่นอีกครั้ง ท่าทางของเธอดูเป็ธรรมชาติมากเธอเป็ผู้หญิงคนแรกที่ไม่ทอดสะพานให้ผม
“เป็ความสนใจและอยากรู้” ผมตอบแค่นั้น
“ดินเป็คนจังหวัดไหน”เธอคงหาเื่มาคุยเพื่อไม่ให้เงียบ
“กรุงเทพ...... น้ำล่ะ” ผมตอบเธอตามความจริงและถามเธอกลับ เพราะผมก็อยากรู้
“ชลบุรี”
“เราออกมานานแล้ว กลับเข้างานกันเถอะ”เราถามตอบกันอยู่สักพักผมก็ชวนเธอเขาไปในงานต่อ วันนี้ผมรู้เื่เธอพอสมควรสิ่งที่ผมไม่คิดว่าเธอจะบอกคือเื่ครอบครัว พ่อเธอเป็นายทหาร
“ไปสิ คุยกันเพลินเลย ดินคุยสนุกดีนะไปเถอะไม่อยากพลาดตอนเปิดตัวด้วย” เธอรีบลุกนำผมไป ผมเดินตามไปติดๆรู้สึกสนใจผู้หญิงคนนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดแล้ว
“.........” เธอเงยหน้ามองหน้าผม แล้วขมวดคิ้วคงเพราะผมจับมือเธออยู่
“คนเยอะ...... เดี๋ยวหลง” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็จับมือเธอเดินผ่านผู้คนเข้าไปหากลุ่มเพื่อนที่ตอนนี้ยืนขึ้นเต้นกันหมดแล้ว
ดินยังคงจับมือฉันแน่นเหมือนเมื่อตอนที่เขาขอให้ฉันออกมาเป็เพื่อนเพื่อหาอะไรกินกันหน้างานเขาเป็ผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างสบายใจ เขาคุยสนุกเป็ธรรมชาติ และที่สำคัญไม่ได้มีท่าทีจะจีบฉันเหมือนผู้ชายส่วนใหญ่ที่ฉันพบเจอฉันเลยคิดว่าเราคงเป็เพื่อนที่ดีต่อกันได้ไม่ยาก
“วงแรกขึ้นหรือยัง”ฉันเดินมาถึงกลุ่มเพื่อนที่ตอนนี้ยืนเต้นกันอย่างสุดเหวี่ยง โดยมีดินยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง
“กลับมาทันพอดี วงมหาลัยเพิ่งเล่นจบเมื่อกี้น้องกำลังจะโทรตามพอดีเลย”น้องพูดขึ้นพร้อมกับใส่โทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าที่สะพายมา
“วงมหาลัยเล่นสนุกมากเลย พลาดแล้วน้ำ”นุ่มนิ่มชะโงกตัวผ่านน้องมาพูดกับฉัน
“ไปคุยกับหนุ่มนานเลยนะน้ำ อิอิอิ”หนึ่งขยับเบียดตัวน้องกับนุ่มนิ่มมาคุยเมื่อเห็นว่าฉันกลับมาแล้ว
“บ้าแล้ว ไปคุยหนุ่มที่ไหนดินเค้าหิวเลยพาไปกินลูกชิ้นปิ้ง แค่นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ เพื่อนๆ อย่ามโนค่ะโน้นวงแรกจะขึ้นแล้วค่ะ” พวกเราสุมหัวคุยกัน และเสียงดนตรีก็ดังขึ้นอีกครั้งเนื่องจากศิลปินกลุ่มแรกกำลังจะขึ้นเวทีแล้วนั่นเอง
พวกเราให้ความสนใจศิลปินวงแรกซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทุกวงที่ทางมหาวิทยาลัยเชิญมาวันนี้เป็มืออาชีพมากแสดงสดทุกเพลง ทำให้เราร้องเต้นกันจนหมดแรงเลยทีเดียว