ตอนที่ 1 นายกเทศมนตรีกู้ชิง (6)
เมื่อเริ่มพิธีเปิดงาน ผู้คนมากมายก็เรียงรายจากทางเข้าใหญ่ไปถึงโพเดียมปูพรมแดง นักค้นคว้าและวิจัยประจำห้องวิจัย นักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มาร่วมพิธีและฝ่ายกิจการผู้ร่วมทุนต่างยืนกันด้านหน้า
นักวิชาการเริ่มบรรยาย และชี้แจงแนวทางการค้นคว้าและหัวข้อต่างๆ ของห้องวิจัยประจำสถาบันแห่งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณความสนับสนุนจากภาคเทศบาลนคร รวมถึงความร่วมมือของการมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจและสถาบันอุดมศึกษา
หลังจากเขาจบการบรรยาย กู้ชิงก็เดินเข้ากล่าวสุนทรพจน์ ต่อนั้นก็ถึงคราวของเลขานุการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หลังจากสิ้นสุดลำดับการกล่าวสุนทรพจน์ นายกเทศมนตรี นักวิชาการและอีกหลายท่านต่างร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดงาน ผู้คนมากมายด้านล่างเวทีพากันปรบมือ พร้อมกับเสียงปรบมือนั้น ห้องวิจัยก็เริ่มการลงมือค้นคว้าและวิจัยอย่างเป็ทางการ
เมื่อพูดคุยกับนักวิชาการได้สักพัก กู้ชิงก็ไม่ได้รบกวนงานของเขาอีก หากแต่ออกมาพร้อมเลขา แล้วกลับไปยังสำนักงานเทศบาลนคร
การทำงาน่บ่าย นอกจากล่ามประจำตัว ก็ยังมีรองนายกเทศมนตรีหลัวและรองนายกเทศมนตรีเหลาเข้าร่วมการต้อนรับและเข้าพบเอกอัครราชทูตจากประเทศแห่งหนึ่งในยุโรปตะวันออก
สองฝ่ายต่างร่วมลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและโยธาธิการไปจนถึงโครงการต่างๆ ทั้งสองฝ่ายต่างหวังว่าจะสามารถเชิญชวนนักธุรกิจอีกหลายรายจากนครเจียงมาทำการลงทุนภายในประเทศดังกล่าวได้สำเร็จ เพื่อกระตุ้นสัมพันธภาพทางความร่วมมือระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์
สิ่งที่นครเจียงเฟื่องฟูที่สุดก็คือนักธุรกิจ ธุรกิจบางประเภทของสี่เ้าสัวใหญ่ได้ก่อตั้งในต่างประเทศมานานแล้ว
เนื่องจากเอกอัครราชทูตผู้นี้ถ่องแท้เื่เศรษฐกิจที่รุ่งเรืองและเฟื่องฟูของนครเจียง ถึงได้หวังว่าจะกระชับไมตรีระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจภายในประเทศพัฒนาต่อไป
เมื่อสิ้นสุดการเข้าพบในงานนี้ เขาก็จับมือกู้ชิงด้วยมือทั้งสองข้าง ตั้งตารองานกาล่า่ค่ำนี้เป็อย่างยิ่ง
หลังส่งเอกอัครราชทูตขึ้นรถกลับโรงแรม กู้ชิงก็กลับไปยังห้องทำงานนายกเทศมนตรี ก่อนหยิบกาแฟดำซองหนึ่งจากลิ้นชักมาชง พร้อมถือแก้วยืนอยู่ริมหน้าต่าง พลางมองฝูงชนนครบริเวณฝั่งตรงข้ามแม่น้ำฉาง
คำกล่าวที่ว่าการปกครองท้องถิ่นถูกเศรษฐกิจผูกมัดทางอ้อมนั้นไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด
สี่เ้าสัวใหญ่กุมหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของนครเจียง ส่วนหน่วยงานรัฐบาลก็เอื้ออำนวยในการสรรค์สร้างปัจจัยแวดล้อมเชิงบวกทางธุรกิจให้ ภาคเอกชนและภาครัฐจึงมีความเกี่ยวข้องทางตรงและทางอ้อมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าเมืองแห่งใดก็ล้วนแต่ให้ความสนใจกับเศรษฐกิจทั้งนั้น บางเมืองถึงกับอวยนักธุรกิจเป็แขกกิตติมศักดิ์ด้วยซ้ำไป เหตุเพราะเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองบ่งชี้การพัฒนารวมถึงจำนวนประชากร ไปจนถึงภาษีมหาศาล
ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจเกิดความสั่นคลอนหรือเงียบเหงา รัฐจะล้มละลาย ประชากรจะแห่ออกนอกประเทศ บางนิคมอุตสาหกรรมทางภาคเหนือที่เคยรุ่งเรืองกลับกลายเป็ซบเซาก็เพราะกรณีเช่นนี้
สำหรับมหานครเลียบแม่น้ำฉางที่มีประชากรหลักสิบล้านคน ซึ่งมีมวลรวมเศรษฐกิจระดับท็อปสิบ ก็มากพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของนครแห่งนี้สามารถดึงดูดธุรกิจและประชากรต่างถิ่นได้อย่างไม่ขาดสาย
สามเดือนมานี้ เขาเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับสี่เ้าสัวใหญ่มาโดยตลอด แต่ในด้านการทำงานเชิงพิธีการบางกำหนดการ ทั้งสองฝ่ายจำต้องพบปะกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการรับมือของเขาก็คือใช้วาทศิลป์อย่างข้าราชการ ด้วยการร่วมงานกาล่าในค่ำวันนี้สักครึ่งชั่วโมง แล้วสั่งรองนายกเทศมนตรีเข้าร่วมรับหน้ากับสองเ้าสัวใหญ่ตระกูลหยวนและตระกูลเซวียผู้เป็ประธานกรรมการกันไป
หลังดื่มกาแฟหมดภายในคำเดียว เขาก็เดินแยกไปยังสองห้องทำงานของรองนายกเทศมนตรีหลัวและรองนายกเทศมนตรีเหลา โดยบอกว่าค่ำนี้มีธุระ จึงร่วมงานกาล่าได้เพียงครึ่งชั่วโมง
ขณะที่เขายืนขึ้นและเดินกลับไปยังห้องทำงาน รองนายกเทศมนตรีเหลาก็จงใจถามไปอีกหนึ่งประโยคเื่งานแต่งผูกพันธมิตรระหว่างสองครอบครัวอย่างตระกูลเซินกับตระกูลเซวีย
เขาพยักหน้าไปครั้งสองครั้งโดยไม่ว่าอะไร ก่อนจะช่วยปิดประตูแล้วเดินออกไป
เวลาหนึ่งทุ่ม เลขาหยางเตี่ยนซือขับรถไปส่งเขายังโรงแรมแกรนด์นครเจียงได้อย่างตรงเวลา เมื่อเขาลงจากรถ พนักงานโรงแรมก็เชิญเขาไปยังทางเข้าด้วยตนเอง จากนั้นพนักงานหญิงฝ่ายต้อนรับในชุดราตรี ก็นำทางเขาเข้าไปยังแกรนด์บอลรูมงานกาล่าที่ชั้นสอง
เพิ่งจะไปถึงแกรนด์บอลรูมงานกาล่าที่ชั้นสอง เอกอัครราชทูตและคณะรองนายกเทศมนตรีที่ถึงงานล่วงหน้าก็กรูกันเข้ามา เขาอาศัยจังหวะคว้าไวน์แดงจากถาดของบริกร แล้วร่วมชนแก้วกับพวกเขา
เอกอัครราชทูตสนทนากับเขาอย่างมีมารยาท จึงบอกไปว่าภายในงานมีมิตรสหายมากมาย หวังว่าจะแนะนำให้รู้จักกันได้
ประเมินจากภายในแกรนด์บอลรูมงานกาล่าแล้ว นักธุรกิจฐานะระดับท็อป ก็คือประธานกรรมการผู้เป็สองเ้าสัวใหญ่อย่างตระกูลหยวนและตระกูลเซวีย คนหนึ่งคือหยวนจุนที่เขาเจอหน้าไปเมื่อวันศุกร์ ส่วนอีกคนหนึ่งคือเซวียติ้งที่เพิ่งจะแต่งงานกับเซินฝานจีไปเมื่อวาน
เขาพบว่าเซินฝานจียืนอยู่ข้างกายเซวียติ้ง หญิงสาวในใบหน้าประดับยิ้มกำลังมองเขา ทว่าไม่ได้เอ่ยปากทักทาย
เซวียติ้งเป็ฝ่ายเดินนำภรรยาเข้ามาหาเอง ชายหนุ่มตาชั้นเดียวในใบหน้าเปื้อนยิ้ม ที่สวมรองเท้าหนังเงาวับผู้นี้ยื่นมือให้ “สวัสดีนายกเทศมนตรี เป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบท่านครับ”
กู้ชิงยิ้มอย่างเป็ทางการตามความเคยชิน พร้อมจับมือเบื้องหน้า “เป็เกียรติอย่างยิ่งครับ”
กล่าวจบเขาก็คิดจะปล่อยมือ แต่เซวียติ้งกลับออกแรงบีบอย่างหนัก กุมมือไว้แน่น ส่วนแววตาที่กำลังมองเขาเหมือนกับจ้องจะล่าเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าโดนล้ำเส้นเข้าแล้ว
เซวียติ้งเผยรอยยิ้มแฝงเลศนัยพลางเอ่ยว่า “คราวหน้าจะไปเยือนท่านนายกเทศมนตรีถึงที่เลยครับ” พูดจบถึงได้ปล่อยมือ
กู้ชิงพยักหน้าไปครั้งสองครั้ง กล่าวแนะนำกับเอกอัครราชทูตด้วยภาษาอังกฤษว่าเขาคือเซวียติ้ง ประธานกรรมการเครือบริษัทเจียงสือ เป็นักธุรกิจของนครนี้
เอกอัครราชทูตจับมือกับเซวียติ้งอย่างกระตือรือร้นแล้วแลกนามบัตรกับเขา โดยเอ่ยว่าอยากให้พวกเขาเป็มิตรสหายกัน รวมถึงสามารถดำเนินการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันได้อีกมากมาย