อากาศในเมืองอัณยา่เดือนตุลาคมค่อนข้างหนาวเย็นเพราะรอบๆเมืองเต็มไปด้วยธรรมชาติที่รับน้ำฝนซึ่งตกลงมาบ่อยครั้งจนชุ่มชื้นหากมองไปรอบๆจะเห็นแนวเขาสูงชันซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่มโอบล้อมเมืองไว้ ท้องฟ้าสีครามใน่เช้าวันนี้ดูแจ่มใสมองเห็นแสงอาทิตย์ส่องสว่างผ่านเมฆบนท้องฟ้าอาจเป็เพราะฝนตกหนักเมื่อคืนจึงทำให้มองเห็นหมอกจางๆที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ทั่วเมือง
ฉันอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์คลุมทับด้วยแจ๊กเก็ตสีฟ้าอ่อนเพื่อให้คล่องตัวมากที่สุดอัยเดินหาวออกมายืนข้างๆฉันที่หน้าบ้านพัก เธออยู่ในชุดเสื้อไหมพรมแขนยาวกับกางเกงรัดรูปสี่ส่วนเรากำลังรอรถของเชนที่บอกว่าจะมารับในอีกห้านาทีไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ก็เรียกความสนใจจากเราให้หันไปมองยังต้นเสียงรถห้าประตูสีเงินวิ่งเข้ามาจอดตรงหน้าพวกเราฉันกับอัยจึงเปิดประตูเบาะหลังคนขับเพื่อขึ้นรถก่อนจะทักทายเชนที่เป็คนขับ แดนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆคนขับและน๊อตที่นั่งอยู่เบาะหลังพวกเราอีกที
“มีคนบอกว่าอยากลองไปที่สุสานประจำเมือง คนอื่นๆเอายังไงกัน” เชนกล่าวขึ้นทำให้อัยหันขวับมาทางฉัน
“ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็ใครเราจะเริ่มต้นวันกันด้วยการไปสุสานหรือ”
“ก็พรุ่งนี้จะมีพิธีส่งตัวผู้วายชนม์แล้วเราน่าจะไปดูสถานที่จริงก่อนเริ่มพิธีสิจริงมั้ย”
“อันที่จริงถัดจากสุสานมีสะพานแขวนกลางน้ำตกอยู่พอไปดูสุสานเสร็จก็ขับรถไปเที่ยวต่อที่นั่นได้นะ” แดนเสนอทางเลือกทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง
อัยเริ่มจะคล้อยตามก่อนหันไปมองน๊อตซึ่งนั่งกอดอกกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ที่เบาะหลัง“กำลังจะขอความเห็น แต่ดูท่าทางนายจะเหนื่อยจัดเลยนะ”
น๊อตโบกมือหยอยๆ “ฉันอยู่ดูแลพ่อจนดึกเมื่อคืน พวกเธออยากไปไหนก็ไปเหอะ ถึงแล้วปลุกด้วย”
เชนหัวเราะเมื่อรู้สึกว่าไม่ถูกคัดค้านอีกต่อไป เขาให้แดนหยิบแผนที่จากที่เก็บของหน้ารถส่งให้ฉัน“นี่เป็แผนที่สุสานที่กำลังจะไป ลองดูคร่าวๆสิ”
เชนขับรถมาบนทางถนนที่ทอดยาวขึ้นไปตามความชันของูเาร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่สองข้างทางช่วยบดบังแสงแดดซึ่งส่องลอดผ่านช่องใบไม้ไหวจนมองเห็นเป็แสงสีทองระยิบระยับยิ่งเข้า่สายหมอกค่อยๆเลือนลางหายไปไม่นานนักเชนก็ขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าประตูรั้วเหล็กสีดำซึ่งล้อมรอบเขตสุสานไว้จากไร่องุ่นขับมาจนถึงสุสานใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงเชนดับเครื่องในขณะที่ทุกคนลงจากรถ ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดกลิ่นชื้นๆของไอน้ำที่ยังหลงเหลืออยู่ตามธรรมชาติให้ความรู้สึกสดชื่นแตกต่างจากในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง
เชนเดินนำทุกคนผ่านแนวรั้วจนมาถึงหน้าประตูทางเข้าสุสานอยู่ๆอัยก็รู้สึกถึงสายลมวูบใหญ่พัดผ่านใบหน้าทำให้ขนลุกขึ้นมาที่จริงแล้วเธอเป็คนที่ประสาทััไวกว่าคนอื่นในเื่เหนือธรรมชาติไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอแค่ขี้กลัวหรือมีััพิเศษจริงๆฉันเดินไปตบบ่าเธอเบาๆเพื่อเรียกความสนใจ “ลองเข้าไปดูซักครั้ง ใช้เวลาไม่นานหรอก”
ดูเหมือนเธอจะเริ่มผ่อนคลายลงแต่มองหน้าฉันอย่างไม่อยากเชื่อคำพูด“หวังว่าจะไม่นานจริงๆนะ”
เมื่อผ่านประตูทางเข้าจะมองเห็นโรงอาหารอยู่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็โรงอาหารที่สร้างขึ้นจากเงินบริจาคของผู้ที่มาเช่าที่ฝังญาติและคนในครอบครัวณ สุสานแห่งนี้ ผู้ดูแลสุสานจะรับผิดชอบทำความสะอาดพื้นที่และทำอาหารฉันอ่านเจอในหนังสือว่าพิธีกรรมส่งตัวผู้วายชนม์จะทำได้เฉพาะกับผู้ที่ฝังญาติของตนไว้ในสุสานเท่านั้นส่วนคนที่ไม่มีเงินเช่าพื้นที่สุสานก็ต้องฝังไว้ในป่าช้าที่อยู่ลึกเข้าไปในูเาซึ่งมักจะเป็การฝังถาวรและไม่มีการขุดขึ้นมาทำพิธีกรรมใดๆยกเว้นเมื่อถึงวันทำพิธีล้างป่าช้าฉันเคยได้ยินจากเชนว่าไม่ค่อยมีใครเข้าไปในเขตป่าช้าเพราะมันอยู่ใกล้กับน้ำตกฉันเริ่มเอะใจว่าน้ำตกนั่นใช่ที่เดียวกับสะพานแขวนที่เราจะไปกันหรือเปล่านะ
เมื่อพ้นจากโรงอาหารจะเข้าสู่ทางเดินสี่สายอยู่ห่างออกจากกันราวสิบกิโลเมตรสิบกิโลเมตรนั้นคือพื้นที่สำหรับหลุมฝังศพที่สร้างป้ายหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อสลักชื่อและวันตายของผู้ตายเรียงกันเป็แนวยาวถ้าดูจากแผนที่ที่เชนส่งให้จะเห็นว่าทางเดินสี่สายนี้ขนานกันมาจนที่เส้นทางยาวซึ่งคั่นระหว่างโซนหนึ่งและโซนสองจากนั้นก็จะทอดขนานกันไปที่เส้นทางยาวซึ่งคั่นระหว่างโซนสองและโซนสามอีกทีโดยสุสานแห่งนี้มีทั้งหมดสี่โซนและมีกฎว่าเมื่อศพใดทำพิธีส่งตัวผู้วายชนม์แล้วจะต้องนำศพมาเผาในวันรุ่งขึ้นญาติสามารถนำเถ้าอัฐิที่เหลืออยู่ไปไว้ที่บ้านหรือโปรยกลับสู่ธรรมชาติก็ได้ เพราะเชื่อกันว่าดวงิญญาของผู้ตายเปลี่ยนไปอยู่ในหุ่นพยนต์แล้ว
ฉันรู้สึกได้ถึงมือที่สั่นเทาของอัยซึ่งคว้าแขนฉันไว้เพราะวันนี้เป็วันก่อนทำพิธีส่งตัวผู้วายชนม์ดังนั้นเราจึงได้เห็นหุ่นขี้ผึ้งหรือหุ่นพยนต์ซึ่งปั้นเลียนแบบตามรูปร่างจริงของผู้ตายยืนอยู่หน้าป้ายศพบางป้ายโดยจะมองเห็นหลุมศพที่ถูกขุดทิ้งไว้ด้วยฉันเห็นแสงสะท้อนจากลูกแก้วซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งนิ้วห้อยอยู่ที่คอของหุ่นพยนต์ทุกตัวที่จะใช้ทำพิธีก็เลยคิดจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆแต่ถูกอัยฉุดเอาไว้เสียก่อน
“อย่าเข้าไปเลย”
เชนร้องห้ามด้วยอีกคน“ข้างในหลุมศพที่ถูกขุดเอาไว้คือศพจริง สภาพไม่น่าดูเท่าไรหรอก”
ฉันหยุดฝีเท้ามองดูหุ่นพยนต์ที่มีเฉพาะหน้าป้ายหลุมศพบางป้ายเท่านั้น “ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำพิธีส่งตัวผู้วายชนม์หรือ”
“พิธีกรรมส่งตัวผู้วายชนม์ทำได้กับศพที่ฝังมาเกินสองรุ่นแล้วอย่างคุณทวดของฉันก็ฝังมาั้แ่สมัยคุณปู่กับคุณพ่อพอมาถึงรุ่นฉันถึงต้องทำพิธีส่งตัวน่ะ”
“พวกเราไปต่อที่อื่นกันเถอะ ฉันว่าฉันไม่ไหวแล้วล่ะ” อัยแทรกขึ้นทำให้แดนเดินเข้ามาจับมือเธอไว้
“ฉันพาอัยออกไปรอที่รถก่อนแล้วกันนะ”
ตอนที่เห็นแดนพาอัยเดินจากไปฉันสังเกตเห็นน๊อตยืนมองหุ่นพยนต์ด้วยสายตาเหม่อลอยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างซึ่งเชนเองก็น่าจะสังเกตเหมือนกันเขาเดินเข้าไปแตะบ่าน๊อตแต่น๊อตผงะถอยหลังเหมือนตื่นจากภวังค์ “นายทำอะไร”
“ฉันเห็นนายเหม่อเลยจะเรียกเฉยๆ” เชนเลิกคิ้วอย่างสงสัย “เป็อะไรทำอย่างกับไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนที่อาการพ่อนายยังไม่ทรุดหนักเขาเป็คนทำพิธีส่งตัวผู้วายชนม์ทุกปีด้วยซ้ำ”
“พ่อของน๊อตเป็หมอผีหรือ” ฉันถามขึ้นบ้างเพราะไม่เคยได้ยินน๊อตพูดถึงมาก่อน
“ที่นี่เรียกว่าหมอธรรม” เชนกล่าวตอบแทน“พ่อของน๊อตทำพิธีจนถึงเมื่อสองปีก่อน อยู่ๆอาการก็ทรุดหนักล้มป่วยลงน่ะ”
“อ้าวแล้วหลังจากนั้นใครทำพิธีแทนล่ะ”
“อาของฉัน” น๊อตที่เริ่มจะตั้งหลักได้จึงตอบคำถาม“ตระกูลฉันสืบทอดวิชาของหมอธรรมมาั้แ่บรรพบุรุษ มีแต่ฉันที่ไม่เชื่อเื่แบบนี้”
“แถมเรียนไปทางวิศวกรรมอีกต่างหากไม่ได้สืบทอดวิชาจากพ่อมาเลยซักนิด”
“ความเชื่อเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยฉันเลือกเรียนวิชาที่ใช้เลี้ยงชีพได้ตลอดไปไม่ดีกว่าหรือไง”
“จริงจังไปได้ ยังไงเมืองนี้ก็คงเชื่อเื่นี้ไปตลอดนั่นแหละ”
“เอาเหอะ นายคงไม่เข้าใจหรอก ฉันไปรอที่รถดีกว่า”น๊อตกล่าวก่อนหันหลังเดินตรงไปทางประตูสุสานโดยมีเชนเดินตามหยอกล้อไปด้วย มีบางอย่างสะกิดใจทำให้ฉันหันกลับไปมองหุ่นพยนต์อีกครั้งซึ่งมันทำให้ฉันหนาวะเืหัวของหุ่นพยนต์หันหน้ามาทางฉันราวกับจะตอบรับความอยากรู้อยากเห็นฉันก้าวถอยหลังช้าๆไม่แน่ใจว่าถ้าหันหลังวิ่งแล้วมันจะวิ่งตามมาด้วยหรือเปล่าแต่ดูเหมือนมันจะขยับเขยื้อนส่วนอื่นนอกจากหัวไม่ได้