ตอนที่ 20 หนักไปแบกไม่ไหว
หลังจากรอต่อเกือบสิบนาที มู่เจ๋ออวี่ก็ใช้ฝาครอบปลาเอาไว้ เขาเดินหาของไปรอบๆ บ้านไม้จนเจอเข้ากับไฟฉายที่เขา้า จากนั้นก้าวเท้าออกจากบ้าน เดินย้อนไปตามทางที่พวกเขาเดินมา อาศัยความทรงจำมุ่งไปยังโรงเรือน
แปลงผักของกัวเทียนใหญ่มาก แต่แปลงมะเขือม่วงกับแปลงข้าวโพดเขาพอจะรู้อยู่ มะเขือม่วงอยู่ในโรงเรือน ส่วนข้าวโพดอยู่กลางแจ้ง และทั้งสองที่นี้อยู่ไม่ไกลจากกันนัก
เขารีบสาวเท้ามุ่งไปทางดังกล่าวโดยมาถึงแปลงมะเขือม่วงก่อน เขาส่องไฟฉายเข้าไปด้านใน ปากก็ะโเรียก
“กัวเทียน กัวเทียน”
แค่ยืนมองเข้าไปในแปลงมะเขือม่วงก็รู้แล้ว ในเมื่อไม่เห็นร่างสูงใหญ่ของกัวเทียน ก็แสดงว่าต้องอยู่ที่แปลงข้าวโพด
มู่เจ๋ออวี่เดินออกมาจากแปลงมะเขือม่วง แล้วเดินวนดูโรงเรือนอื่นรอบๆ ปากก็ะโเรียกชื่อกัวเทียนไม่หยุด เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่อยู่ที่นี่ จึงเดินไปยังแปลงข้าวโพดที่อยู่ข้างหน้า
ที่แปลงข้าวโพดนี้ ต้นข้าวโพดเติบโตได้สูงทีเดียว มู่เจ๋ออวี่ยืนอยู่ข้างนอกส่องไฟฉายในมือเข้าไป แล้วะโเรียกไปอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากกัวเทียน
มู่เจ๋ออวี่แปลกใจ ให้มาเก็บมะเขือม่วงกับข้าวโพด แล้วคนหายไปไหนล่ะเนี่ย
ขณะที่เขาหมุนตัวกำลังจะไปหาที่อื่น กลับไม่ทันระวังเตะเข้ากับอะไรบางอย่าง
เขาใจนสะดุ้งโหยง รีบส่องไฟฉายก้มดูบนพื้น พบว่ามันคือขายาวๆ คู่หนึ่ง พอค่อยๆ เลื่อนไฟฉายไป ก็ส่องเห็นมะเขือม่วงที่หล่นอยู่บนพื้นกับใบหน้าของกัวเทียน
เขาใรีบยอบตัวลง ใช้มือข้างหนึ่งเขย่าตัวกัวเทียนพลางร้องเรียกไปด้วย “กัวเทียน คุณเป็อะไรไป”
ทว่าไร้การตอบโต้จากอีกฝ่าย มู่เจ๋ออวี่ไม่สนใจมือที่กำลังเจ็บ เขาออกแรงดึงกัวเทียนขึ้นมา คิดแบกอีกฝ่ายกลับบ้าน
แต่กัวเทียนตัวหนักมาก ตอนที่ดึงขึ้นมาก็ว่าลำบากแล้ว จนเมื่อแบกเขาขึ้นหลังมู่เจ๋ออวี่ก็เกือบถูกทับลงกับพื้น
มู่เจ๋ออวี่คิดว่ากัวเทียนน่าจะเป็ลมแดด เพราะตอนกลางวันตากแดดมากไปถึงเป็เช่นนี้ และเขาก็รู้วิธีปฐมพยาบาลอาการลมแดดพอดี จึงคิดว่ากลับไปจะลองดูสักหน่อย
เขาก้าวเดินอย่างยากลำบาก คนบนหลังหนักมากจนขาทั้งสองข้างสั่นไปหมด
กว่าจะแบกร่างสูงใหญ่กำยำของกัวเทียนได้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ตอนนี้ยังต้องเดินอีก มันยากเกินไปสำหรับเขาจริงๆ
ขณะที่มู่เจ๋ออวี่แบกกัวเทียนไปได้ประมาณยี่สิบก้าว พลันได้ยินเสียงดังขึ้นข้างหู
“อื้อ...”
มู่เจ๋ออวี่รีบหันหน้าไปะโเรียก “กัวเทียน คุณตื่นแล้วเหรอ”
กัวเทียนค่อยๆ ลืมตา จึงพบว่าตัวเองกำลังซบอยู่บนหลังมู่เจ๋ออวี่ และอีกฝ่ายกำลังแบกเขาอยู่
ทันใดนั้นเขาก็ตาสว่าง รีบลงจากตัวมู่เจ๋ออวี่ทันที
พอรู้สึกว่าน้ำหนักบนหลังเบาลง มู่เจ๋ออวี่ก็เข่าอ่อนทรุดนั่งลงกับพื้น
เขาปาดเหงื่อพลางหอบหายใจ “ทำไมคุณถึงหมดสติอยู่หน้าแปลงข้าวโพดแบบนั้น เป็ลมแดดรึเปล่า”
กัวเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขายกมือลูบท้องก่อนส่ายหน้าตอบว่า “ผมไม่เป็ไร ขอบคุณที่ช่วยแบกผม”
“คุณหนักมากเลย รู้สึกเหมือนแรงจะหมดอยู่แล้ว ดีที่คุณตื่นก่อน ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะแบกคุณกลับบ้านได้รึเปล่า” มู่เจ๋ออวี่กล่าว
“มะเขือม่วงผมล่ะ” กัวเทียนนึกถึงมะเขือม่วงในมือก่อนที่ตัวเองจะสลบไป ตอนนี้มันไม่อยู่แล้ว
มู่เจ๋ออวี่ชี้ไปยังจุดเมื่อครู่พลางตอบว่า “ยังอยู่ข้างๆ แปลงข้าวโพดนั่น ผมต้องแบกคุณ ไม่มีมือถือมันหรอก”
“คุณรอตรงนี้นะ ผมไปแป๊บเดียวเดี๋ยวกลับมา” กัวเทียนพูดจบก็หันกลับไป
มู่เจ๋ออวี่ะโไล่หลังเขา “คุณไม่เป็อะไรแน่นะ ไปโรงพยาบาลในเมืองหน่อยดีไหม”
กัวเทียนไม่ได้ตอบกลับ มู่เจ๋ออวี่นั่งอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้น ไม่นานกัวเทียนก็กลับมา
ในมือของชายหนุ่มมีข้าวโพดสองฝักกับมะเขือม่วงสองลูก เมื่อเดินมาถึงข้างกายมู่เจ๋ออวี่ ทั้งสองก็ออกมาจากแปลงผักด้วยกันแล้วกลับไปที่บ่อปลา
ปลาย่างเสร็จแล้ว ดีที่ใช้ฝาปิดไว้ พอจับที่ก้นถาดดูก็เห็นว่ายังร้อนอยู่
กัวเทียนลอกเปลือกข้าวโพดออก นำมันไปล้างแล้วเดินไปที่เตาปิ้งย่าง เขาเอ่ย “คุณกินก่อนเลย ผมจะย่างสองอย่างนี้เอง”
มู่เจ๋ออวี่ไม่ได้กินก่อน ถ้าเปิดฝาออก ไอร้อนจะกระจายตัว รสชาติจะไม่ดีนัก อย่างไรรอย่างข้าวโพดกับมะเขือม่วงให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกินก็ยังไม่สาย
เขายืนอยู่ข้างเตามองดูกัวเทียนย่างข้าวโพดกับมะเขือม่วงอย่างชำนาญพลางกล่าวว่า “เมื่อกี้คุณเป็ลมแดดเลยหมดสติไปใช่ไหม ผมรู้วิธีปฐมพยาบาลนะ ผมช่วยคุณได้”
กัวเทียนจ้องมองมะเขือม่วงบนตะแกรงพลางตอบ “เปล่าหรอก”
“…”
มู่เจ๋ออวี่มองกัวเทียน เมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายดูปกติดีไม่เหมือนกับคนป่วยจึงไม่ได้ถามอะไรอีก
มะเขือม่วงย่างเสร็จแล้ว ข้าวโพดก็พอได้แล้ว ทั้งสองใช้ถาดยกมะเขือม่วงกับข้าวโพดเข้าไปในบ้านไม้ วางไว้บนโต๊ะ จากนั้นนั่งลงแล้วเริ่มกิน
“คุณย่างปลาได้ไม่เลวเลยนะ” หลังกินปลาที่มู่เจ๋ออวี่ย่างไปหนึ่งคำ กัวเทียนก็เอ่ยชม
มู่เจ๋ออวี่แย้มยิ้มพลางตอบ “ผมถูกเชิญไปงานเลี้ยงบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงคำขอต่างๆ ของพวกเถ้าแก่ที่บริษัทจัดให้ไปพบ ก็ทำได้แค่หลบไปเฝ้าเตาปิ้งย่างเท่านั้น นานๆ เข้าก็เรียนรู้จนชำนาญ ถ้าวันข้างหน้าผมหมดความนิยมแล้ว มีฝีมือเื่นี้ติดตัวก็คงไม่อดตาย”
ที่จริงแล้ว เขาเคยคิดยอมแพ้เื่การเป็นักแสดงแล้วไปหาอย่างอื่นทำเหมือนกัน
แต่ต่อมาเขารู้สึกว่าทำไม่ลง คนที่พาเขาเข้าวงการคนนั้นพูดมาตลอดว่าเขาเป็คนมีพร์ และความสามารถก็ไม่เลว หากไม่ใช่เพราะคนคนนั้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตไปก่อน ตอนนี้เขาก็คงไม่ตกอับถึงขนาดนี้
หลังจากคนคนนั้นตายไป เขาก็เริ่มถูกบริษัทละเลย ถูกเล่นแง่ต่างๆ นานา บางครั้งตอนที่ได้ร่วมงานแสดงกับดาราเบอร์ใหญ่ก็มักถูกแกล้งเสมอ
โชคดีที่ยังมีพี่ซย่าอยู่ข้างเขา ไม่อย่างนั้นเขาคนเดียวคงรับมือกับเื่เหล่านี้ไม่ไหว