"ได้ยินว่าเขาเป็ยุวปัญญาชนที่มาจากเมืองหลวง พ่อแม่น่าจะเป็ข้าราชการ แต่ครอบครัวเกิดเื่ พ่อถูกส่งตัวมาใช้แรงงาน ส่วนแม่หย่ากับพ่อแล้วพาน้องสาวจากไป เขาก็เลยตามพ่อมาลงพื้นที่ชนบทที่นี่ เป็เด็กที่น่าสงสารคนหนึ่ง"
"อ๊ะ! ขาพิการแล้วยังต้องลงชนบทอีก น่าสงสารจริง ๆ นั่นแหละค่ะ" โจวเซี่ยเองก็รู้สึกสงสารเขาอยู่ไม่น้อย
"ไม่ใช่หรอก ตอนที่เขามาใหม่ ๆ ขาไม่ได้าเ็ ที่เขาต้องกลายเป็แบบนี้ก็เพราะช่วยน้องชายกับน้องสาวของลูกเอาไว้ ตอนนั้นกองผลิตกำลังอยู่ใน่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง..."
โจวเหล่าต้าพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง "เื่นี้ ตอนนั้นลูกก็น่าจะรู้อยู่ ตอนนั้นโจวชิวกับโจวตงเกือบจะถูกม้าตื่นใเหยียบตาย เป็สหายฉินที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยพวกเขาสองคนเอาไว้"
เพราะโกหกไว้ ใบหน้าของโจวเซี่ยจึงแดงระเรื่อขึ้นมาทันที โชคดีที่เป็เวลากลางคืน แม้จะมีแสงจันทร์และไฟฉาย แต่แสงสว่างมีเพียงน้อยนิด จึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจน มิเช่นนั้นคงเห็นความเลิ่กลั่กของเธอได้อย่างเต็มที่
"พ่อคะ ฉันลืมเื่หลาย ๆ อย่างไปหมดแล้ว"
หัวใจของโจวเหล่าต้าถูกบีบอย่างแรง ดูเหมือนว่าการชนต้นไม้จะส่งผลกระทบจริง ๆ เพื่อช่วยให้โจวเซี่ยระลึกความจำในอดีต เขาจึงเล่าเื่ของฉินเจิงต่อไป เพราะท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนแบบนี้ หากไม่พูดอะไรสักอย่างคงจะดูน่าขนลุกยิ่งนัก
"่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว คนทั้งหมู่บ้านกำลังเร่งเก็บเกี่ยว วันนั้นย่าของลูกป่วย พ่อเลยพาเธอไปที่สถานีอนามัยของคอมมูน ก็เลยทิ้งน้องชายกับน้องสาวของลูกไว้ที่บ้าน"
‘ที่แท้ฉินเจิงาเ็เพราะช่วยน้องชายกับน้องสาวของเธอเองหรอกเหรอ?’
เป็อย่างที่คิด โจวเหล่าต้าเล่าต่อว่า "น้องชายกับน้องสาวของลูกเล่นกันอยู่ริมถนน สุนัขในหมู่บ้านทำให้ม้าที่ลากรถม้าซึ่งบรรทุกข้าวโพดตื่นใ ไม่ว่าคนขับรถจะดึงบังเหียนม้าอย่างไร ม้าตัวนั้นก็ยังวิ่งบ้าคลั่งตรงไปยังน้องชายและน้องสาวของลูก
ในวินาทีวิกฤตนั้น ฉินเจิงที่อยู่บนรถม้าอีกคันหนึ่งได้ะโลงมาอย่างรวดเร็ว พยายามดึงบังเหียนม้าสุดกำลังเพื่อบังคับให้รถม้าช้าลง คนขับรถรีบอุ้มโจวชิวและโจวตงหลบไปด้านข้าง แต่ในขณะนั้น ผู้คนในหมู่บ้านจำนวนมากต่างพากันเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ม้าใอีกครั้งและลากฉินเจิงจนล้มลง
รถม้าทับลงบนขาทั้งสองข้างของเขาจนหัก ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ครึ่งเดือนแต่ก็ยังลุกขึ้นยืนไม่ได้ หมอบอกว่าเส้นประสาทได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาพักฟื้น พอกลับมาจึงต้องนั่งรถเข็นมาจนถึงตอนนี้"
โจวเซี่ยรู้สึกะเืใจมาก ที่แท้าแนั้นเกิดจากการช่วยโจวชิวและโจวตง มิน่าล่ะ สายตาของอีกฝ่ายถึงได้เ็าขนาดนั้น แถมตอนนี้ยังลุกขึ้นยืนไม่ได้ ย่อมไม่มีอารมณ์จะร่าเริงเป็ธรรมดา
ถ้ามีโอกาสในภายหลัง เธอจะช่วยรักษาขาของเขาให้หายแน่นอน เธอมีความมั่นใจในเื่นี้ ทั้งการฝังเข็ม การครอบแก้ว รวมถึงการนวดและการประคบร้อน เธอสามารถทำได้อย่างเชี่ยวชาญ คนไข้แบบนี้ในมือเธอ ถือว่ารักษาได้ไม่ยากเลย
ชาติก่อนในคลินิกของคุณตา เธอเคยรักษาคนไข้แบบนี้มามากมาย เธอเริ่มท่องตำราแพทย์ั้แ่อายุสองขวบ เริ่มตรวจคนไข้ตอนเก้าขวบ คลุกคลีอยู่ในสถานพยาบาลกับคุณตามาั้แ่เด็ก จนซึมซับเรียนรู้วิธีการตรวจชีพจร การฝังเข็ม การนวด และวิธีการรักษาทางแพทย์แผนจีนอีกมากมาย
ตอนอายุสิบสองปี เธอรักษาโรคที่รักษายากมาแล้วหลายโรค และมีชื่อเสียงเื่การใช้ยาแรง ตอนนั้นคุณตา้าปั้นเธอ จึงเลือกคนไข้ที่ไม่มีทางรักษาให้เธอรับผิดชอบ
คุณตาเลือกที่จะไม่เก็บค่ารักษา แล้วให้โจวเซี่ยเป็คนรักษาคนไข้เหล่านี้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเป็การทดลองใช้วิธีรักษาของเธอไปในตัว
คนไข้ประเภทนี้รักษาง่าย เพราะไม่มีอะไรจะเสีย ถ้ารักษาหายก็ได้กำไร แต่ถ้ารักษาไม่หายก็ยอมรับได้ ไม่สร้างความลำบากใจให้หมอ
คนที่มาหาคุณตาที่คลินิกล้วนมีความคิดว่า ขอลองรักษาดูเป็ครั้งสุดท้าย ทั้งคนไข้และญาติต่างเข้าใจสถานการณ์ดี ที่มาคลินิกก็เพื่อให้คนไข้ลดความเ็ปลง ดังนั้นคนไข้ทุกคนจึงไว้วางใจให้เธอรักษา
อย่างไรก็ตาม โจวเซี่ยปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับคนไข้ปกติ เธอให้ความหวัง ใช้การฝังเข็ม การครอบแก้ว การรมยา และวิธีการรักษาทางแพทย์จีนอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้ ให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายและมีความหวังในการใช้ชีวิต
แน่นอนว่ามีคนไข้บางคนที่รักษาจนถึงที่สุดแล้วก็ไม่มาอีก แต่ก็มีบางคนที่นำธงขอบคุณมามอบให้ เมื่อเห็นคนไข้หายดี เธอจะรู้สึกภูมิใจมาก และคนไข้เหล่านี้เองที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ
ตอนอายุสิบห้าปี เธอเป็หมอเทวดาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่น เพราะเธอรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ปฏิเสธมามากมาย คนไข้จากทั่วประเทศจึงหลั่งไหลกันมาเพราะชื่อเสียงของเธอ
ต่อมาเมื่อถึงวัยเรียน คุณตายืนกรานให้เธอเข้าโรงเรียนเพื่อศึกษาต่อ ให้สอบเอาปริญญาจากสถาบันชั้นสูงกลับมา เพราะท่านกลัวว่าหลานจะเสียโอกาสในการศึกษา ซึ่งอาจจะช่วยเปิดหูเปิดตาและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น เพื่อช่วยผู้คนให้พ้นจากความเจ็บป่วยได้มากขึ้น
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังอยากจะแสดงฝีมือ เธอกลับถูกส่งมาอยู่ในนิยายอย่างไร้ความปรานี ‘เฮ้อ! ต้องโทษปากที่ชอบบ่นของเธอนี่แหละ’
ตอนที่เดินถึงบ้านก็เป็เวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ประตูใหญ่ถูกล็อกไว้ โจวเหล่าต้าเคาะอยู่พักใหญ่ จึงมีคนมาเปิดประตูพร้อมกับบ่นพึมพำว่า "ใครกัน? ดึกดื่นป่านนี้แล้ว"
โจวเซี่ยรีบะโบอก "อาสาม พวกเรากลับมาแล้วค่ะ!"
โจวเฉียงเดินมาที่ประตูด้วยความตื่นเต้น "เซี่ยเซี่ย พี่ใหญ่ ทำไมกลับมาดึกขนาดนี้? ไปหาหมอมาหรือยัง? ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเหรอ?"
พอเดินเข้าบ้าน ย่าโจวก็รีบคลุมเสื้อลุกขึ้นนั่ง โจวเซี่ยรีบล้างหน้า และพบว่าในหม้อยังมีน้ำล้างเท้าเหลืออยู่ เธอจึงตักใส่กะละมังนำไปที่เตียงเตา ถอดรองเท้าแล้วแช่เท้าลงไป ทำให้รู้สึกสบายขึ้นมาก
โจวเฉียงถามด้วยความกังวล "พี่ ผลตรวจเป็ยังไงบ้าง?"
ในตอนนั้น ประตูก็เปิดออก อารองโจวิกับอาสะใภ้รองซ่งกุ้ยฮวา และอาสะใภ้สามอู๋เสี่ยวเหมยเดินตามกันเข้ามา ย่าโจวจึงขยับที่บนเตียงเพื่อให้คนที่เข้ามานั่งลง
หญิงชรามองดูคนหลายคน "ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมไม่นอนกัน มาทำอะไรที่นี่หมด?"
ซ่งกุ้ยฮวายิ้มแล้วพูดว่า "แม่คะ พวกเราก็เป็ห่วงขาของเซี่ยเซี่ยนี่นา หน้าร้อนแบบนี้จะไปนอนหลับลงได้ยังไง? เพิ่งจะล้มตัวลงนอนกันเอง ยังไม่หลับเลยค่ะ"
"นั่นสิ! เซี่ยเซี่ย รีบบอกมาเร็ว ทำไมถึงกลับมากับพ่อล่ะ? เจอสวีกังหรือยัง?" อู๋เสี่ยวเหมยถามด้วยความร้อนใจเช่นกัน
โจวเซี่ยกวาดสายตามองทุกคน แม้คำถามจะดูเหมือนเป็ห่วง แต่สีหน้าของแต่ละคนกลับแตกต่างกันไป นอกจากอาสามแล้ว คนอื่น ๆ ไม่ได้มีความห่วงใยที่มาจากใจจริงเลย
ทุกคนต่างมีแผนการในใจ ดูเหมือนว่าบ้านหลังนี้จะไม่ได้สามัคคีอย่างที่เห็นภายนอก แต่เธอไม่ชอบเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับใคร และไม่ถนัดการประจบประแจง
"ฉันกับสวีกังจบกันเด็ดขาดแล้วค่ะ" โจวเซี่ยพูดอย่างสบายอารมณ์ แต่สำหรับคนที่ได้ยิน มันเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางวันแสก ๆ
พวกเขาคิดว่าก่อนหน้านี้ที่โจวเซี่ยบอกว่าเลิกกับสวีกังเป็เพียงแค่คำพูดประชดประชัน ไม่นับเป็เื่จริง แต่ตอนนี้เธอบอกว่าจบกันจริง ๆ มันเหมือนกับว่าพวกเขาทำสมบัติที่คว้าไว้ได้หลุดมือไปจนยอมรับไม่ได้
พวกเขาทุกคนหวังจะพึ่งบารมีของสวีกัง! บ้านอาสะใภ้รองและอาสะใภ้สามต่างก็มีลูกสาว และโต ๆ กันหมดแล้ว ต่างก็หวังว่าพอโจวเซี่ยไปอยู่ได้สักปีครึ่งปี ก็จะส่งลูกสาวของตัวเองตามไป จะได้หาคู่ดี ๆ ในเมืองได้ วันข้างหน้าฝ่ายบ้านเดิมจะได้พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
เมื่อโจวเซี่ยกับสวีกังเลิกกันแบบนี้ ความหวังที่จะปีนขึ้นที่สูงก็พังทลายลงโดยสิ้นเชิง หลายคนจึงแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมา
โจวเซี่ยเห็นทุกอย่างครบถ้วน แม้เธอจะไม่มีความผูกพันกับคนเหล่านี้ แต่ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจ ‘ในเมื่อไม่ชอบแล้วทำไมต้องแสร้งทำเป็รักใคร่ลึกซึ้งด้วย?’
‘ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?’
โจวเซี่ยไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น เธอเดินไปปูที่นอนทันที โจวชิวหลับไปแล้ว ส่วนโจวตงและโจวเหล่าต้าก็ไปพักผ่อนที่ห้องเล็ก
โจวิกับภรรยามองหน้ากันแล้วลุกขึ้นขอตัวกลับ แต่อู๋เสี่ยวเหมยไม่ยอมไป "ฉันว่านะเซี่ยเซี่ย เธอโง่หรือเปล่า? บ้านสามีดีขนาดนั้น ทำไมถึงบอกเลิกกันง่าย ๆ แบบนี้? ต่อไปเธอจะไปหาผู้ชายดี ๆ แบบนั้นได้จากที่ไหนอีก เธอเนี่ยนะ ถ้าเป็ลูกสาวฉัน ฉันจะกอดไว้ให้แน่นไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด"