เด็กเรียนเก่งสองคนที่คว้าอันดับหนึ่งมาครอง ต่างฝ่ายต่างก้มดูใบประกาศนียบัตรและใบแสดงผลการเรียนของกันและกันด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อเดินมาถึงทางแยก ฉินหยวนเฟิงก็หยุดฝีเท้าลง เขาหันมาสบตาทิงเสวี่ยพลางเอ่ยชวน
“พรุ่งนี้ฉันจะไปเล่นกับเธอนะ... ว่าแต่เจ้าหลานชายของเธอปิดเทอมหรือยัง?”
ทิงเสวี่ยพยักหน้า
“เขาปิดเทอมแล้ว รายนั้นน่ะบ่นคิดถึงนิยายในมือนายจะแย่แล้ว”
ฉินหยวนเฟิงยิ้มกว้าง “เรื่อง 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ชุดนั้นฉันอ่านจบแล้ว พรุ่งนี้จะเอาไปให้เจ้าหลานชายของเธอยืมอ่านต่อเลย”
“อะไรนะ! นายอ่าน 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ทั้งชุดจบแล้วเหรอ?”
ทิงเสวี่ยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ฉินหยวนเฟิงเพิ่งจะอยู่แค่ชั้น ป.4 เองนะ แถมนิยายชุดนั้นก็หนาเตอะ ตัวหนังสือยิบย่อยเต็มไปหมด ศัพท์แสงยากๆ ก็เยอะแยะที่เขาอ่านออกบ้างไม่ออกบ้างแต่ก็ทนอ่านจนจบ แถมช่วงนี้ยังเป็นช่วงสอบที่ต้องทบทวนบทเรียนอย่างหนักอีกต่างหาก
หรือว่าเจ้าเด็กคนนี้จะซุ่มอ่านนิยายทั้งวันทั้งคืนกันแน่?
“ฉันอ่านตอนกลางคืนตลอดเลย แอบคลุมโปงใช้ไฟฉายส่องอ่านเอา”
เด็กชายสารภาพอย่างภาคภูมิใจปนรู้สึกผิดเล็กๆ
“คุณยายฉันยังนึกว่าฉันขยันตื่นมาทบทวนบทเรียนดึกๆ ดื่นๆ เลย ฉันนี่ละอายใจชะมัด... แล้วพอตอนเรียนคาบอิสระ ฉันก็แอบสอดนิยายไว้ในหนังสือเรียน ตั้งหนังสือบังหน้าไว้แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่าน เพื่อนคนอื่นก็พากันคิดว่าฉันกำลังตั้งใจเรียน จริงๆ แล้ว...”
ฉินหยวนเฟิงเล่าวีรกรรมการแอบอ่านนิยายกำลังภายในของตัวเองอย่างออกรส สีหน้าท่าทางที่กระตือรือร้นของเขานั้นช่างสมกับความไร้เดียงสาของเด็กวัยนี้จริงๆ
เมื่อมองดูเด็กหนุ่มที่ดวงตาเป็นประกายคนนั้น ทิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ฉินหยวนเฟิง นายนี่เก่งจริงๆ นะ เพื่อที่จะได้อ่านนิยายถึงกับต้องทุ่มเทขนาดนี้เชียวเหรอ ระวังตัวไว้หน่อยเถอะ ถ้าผู้ใหญ่รู้เข้าละก็ ก้นลายเป็นลายพาดกลอน”
ฉินหยวนเฟิง “...”
......
เมื่อเดินมาเกือบจะถึงหน้าบ้าน ทิงเสวี่ยก็บังเอิญเจอกับจางเสี่ยวเสีย ป้าสะใภ้ใหญ่ของเธอ
จางเสี่ยวเสียตะโกนถามมาแต่ไกล
“เสียวเสวี่ย สอบได้กี่คะแนนล่ะฮึ?”
ทิงเสวี่ยหยิบใบประกาศนียบัตรของตัวเองขึ้นมาโบกไปมาด้วยความภูมิใจ
“คุณป้า หนูสอบได้เต็มทั้งสองวิชาเลยค่ะ หนูได้ที่หนึ่งอีกแล้ว”
“เสียวเสวี่ยเก่งจริงๆ!”
จางเสี่ยวเสียเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้ น้ำเสียงเจือความอิจฉาอยู่ลึกๆ
ทุกครั้งทิงเสวี่ยจะสอบได้ที่หนึ่งเสมอ... แล้วหลินหงเหมยลูกสาวของเธอล่ะ? ถ้าไม่ได้ที่โหล่ ก็วนเวียนอยู่แถวรั้งท้ายตลอด
......
เพิ่งกลับถึงบ้านได้ไม่ทันไร ทิงเสวี่ยก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังลั่นมาจากบ้านคุณลุงใหญ่ ประสบการณ์บอกเธอทันทีว่าหลินหงเหมยกำลังถูกลงโทษอีกแล้ว
เหตุผลน่ะเหรอ... ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องผลสอบที่เพิ่งประกาศออกมานั่นแหละ
ก่อนหน้านี้ทิงเสวี่ยเคยลองเลียบเคียงถามฉินหยวนเฟิงดูแล้ว ถึงแม้ครั้งนี้หลินหงเหมยจะไม่ได้สอบได้ที่โหล่สุดตาราง แต่ลำดับของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ที่น่าเป็นห่วงอยู่ดี
เป็นเรื่องปกติของบ้านลุงใหญ่ คือทุกครั้งที่สอบปลายภาคแล้วหลินหงเหมยทำคะแนนได้ไม่ดี พอกลับถึงบ้านก็จะถูกตีอย่างหนัก ยิ่งปกติเธอเป็นเด็กที่มักจะโดนดุโดนตีเป็นประจำอยู่แล้ว
และจางเสี่ยวเสียก็ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วละแวกนี้เรื่องมือไวใจร้อนเวลาตีลูก
ทุกครั้งที่นางลงไม้ลงมือ เสียงเอะอะโวยวายจะต้องดังลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน!
เมื่อได้ยินเสียงร้อง ทิงเสวี่ยก็รีบวิ่งออกไปดู บ้านทั้งสองหลังปลูกอยู่ไม่ไกลกันนัก ขอแค่เดินพ้นประตูบ้านมาก็ได้ยินเสียงทางฝั่งนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
ภาพที่เห็นคือจางเสี่ยวเสียกำลังกำก้านไม้ไผ่เรียวเล็ก ฟาดลงไปที่ตัวหลินหงเหมยอย่างไม่ยั้งมือ ปากก็พ่นคำด่าทอออกมาไม่ขาดสาย
“แกมันนังเด็กไม่เอาถ่าน! กินข้าวไปตั้งเยอะแยะเสียข้าวสุกเปล่าๆ ทำไมเสียวเสวี่ยถึงสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง แต่แกกลับสอบได้แต่ที่โหล่ฮะ? งานการแกก็ทำไม่เยอะเท่าเขา เรียนก็ไม่เก่งเท่าเขา แกยังมีหน้ามานั่งกินข้าวอีกเหรอ?”
ไม้ไผ่ในมือฟาดขวับลงไปเจ็ดแปดครั้งติดต่อกัน นางลงมือหนักจริงๆ ถึงแม้หลินหงเหมยจะสวมเสื้อกันหนาวหนาๆ แต่แรงฟาดนั้นก็ยังเจ็บแสบไปถึงเนื้อใน
เด็กสาวไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง ทำได้เพียงกลั้นเสียงสะอื้นฮึกๆ อยู่ในลำคอ
แต่เมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้ ไฟโทสะของจางเสี่ยวเสียก็ยิ่งลุกโชน
“ร้องไห้! จะร้องไห้หาอะไร? สอบได้คะแนนห่วยแตกแค่นี้ยังมีหน้ามาร้องไห้อีกเหรอ?”
ยิ่งด่ายิ่งโมโห แรงที่มือก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม้ไผ่แหวกอากาศฟาดลงบนตัวหลินหงเหมยหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
“แม่... อย่าตีพี่เลย พี่เขาสำนึกผิดแล้ว”
หลินหงจวิน น้องชายคนเล็กพยายามพูดขอร้องแทนพี่สาวเสียงเบา แต่ในนาทีนี้จางเสี่ยวเสียหูดับไปแล้ว นางไม่ฟังเสียงนกเสียงกา ยังคงหน้ามืดตามัวสั่งสอนลูกสาวหัวทึบต่อไป
ตอนแรกหลินหงเหมยเพียงแค่สะอื้นเบาๆ แต่เพราะความเจ็บปวดที่เกินจะทานทน ในที่สุดเธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม
เดิมทีเธอเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว ประกอบกับความเจ็บปวดและน้อยเนื้อต่ำใจ เสียงร้องไห้โหยหวนของเธอจึงดังกังวานไปสามบ้านแปดบ้าน
คำพูดเปรียบเทียบที่จางเสี่ยวเสียใช้ดุด่าเมื่อครู่ ทิงเสวี่ยได้ยินชัดเจนทุกคำ...
เธอไม่ชอบเลยที่จางเสี่ยวเสียเอ่ยชื่อเธอเพื่อไปทับถมลูกของตัวเอง การทำแบบนี้รังแต่จะทำให้หลินหงเหมยเกลียดชังและผูกใจเจ็บเธอมากขึ้นไปอีก
ทิงเสวี่ยไม่ได้กลัวว่าหลินหงเหมยจะมาทำร้ายอะไร แต่เธอยังหวังลึกๆ ว่าพี่น้องเครือญาติควรจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ทุกครั้งที่หลินหงเหมยสอบตกแล้วถูกตี จางเสี่ยวเสียก็จะยกทิงเสวี่ยขึ้นมาเปรียบเทียบเสมอ ถ้าใจเขาใจเรา... หากทิงเสวี่ยเป็นหลินหงเหมย เธอก็คงจะเกลียดขี้หน้าลูกพี่ลูกน้องที่เก่งกว่าตัวเองไปเสียทุกอย่างคนนี้เหมือนกัน
ในตอนนั้นเอง หลินกั๋วเซิ่ง ผู้เป็นลุงใหญ่ก็กลับมาจากข้างนอก เมื่อเห็นภรรยากำลังฟาดลูกสาวไม่ยั้ง สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นทันที
“เสี่ยวเสีย! ดุด่าสั่งสอนลูกหน่อยก็พอแล้ว เธอตีเอาเป็นเอาตายแบบนี้ ถ้าหงเหมยมันสมองบวมปัญญานิ่มไปจะทำยังไง?”
จางเสี่ยวเสียแค่นเสียงหึ
“ไม่ตีมันก็โง่อยู่แล้ว! สู้ตีให้มันโง่ไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเปลืองข้าวสุก เปลืองเสื้อผ้าใส่!”
พูดจบ นางก็ตวัดไม้ไผ่ฟาดเปรี้ยงลงบนตัวหลินหงเหมยอีกครั้งอย่างแรง เรียกเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากเด็กสาว
หลินกั๋วเซิ่งทนดูไม่ไหว พุ่งเข้าไปแย่งไม้ไผ่จากมือภรรยา
“พอแล้ว! พอได้แล้ว! แค่นี้ลูกก็เจ็บจะแย่แล้ว”
......
หลังจากเหตุการณ์ทางบ้านลุงใหญ่สงบลง ทิงเสวี่ยจึงเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ เธอยังคงรู้สึกสงสารหลินหงเหมยอยู่ลึกๆ
“พ่อคะ... หนูสงสัยจริงๆ เลยว่าพี่หงเหมยไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของป้าสะใภ้ใหญ่หรือเปล่า”
หลินกั๋วผิงส่ายหน้า “พูดจาเหลวไหลน่า ตอนที่ป้าสะใภ้ใหญ่คลอดพี่หงเหมย คุณย่าก็ไปเฝ้าอยู่ด้วยตลอด จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ได้ยังไง”
“แต่ทำไมป้าสะใภ้ใหญ่ถึงใจร้ายกับพี่เขาขนาดนั้นล่ะคะ คนตีลูกหนูก็เคยเห็นมาบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครตีโหดเหมือนเคียดแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อนแบบป้าใหญ่เลยค่ะ”
ทิงเสวี่ยเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อ แววตาไหวระริก
“พ่อคะ... ถ้าสมมติว่าหนูสอบได้ที่โหล่ พ่อจะตีหนูไหมคะ?”
หลินกั๋วผิงวางมือลงบนศีรษะทุยๆ ของลูกสาว ลูบเบาๆ ด้วยความรักใคร่
“ถึงแกจะสอบได้ที่โหล่ แกก็ยังเป็นเสียวเสวี่ยสุดที่รักของพ่ออยู่ดี พ่อจะกล้าตีแกได้ยังไงล่ะ”
เขาจ้องมองดวงตากลมโตดำขลับราวกับผลองุ่นของลูกสาว แล้วเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลินกั๋วผิงเป็นคนใช้ชีวิตด้วยสติปัญญาเสมอมา ผลการเรียนที่ดีของลูกสาวทำให้เขาภูมิใจก็จริง แต่หากลูกของเขาไม่ได้เกิดมาหัวดีด้านการเรียน เขาก็เข้าใจและจะไม่บังคับขู่เข็ญอย่างแน่นอน
ทิงเสวี่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นใบแสดงผลการเรียนและใบประกาศนียบัตรให้พ่อดู
“พ่อคะ ครั้งนี้หนูสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอีกแล้ว พ่อจะให้รางวัลหนูไหมคะ?”
หลินกั๋วผิงรับมาดู แม้จะคุ้นชินกับการที่ลูกสาวสอบได้ที่หนึ่งอยู่เสมอจนรู้สึกเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เธอรักษามาตรฐานไว้ได้และนำความภาคภูมิใจมาสู่ครอบครัว เขาก็อดปลื้มใจไม่ได้จริงๆ ความสุขฉายชัดบนใบหน้าอย่างปิดไม่มิด
“เสียวเสวี่ยเก่งมาก... สอบได้ที่หนึ่งมาอีกแล้วก็ต้องให้รางวัลสิ อยากได้อะไรล่ะ? เสื้อผ้าสวยๆ ขนมอร่อยๆ หรือของเล่นสนุกๆ?”
ทิงเสวี่ยส่ายหน้าดิก
“หนูไม่อยากได้ของพวกนี้ค่ะ... หนูอยากให้พ่อพาไปเที่ยวในเมือง หนูได้ยินมาว่าจากอำเภอเราเข้าไปในเมืองสามารถนั่งรถไฟไปได้ หนูเกิดมายังไม่เคยนั่งรถไฟเลยสักครั้งค่ะ”
สำหรับคำขอที่แสนเรียบง่ายนี้ หลินกั๋วผิงแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ได้สิ! รอให้ถึงช่วงปลายเดือนสิบสอง พ่อจะพาแกไปเที่ยวในเมืองเอง เราจะนั่งรถไฟปู๊นๆ ไปด้วยกันเลย ดีไหม?”
“โอ้เย้! ไชโย! จะได้นั่งรถไฟไปเที่ยวในเมืองแล้ว พ่อใจดีที่สุดเลย พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก!”
เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด ก่อนจะโผเข้าหอมแก้มสากๆ ของหลินกั๋วผิงฟอดใหญ่
......
ผลสอบใบเดียวกัน... นำมาซึ่งชะตากรรมที่ต่างกัน บ้านหนึ่งสุขสมหวังหัวเราะร่า อีกบ้านหนึ่งโศกเศร้าเคล้าน้ำตา โลกใบนี้ช่างมีความยุติธรรมที่แสนจะไม่ยุติธรรมเสียจริงๆ