เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 บ้างสุขสม บ้างเศร้าตรม (1)

            เด็กเรียนเก่งสองคนที่คว้าอันดับหนึ่งมาครอง ต่างฝ่ายต่างก้มดูใบประกาศนียบัตรและใบแสดงผลการเรียนของกันและกันด้วยความเบิกบานใจ

            เมื่อเดินมาถึงทางแยก ฉินหยวนเฟิงก็หยุดฝีเท้าลง เขาหันมาสบตาทิงเสวี่ยพลางเอ่ยชวน

            “พรุ่งนี้ฉันจะไปเล่นกับเธอนะ... ว่าแต่เจ้าหลานชายของเธอปิดเทอมหรือยัง?”

            ทิงเสวี่ยพยักหน้า

            “เขาปิดเทอมแล้ว รายนั้นน่ะบ่นคิดถึงนิยายในมือนายจะแย่แล้ว”

            ฉินหยวนเฟิงยิ้มกว้าง “เรื่อง 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ชุดนั้นฉันอ่านจบแล้ว พรุ่งนี้จะเอาไปให้เจ้าหลานชายของเธอยืมอ่านต่อเลย”

            “อะไรนะ! นายอ่าน 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' ทั้งชุดจบแล้วเหรอ?”

            ทิงเสวี่ยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ฉินหยวนเฟิงเพิ่งจะอยู่แค่ชั้น ป.4 เองนะ แถมนิยายชุดนั้นก็หนาเตอะ ตัวหนังสือยิบย่อยเต็มไปหมด ศัพท์แสงยากๆ ก็เยอะแยะที่เขาอ่านออกบ้างไม่ออกบ้างแต่ก็ทนอ่านจนจบ แถมช่วงนี้ยังเป็นช่วงสอบที่ต้องทบทวนบทเรียนอย่างหนักอีกต่างหาก

            หรือว่าเจ้าเด็กคนนี้จะซุ่มอ่านนิยายทั้งวันทั้งคืนกันแน่?

            “ฉันอ่านตอนกลางคืนตลอดเลย แอบคลุมโปงใช้ไฟฉายส่องอ่านเอา”

            เด็กชายสารภาพอย่างภาคภูมิใจปนรู้สึกผิดเล็กๆ

            “คุณยายฉันยังนึกว่าฉันขยันตื่นมาทบทวนบทเรียนดึกๆ ดื่นๆ เลย ฉันนี่ละอายใจชะมัด... แล้วพอตอนเรียนคาบอิสระ ฉันก็แอบสอดนิยายไว้ในหนังสือเรียน ตั้งหนังสือบังหน้าไว้แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่าน เพื่อนคนอื่นก็พากันคิดว่าฉันกำลังตั้งใจเรียน จริงๆ แล้ว...”

            ฉินหยวนเฟิงเล่าวีรกรรมการแอบอ่านนิยายกำลังภายในของตัวเองอย่างออกรส สีหน้าท่าทางที่กระตือรือร้นของเขานั้นช่างสมกับความไร้เดียงสาของเด็กวัยนี้จริงๆ

            เมื่อมองดูเด็กหนุ่มที่ดวงตาเป็นประกายคนนั้น ทิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

            “ฉินหยวนเฟิง นายนี่เก่งจริงๆ นะ เพื่อที่จะได้อ่านนิยายถึงกับต้องทุ่มเทขนาดนี้เชียวเหรอ ระวังตัวไว้หน่อยเถอะ ถ้าผู้ใหญ่รู้เข้าละก็ ก้นลายเป็นลายพาดกลอน”

            ฉินหยวนเฟิง “...”

            ......

            เมื่อเดินมาเกือบจะถึงหน้าบ้าน ทิงเสวี่ยก็บังเอิญเจอกับจางเสี่ยวเสีย ป้าสะใภ้ใหญ่ของเธอ

            จางเสี่ยวเสียตะโกนถามมาแต่ไกล

            “เสียวเสวี่ย สอบได้กี่คะแนนล่ะฮึ?”

            ทิงเสวี่ยหยิบใบประกาศนียบัตรของตัวเองขึ้นมาโบกไปมาด้วยความภูมิใจ

            “คุณป้า หนูสอบได้เต็มทั้งสองวิชาเลยค่ะ หนูได้ที่หนึ่งอีกแล้ว”

            “เสียวเสวี่ยเก่งจริงๆ!”

            จางเสี่ยวเสียเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้ น้ำเสียงเจือความอิจฉาอยู่ลึกๆ

            ทุกครั้งทิงเสวี่ยจะสอบได้ที่หนึ่งเสมอ... แล้วหลินหงเหมยลูกสาวของเธอล่ะ? ถ้าไม่ได้ที่โหล่ ก็วนเวียนอยู่แถวรั้งท้ายตลอด

            ......

            เพิ่งกลับถึงบ้านได้ไม่ทันไร ทิงเสวี่ยก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังลั่นมาจากบ้านคุณลุงใหญ่ ประสบการณ์บอกเธอทันทีว่าหลินหงเหมยกำลังถูกลงโทษอีกแล้ว

            เหตุผลน่ะเหรอ... ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องผลสอบที่เพิ่งประกาศออกมานั่นแหละ

            ก่อนหน้านี้ทิงเสวี่ยเคยลองเลียบเคียงถามฉินหยวนเฟิงดูแล้ว ถึงแม้ครั้งนี้หลินหงเหมยจะไม่ได้สอบได้ที่โหล่สุดตาราง แต่ลำดับของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ที่น่าเป็นห่วงอยู่ดี

            เป็นเรื่องปกติของบ้านลุงใหญ่ คือทุกครั้งที่สอบปลายภาคแล้วหลินหงเหมยทำคะแนนได้ไม่ดี พอกลับถึงบ้านก็จะถูกตีอย่างหนัก ยิ่งปกติเธอเป็นเด็กที่มักจะโดนดุโดนตีเป็นประจำอยู่แล้ว

            และจางเสี่ยวเสียก็ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วละแวกนี้เรื่องมือไวใจร้อนเวลาตีลูก

            ทุกครั้งที่นางลงไม้ลงมือ เสียงเอะอะโวยวายจะต้องดังลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน!

            เมื่อได้ยินเสียงร้อง ทิงเสวี่ยก็รีบวิ่งออกไปดู บ้านทั้งสองหลังปลูกอยู่ไม่ไกลกันนัก ขอแค่เดินพ้นประตูบ้านมาก็ได้ยินเสียงทางฝั่งนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง

            ภาพที่เห็นคือจางเสี่ยวเสียกำลังกำก้านไม้ไผ่เรียวเล็ก ฟาดลงไปที่ตัวหลินหงเหมยอย่างไม่ยั้งมือ ปากก็พ่นคำด่าทอออกมาไม่ขาดสาย

            “แกมันนังเด็กไม่เอาถ่าน! กินข้าวไปตั้งเยอะแยะเสียข้าวสุกเปล่าๆ ทำไมเสียวเสวี่ยถึงสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง แต่แกกลับสอบได้แต่ที่โหล่ฮะ? งานการแกก็ทำไม่เยอะเท่าเขา เรียนก็ไม่เก่งเท่าเขา แกยังมีหน้ามานั่งกินข้าวอีกเหรอ?”

            ไม้ไผ่ในมือฟาดขวับลงไปเจ็ดแปดครั้งติดต่อกัน นางลงมือหนักจริงๆ ถึงแม้หลินหงเหมยจะสวมเสื้อกันหนาวหนาๆ แต่แรงฟาดนั้นก็ยังเจ็บแสบไปถึงเนื้อใน

            เด็กสาวไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง ทำได้เพียงกลั้นเสียงสะอื้นฮึกๆ อยู่ในลำคอ

            แต่เมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้ ไฟโทสะของจางเสี่ยวเสียก็ยิ่งลุกโชน

            “ร้องไห้! จะร้องไห้หาอะไร? สอบได้คะแนนห่วยแตกแค่นี้ยังมีหน้ามาร้องไห้อีกเหรอ?”

            ยิ่งด่ายิ่งโมโห แรงที่มือก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม้ไผ่แหวกอากาศฟาดลงบนตัวหลินหงเหมยหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

            “แม่... อย่าตีพี่เลย พี่เขาสำนึกผิดแล้ว”

            หลินหงจวิน น้องชายคนเล็กพยายามพูดขอร้องแทนพี่สาวเสียงเบา แต่ในนาทีนี้จางเสี่ยวเสียหูดับไปแล้ว นางไม่ฟังเสียงนกเสียงกา ยังคงหน้ามืดตามัวสั่งสอนลูกสาวหัวทึบต่อไป

            ตอนแรกหลินหงเหมยเพียงแค่สะอื้นเบาๆ แต่เพราะความเจ็บปวดที่เกินจะทานทน ในที่สุดเธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม

            เดิมทีเธอเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว ประกอบกับความเจ็บปวดและน้อยเนื้อต่ำใจ เสียงร้องไห้โหยหวนของเธอจึงดังกังวานไปสามบ้านแปดบ้าน

            คำพูดเปรียบเทียบที่จางเสี่ยวเสียใช้ดุด่าเมื่อครู่ ทิงเสวี่ยได้ยินชัดเจนทุกคำ...

            เธอไม่ชอบเลยที่จางเสี่ยวเสียเอ่ยชื่อเธอเพื่อไปทับถมลูกของตัวเอง การทำแบบนี้รังแต่จะทำให้หลินหงเหมยเกลียดชังและผูกใจเจ็บเธอมากขึ้นไปอีก

            ทิงเสวี่ยไม่ได้กลัวว่าหลินหงเหมยจะมาทำร้ายอะไร แต่เธอยังหวังลึกๆ ว่าพี่น้องเครือญาติควรจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

            ทุกครั้งที่หลินหงเหมยสอบตกแล้วถูกตี จางเสี่ยวเสียก็จะยกทิงเสวี่ยขึ้นมาเปรียบเทียบเสมอ ถ้าใจเขาใจเรา... หากทิงเสวี่ยเป็นหลินหงเหมย เธอก็คงจะเกลียดขี้หน้าลูกพี่ลูกน้องที่เก่งกว่าตัวเองไปเสียทุกอย่างคนนี้เหมือนกัน

            ในตอนนั้นเอง หลินกั๋วเซิ่ง ผู้เป็นลุงใหญ่ก็กลับมาจากข้างนอก เมื่อเห็นภรรยากำลังฟาดลูกสาวไม่ยั้ง สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นทันที

            “เสี่ยวเสีย! ดุด่าสั่งสอนลูกหน่อยก็พอแล้ว เธอตีเอาเป็นเอาตายแบบนี้ ถ้าหงเหมยมันสมองบวมปัญญานิ่มไปจะทำยังไง?”

            จางเสี่ยวเสียแค่นเสียงหึ

            “ไม่ตีมันก็โง่อยู่แล้ว! สู้ตีให้มันโง่ไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเปลืองข้าวสุก เปลืองเสื้อผ้าใส่!”

            พูดจบ นางก็ตวัดไม้ไผ่ฟาดเปรี้ยงลงบนตัวหลินหงเหมยอีกครั้งอย่างแรง เรียกเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากเด็กสาว

            หลินกั๋วเซิ่งทนดูไม่ไหว พุ่งเข้าไปแย่งไม้ไผ่จากมือภรรยา

            “พอแล้ว! พอได้แล้ว! แค่นี้ลูกก็เจ็บจะแย่แล้ว”

            ......

            หลังจากเหตุการณ์ทางบ้านลุงใหญ่สงบลง ทิงเสวี่ยจึงเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ เธอยังคงรู้สึกสงสารหลินหงเหมยอยู่ลึกๆ

            “พ่อคะ... หนูสงสัยจริงๆ เลยว่าพี่หงเหมยไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของป้าสะใภ้ใหญ่หรือเปล่า”

            หลินกั๋วผิงส่ายหน้า “พูดจาเหลวไหลน่า ตอนที่ป้าสะใภ้ใหญ่คลอดพี่หงเหมย คุณย่าก็ไปเฝ้าอยู่ด้วยตลอด จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ได้ยังไง”

            “แต่ทำไมป้าสะใภ้ใหญ่ถึงใจร้ายกับพี่เขาขนาดนั้นล่ะคะ คนตีลูกหนูก็เคยเห็นมาบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครตีโหดเหมือนเคียดแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อนแบบป้าใหญ่เลยค่ะ”

            ทิงเสวี่ยเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อ แววตาไหวระริก

            “พ่อคะ... ถ้าสมมติว่าหนูสอบได้ที่โหล่ พ่อจะตีหนูไหมคะ?”

            หลินกั๋วผิงวางมือลงบนศีรษะทุยๆ ของลูกสาว ลูบเบาๆ ด้วยความรักใคร่

            “ถึงแกจะสอบได้ที่โหล่ แกก็ยังเป็นเสียวเสวี่ยสุดที่รักของพ่ออยู่ดี พ่อจะกล้าตีแกได้ยังไงล่ะ”

            เขาจ้องมองดวงตากลมโตดำขลับราวกับผลองุ่นของลูกสาว แล้วเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            หลินกั๋วผิงเป็นคนใช้ชีวิตด้วยสติปัญญาเสมอมา ผลการเรียนที่ดีของลูกสาวทำให้เขาภูมิใจก็จริง แต่หากลูกของเขาไม่ได้เกิดมาหัวดีด้านการเรียน เขาก็เข้าใจและจะไม่บังคับขู่เข็ญอย่างแน่นอน

            ทิงเสวี่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นใบแสดงผลการเรียนและใบประกาศนียบัตรให้พ่อดู

            “พ่อคะ ครั้งนี้หนูสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอีกแล้ว พ่อจะให้รางวัลหนูไหมคะ?”

            หลินกั๋วผิงรับมาดู แม้จะคุ้นชินกับการที่ลูกสาวสอบได้ที่หนึ่งอยู่เสมอจนรู้สึกเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เธอรักษามาตรฐานไว้ได้และนำความภาคภูมิใจมาสู่ครอบครัว เขาก็อดปลื้มใจไม่ได้จริงๆ ความสุขฉายชัดบนใบหน้าอย่างปิดไม่มิด

            “เสียวเสวี่ยเก่งมาก... สอบได้ที่หนึ่งมาอีกแล้วก็ต้องให้รางวัลสิ อยากได้อะไรล่ะ? เสื้อผ้าสวยๆ ขนมอร่อยๆ หรือของเล่นสนุกๆ?”

            ทิงเสวี่ยส่ายหน้าดิก

            “หนูไม่อยากได้ของพวกนี้ค่ะ... หนูอยากให้พ่อพาไปเที่ยวในเมือง หนูได้ยินมาว่าจากอำเภอเราเข้าไปในเมืองสามารถนั่งรถไฟไปได้ หนูเกิดมายังไม่เคยนั่งรถไฟเลยสักครั้งค่ะ”

            สำหรับคำขอที่แสนเรียบง่ายนี้ หลินกั๋วผิงแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

            “ได้สิ! รอให้ถึงช่วงปลายเดือนสิบสอง พ่อจะพาแกไปเที่ยวในเมืองเอง เราจะนั่งรถไฟปู๊นๆ ไปด้วยกันเลย ดีไหม?”

            “โอ้เย้! ไชโย! จะได้นั่งรถไฟไปเที่ยวในเมืองแล้ว พ่อใจดีที่สุดเลย พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก!”

            เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด ก่อนจะโผเข้าหอมแก้มสากๆ ของหลินกั๋วผิงฟอดใหญ่

            ......

            ผลสอบใบเดียวกัน... นำมาซึ่งชะตากรรมที่ต่างกัน บ้านหนึ่งสุขสมหวังหัวเราะร่า อีกบ้านหนึ่งโศกเศร้าเคล้าน้ำตา โลกใบนี้ช่างมีความยุติธรรมที่แสนจะไม่ยุติธรรมเสียจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808