เ้าหน้าที่ตำรวจสามนายพากันเดินมาถึงห้องของเทพด้วยความแปลกใจ ที่เห็นประตูห้องเปิดทิ้งไว้ พอเข้าไปภายในห้องของเทพก็เละเทะ ข้าวของกระจุยกระจายเหมือนแผ่นดินไหว และยิ่งแปลกใจมากเมื่อมองเห็นสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันร้องไห้อยู่กลางห้อง แต่ด้วยหน้าที่พวกเขาจำต้องทำการจับกุมตัว
“สวัสดีครับ พวกผมเป็เ้าหน้าที่ตำรวจ ขอเชิญตัวคุณเทพธวัชมาให้ปากคำในคดีบงการผู้อื่นให้ไปทำร้ายคุณสิรินทิพย์ จนเธอได้รับาเ็สาหัสเมื่อ 5 ปีที่แล้วครับ” ตำรวจนายหนึ่งกล่าว
“ไม่จริง ลูกฉันไม่ได้ทำค่ะ อีกอย่างลูกฉันกับสิรินทิพย์ก็เคยเป็แฟนกันมาก่อน ลูกฉันไม่มีทางทำร้ายเธอแบบนั้น” แม่ของเทพกล่าวอย่างเชื่อมั่นในตัวลูก
“หลังจากถูกทำร้าย คุณสิรินทิพย์ก็นอนป่วยเป็เ้าหญิงนิทราเป็เวลา 5 ปี ตอนนี้เธอฟื้นขึ้นเป็ปกติอย่างน่าอัศจรรย์ เธอสามารถจดจำใบหน้าคนร้ายที่ทำร้ายเธอได้ พวกเราจึงดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายคนนั้น และเขาก็ให้การซัดทอดมายังลูกชายคุณ ดังนั้นพวกผมขอเชิญตัวคุณเทพธวัชไปที่สถานีตำรวจก่อนครับ” ตำรวจอีกนายกล่าวเสริม
“ไม่ ฉันไม่ยอม” แม่เอาตัวเข้าไปขวาง
“ปล่อยให้เทพไปก่อนเถอะคุณ” พ่อเข้าไปประคองให้ภรรยาหลีกทางเพื่อไม่ให้ขัดขวางการทำงานของเ้าหน้าที่ตำรวจ
ตำรวจสองนายจึงช่วยกันประคองเทพออกจากห้อง ในขณะที่พ่อและแม่ของเทพรีบเดินทางตามไปที่สถานีตำรวจ
และแล้วเมื่อไปถึง เทพให้การสารภาพว่าเป็ผู้บงการจริง ทำให้พ่อแม่ของเทพรู้สึกเสียใจยิ่งนัก แต่ท่านทั้งสองก็ยังจะช่วยประกันตัวลูกชายออกมาก่อน เลยตัดสินใจกลับนครปฐมเพื่อกลับไปนำโฉนดที่ดินมา แล้วค่อยรีบกลับมาที่นี่
ทำให้ตอนนี้เทพจำต้องถูกจำคุกอยู่ในห้องขังกับชายฉกรรจ์วัย 30 ปีอีกคน ซึ่งตอนนี้เขาคนนั้นนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้องขังด้านใน
เทพที่กำลังจับกรงเหล็ก เขามองไปที่พ่อกับแม่ที่กำลังพูดปลอบโยน
“รอพ่อนะลูก พ่อจะไปนำทรัพย์สินมาประกันตัวลูก”
“ขอบคุณครับพ่อ”
“เดี๋ยวแม่ไปซื้อขนมปัง น้ำดื่มมาให้ลูกก่อน แล้วจะรีบเดินทางกลับนครปฐมนะลูก”
“ครับแม่”
******************************
เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อและแม่ของเทพเดินทางกลับมาที่สถานีตำรวจโดยรถแท็กซี่ เพราะตนเหนื่อยล้ามาก ไม่อาจขับรถได้ทั้งคืน คู่รักวัยกลางคนเดินลงมาจากรถ ท่ามกลางความแปลกใจ เพราะพวกเขามองเห็นรถมูลนิธิจอดอยู่หน้าสถานีตำรวจ
ทั้งสองเห็นเ้าหน้าที่กำลังแบกศพไปที่รถ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และแล้วเมื่อเห็นหน้าศพซึ่งเป็ใบหน้าอันคุ้นเคย ก็ทำให้ทั้งสองใ รีบเข้าไปสวมกอดและร้องไห้อย่างคนเสียสติ
“ลูกแม่ ลูกเป็อะไรไป ใครทำอะไรลูก” แม่ของเทพร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดศพลูกชาย
“ที่คอลูก มีรอยบีบคอ หรือว่า ผีตนนั้นไม่ยอมไว้ชีวิตเทพ” พ่อของเทพคาดการณ์
“เอ่อ เปล่าหรอกครับ มันเป็ฝีมือผู้ต้องหาคดีฆ่าเด็กที่ถูกฝากขังห้องเดียวกับลูกชายคุณครับ” เ้าหน้าที่รายงาน
“ลูกแม่ ฮือ ฮือ”
“ให้พวกเราพาเขาไปชันสูตรเถอะนะครับ” เ้าหน้าที่กล่าว
“คุณ! พวกเราต้องเข้าไปเอาเื่ตำรวจ เหตุที่ไม่ยอมดูแลผู้ต้องขัง” พ่อของเทพเจ็บแค้นเ้าหน้าที่ตำรวจ
แม่ของเทพจำต้องเข้าไปในสถานีตำรวจด้วย
เ้าหน้าที่ที่มีเวรในคืนนั้น เดินเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษ
“พวกเราจะฟ้องร้องคุณ” พ่อของเทพกล่าวอย่างเอาเื่
“แต่มันเป็เหตุสุดวิสัยจริงๆ นะครับ พวกเราไม่คิดว่าอยู่ดีๆ ผู้ต้องหาคนนั้นจะอาละวาดคลั่งทำร้ายลูกชายคุณ” ตำรวจอีกคนกล่าว
พ่อของเทพ้ารู้ว่าโศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นจากดวงิญญาผู้หญิงคนนั้นหรือไม่ เลยขอดูกล้องวงจรปิด
ทุกคนที่มองดูที่มอนิเตอร์ต่างพากันแปลกใจ เพราะั้แ่เวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่ม ทั้งเทพและผู้ต้องหาอีกคน ต่างคนต่างนั่งต่างมุมไม่ได้สนใจกัน จนกระทั่งชายทั้งคู่ต่างนอนด้วยความอ่อนเพลีย
แต่พอถึงเวลา 23.50 น. อยู่ดีๆ ชายอีกคนก็ตื่นกลางดึก เมื่อมองไปที่เทพ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วชี้นิ้วใส่เขาที่กำลังนอนหลับบนพื้น พร้อมกับกล่าวว่า “นี่ไอ้หนูน้อย แกคงจะเป็เพื่อนของหลานข้าสินะ จะมาแก้แค้นแทนหลานข้าล่ะสิ”
เทพสะลึมสะลือตื่นตามเสียง และลุกขึ้นยืน เพราะมองเห็นผู้ร่วมห้องยืนชี้หน้ามาทางเขา
“คุณเป็อะไรไปครับ แล้วคุณคุยกับใคร” เทพถามอย่างงงๆ
“แกหลบไป ฉันกำลังพูดกับเด็กชายวัยห้าขวบที่มากับแก”
“ในห้องมีแต่เราสองคนนะครับ” เทพพยายามพูดดีๆ
“หึ หึ จะปกป้องเด็กล่ะสิ ถ้างั้น แกตายก่อนก็แล้วกัน แล้วฉันค่อยฆ่าเด็ก”
เทพกำลังจะะโเรียกตำรวจที่เข้าเวร แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะชายดังกล่าวพุ่งตัวอย่างรวดเร็วและบีบคอเทพอย่างแรง
เทพไม่มีโอกาสที่จะส่งเสียงร้องได้อีก ชายดังกล่าวแข็งแรงมาก เขาสามารถบีบคอเทพได้เพียงไม่นาน ก็ทำให้เทพขาดใจตายทันที
“ฮือ ฮือ ลูกแม่ พวกคุณขังลูกชายฉันรวมกับผู้ต้องหาโรคจิตได้ยังไง” แม่ของเทพร้องไห้โวยวาย
“ผมขอโทษครับ พวกเราไม่คิดว่าผู้ต้องหาจะมีอาการประสาทหลอนด้วย” ตำรวจกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“ผมจะเอาเื่ให้ถึงที่สุด” พ่อของเทพไม่ยอมให้อภัย
พ่อของเทพพาหญิงวัยกลางคนที่ร้องไห้ตาแทบเป็สายเืกลับไปที่โรงพยาบาลที่ชันสูตรศพลูกชาย
******************************
และแล้วเทพก็ไม่อาจหนีพ้นเคราะห์กรรมไปได้ ในที่สุดเขาก็ตายในคืนวันที่ 13 เม.ย. 62 อีกหนึ่งนาทีเท่านั้นก็จะเข้าสู่วันใหม่แล้ว
เสียงร้องห่มร้องไห้ดังกึกก้องไปทั่วงานเผาศพของเทพธวัช เสียงเ่าั้ได้รวมถึงเสียงของวนาลีด้วย
วนาลีร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าเมรุเผาศพ โดยเธอนั้นกำลังกอดแม่ของเทพร้องไห้ไปด้วยกัน
พอเสร็จพิธีฌาปนกิจศพ วนาลีก็เดินไปที่หลังวัด ที่มีป่าช้าเงียบสงัด เธอเหม่อมองอย่างเหม่อลอยราวกับคนไม่มีสติ ในใจเธอคิดว่า “เทพคะ รอลีก่อน อีกไม่นาน ลีจะตามเทพไป พวกเราจะได้ไปอยู่ด้วยกันไงคะเทพ”
สักพักลีก็ตื่นจากภวังค์ เพราะมีเสียงชายคนหนึ่งกล่าวว่า “อาตมาขอบิณฑบาตเถิดโยม อย่าทำลายชีวิตตัวเองและลูกในครรภ์เลยนะ ต่อให้โยมฆ่าตัวตายตามโยมเทพไป ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่ดี ต่างคนต่างต้องไปชดใช้ในภพภูมิที่แตกต่างกัน”
“หลวงพี่เป็ใครคะ ล่วงรู้ความคิดของดิฉันได้ยังไง” ลีใกับพระสงฆ์แปลกหน้า
“อาตมาเป็พระธุดงค์ที่บังเอิญเดินผ่านมายังวัดนี้เท่านั้น อาตมาสังเกตจากบรรยากาศงานศพ ก็เลยเดาเหตุการณ์ไป”
“หรือว่าหลวงพี่จะเป็อดีตคนรักของนงคราญ ที่แม่ของเทพเล่าให้ฉันฟัง งั้นหรอคะ” ลีสงสัย
“จะว่าใช่ก็ได้” หลวงพี่ยอมรับ
“์ไม่ยุติธรรมเลย ฉันทำผิดอะไรที่จะต้องมาสูญเสียคนรักไป” ลีกล่าว
“กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ โยมก็น่าจะรู้ ว่าตนทำผิดอะไร” หลวงพี่กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“หมายความว่ายังไงคะ ดิฉันไม่เข้าใจ” ลีขมวดคิ้วงง
“งั้นโยมลองหลับตาสิ”
วนาลีค่อยๆ หลับตา และแล้วเธอก็มองเห็นนิมิต มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนสงกรานต์เมื่อปีที่แล้ว
ในตอนนั้น วนาลีอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ตัวเองอย่างกระวนกระวาย เพราะแฟนตัวเองไม่มาหาใน่สงกรานต์เลย เทพเอาแต่ไปเล่นสงกรานต์และเลี้ยงฉลองกับเพื่อนที่ต่างจังหวัด
วนาลีพยายามโทรไปหาเทพในคืนวันที่ 13 เม.ย. เขาก็ปิดเครื่อง ด้วยความหึงหวง เธอก็เลยโทรหากิ๊กเก่าของเทพทุกคน ซึ่งทุกคนก็พากันด่ากลับ และบอกว่าตนนั้นได้เลิกกับเทพไปนานแล้ว
ดังนั้นสาวน้อยที่กำลังเดือดดาล จึงโทรไปหาเพื่อนสนิทของเทพ นั่นก็คือวันชัย ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยอมกดรับสาย
“วันชัยใช่มั้ย ตอนนี้อยู่กับเทพหรือเปล่า ขอฉันคุยกับเทพหน่อย” ลีกล่าว
“เอ่อ เดี๋ยวนะ ตอนนี้เทพกำลังเมามากเลย เดี๋ยวบอกให้” วันชัยมองไปที่เพื่อนที่กำลังกระดกแก้วดื่มเหล้าไม่หยุด
เทพจำใจต้องรับมือถือเพื่อนมาคุย “ว่าไงครับลี เอื๊อก”
“เทพเมาหนักขนาดนี้เลยหรอคะ” ลีรู้จากน้ำเสียง
“ใช่แล้วลี ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ” เทพคุยไม่ไหวกำลังจะฟุบหลับ
“ไม่ค่ะ หากพวกเราไม่เจอกันในคืนนี้ พวกเราก็ไม่ต้องคุยกันอีกและพวกเราก็จบกันเพียงเท่านี้” ลียื่นคำขาด
“ไม่เอาสิลี อย่าพูดแบบนี้” เทพตาสว่างขึ้นมาทันที
“คำไหนคำนั้นค่ะ” ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ลีตัดสายทันที
“ลี ลี ลี เดี๋ยวสิลี” เทพยังคงะโเรียกอยู่อย่างนั้น
“เป็ไงเพื่อน แฟนให้ไปหางั้นหรอ” วันชัยรับมือถือคืนมา
“อื้อ งั้นฉันรีบกลับก่อนนะ” เทพรีบเก็บข้าวของส่วนตัวเพื่อเดินทางไปหาลี เขารักลีมากและไม่อยากเลิกกับลี
“เฮ้ย กลับรถแท็กซี่สิ เมาขนาดนี้ ขับรถไม่ไหวหรอก” วันชัยเตือนเพื่อน ตนเองก็อยากขับไปส่งเพื่อน แต่ก็รู้ตัวดีว่าตนเองก็เมาเหมือนกัน
“ฉันไม่เมา ฉันขับไหว ไปก่อนนะเพื่อน” เทพยังคงดื้อรั้น
“เฮ้ย เดี๋ยว เทพ อย่าเพิ่งไป” วันชัยจะเดินเข้าไปห้ามเพื่อน แต่ตามเพื่อนไม่ทัน
เทพรีบวิ่งโซซัดโซเซขับรถออกจากบ้านเพื่อนไปทันที
และแล้วภาพดังกล่าวก็เลือนหายไป
“มันหมายความว่ายังไงคะหลวงพี่” ลีลืมตาก็รีบถาม
“โยมรู้ทั้งรู้ว่าโยมเทพเมาหนักมาก แต่ก็ยังบีบบังคับให้เขาขับรถข้ามจังหวัดกลับไปหาโยม หากโยมยอมใจเย็น ยอมคุยกับแฟนในวันรุ่งขึ้น เหตุการณ์ทั้งหมดอาจไม่เลวร้ายเช่นนี้ จริงมั้ย” หลวงพี่กล่าว
ลีอึ้ง และเธอก็ค่อยๆ คุกเข่าร้องไห้ “ฮือ ฮือ ลีขอโทษ ลีไม่น่าบีบบังคับเทพเลย ฮือ ฮือ”
“จงเลี้ยงลูกของโยมเทพให้ดีเถิด เขารักลูกคนนี้มาก อย่าทำลายชีวิตตัวเองและลูกของเขาอีกเลย”
“ค่ะ ดิฉันสัญญาว่าจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีก”
“อาตมาขอตัวก่อนนะ” หลวงพี่เดินจากไปเพื่อเดินทางไปธุดงค์ต่อ
ลีจึงค่อยลุกขึ้นยืนพร้อมกับเอามือลูบไปที่ท้องของตัวเอง และพึมพำว่า “ไม่ต้องห่วงนะคะเทพ ลีจะเลี้ยงลูกของเราให้ดีที่สุด”
“สวัสดี วนาลี” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งทัก
“เธอ คือ ศิรินทิพย์นี่….”