ทางเดินที่พื้นผิวขรุขระ มีหิมะปกคลุมหนา ต้นไม้สองข้างทางถูกลมปะทะเข้ากับกิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงดังเป็จังหวะระหว่างทาง เส้นทางที่อวิ๋นเหยาเดินไปไร้ผู้คนเพราะคงไม่มีใครจะมาเข้าป่าเช้ามืดทั้งที่อากาศหนาวขนาดนี้ ขณะที่อวิ๋นเหยาทบทวนความทรงจำในอดีตของร่างนี้ระหว่างที่ค่อยๆ พยุงตัวพาร่างกายอ่อนแอที่เพิ่งฟื้นจากความตายนี้เดินไปช้าๆ จึงได้รับรู้ว่าเ้าของร่างเดิมถูกเรียกขานว่าตัวกาลกินี ด้วยเพราะพ่อแม่ตายหมด ส่วนน้องชายหายสาบสูญไปใน่า เหลือนางที่มีชีวิตรอดและอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเพียงคนเดียว ทำให้ชาวบ้านต่างเล่าลือว่านางคือตัวกาลกินี จึงไม่มีใครอยากสุงสิงมากนัก
ส่วนเ้าของร่างเดิมได้แต่เก็บตัวนับแต่นั้นมา เพราะเศร้าใจที่บิดามารดาจากไปกระทันหัน ส่วนน้องชายก็หายตัวไป จึงทำให้นางซึมเศร้า ไม่ใส่ใจตนเอง ปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่กินไม่ดื่ม ไม่หลับไม่นอน เพราะยามใดที่นางหลับไปก็มักจะฝันถึงภาพที่บิดามารดาจมกองเื หวนคิดถึงน้องชายที่หายไป ใครต่อใครต่างว่านางคือตัวกาลกินีลับหลัง แม้นางจะไม่ใส่ใจแต่ก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา
ตอนนี้นางไร้ญาติขาดมิตร ทั้งยังถูกทางการแจ้งข่าวว่าจะยึดเรือนของครอบครัวนาง เพราะไร้บุรุษในครอบครัว ทำให้นางรู้สึกล่องลอยจนเดินเหม่อออกไปในป่าอย่างคนสิ้นหวัง เพราะแม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ไม่มี จนคิดว่าจะลองนอนกลางป่าดูอย่างคนไร้สติ นางไม่รู้สึกถึงความหนาวที่บาดลึกจนทำให้ตนเองถึงแก่ความตาย
นางเฝ้าแต่คิดถึงบิดามารดากับน้องชาย อวิ๋นเหยาเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไร้ญาติขาดมิตรดี แต่สำหรับสตรีในยุคโบราณคนนี้คงตั้งรับไม่ทันจนตรอมใจ หลังจากนี้นางจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนนางอย่างดี หากนางหมดแรงที่จะใช้ชีวิตต่อไปแล้ว
“ดูนางสิ วันๆ ไม่ทำอะไร เดินไปเดินมาเข้าป่าบ่อยๆ ไม่กลัวสัตว์ร้ายอะไรเลย คงเพราะตัวนางเป็กาลกินีเช่นนี้ ใครเข้าใกล้ก็คงซวยหมด แม้แต่สัตว์ในป่าก็คงไม่กล้าจะกินนาง!”
“ั้แ่พ่อแม่นางจากไป บ้านนางก็เหมือนบ้านร้าง นางแทบไม่ทำอะไรเลยจนหญ้าขึ้นรกไปหมด”
“นี่ก็ผ่านมาแค่ไม่กี่เดือนเองนางยังเป็ขนาดนี้ ดูนางปล่อยเนื้อปล่อยตัวผมเผ้ารุงรังสิ ดูไม่ได้เลย ใครจะอยากแต่งกับนาง! บ้านก็จะถูกทางการยึดแล้ว ต่อไปคงเป็เหมือนพวกเร่ร่อนไร้บ้านหลังาแน่ๆ”
เสียงชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลพูดจากันเมื่อเดินผ่านนางไปไกลแล้ว แม้จะไม่ตั้งใจฟังอวิ๋นเหยาก็ยังได้ยินเต็มสองหู
เมื่อมาถึงหน้าเรือนไม้เก่าๆ ที่เริ่มผุพังเพราะพายุลมแรงและขาดคนดูแล ทั้งต้นหญ้าที่ขึ้นรกไปหมด ผักที่ปลูกไว้ก็ไม่มีใครเก็บเกี่ยวจนยืนต้นตายไปแล้ว แต่เมื่อเปิดประตูใหญ่หน้าลานบ้านเข้าไปกลับพบกับเ้าหน้าที่ทางการผู้หนึ่งยืนรอนางอยู่กลางลาน ในความทรงจำของนางเขาคือสหายของบิดานาง
“ท่านลุงมาหาข้าหรือเ้าคะ?”
“อืม ข้ามาหาเ้าเื่ที่ทางการจะยึดเรือนหลังนี้ ข้ามีวิธีช่วยเ้าให้เก็บเรือนหลังนี้ไว้ได้ หากเ้าเต็มใจ”
อวิ๋นเหยาที่ยังไม่ค่อยรู้เื่ของโลกยุคนี้ยังไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อมีคนมาเสนอทางออกนางจึงยิ้มอย่างยินดี แม้รอยยิ้มจะอ่อนแรงไปบ้างก็ตาม
“ข้าเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อเก็บเรือนของบิดามารดาเอาไว้เ้าค่ะ ท่านลุงจะให้ข้าทำเช่นไรเ้าคะ?”
อวิ๋นเหยามองชายวัยกลางคนตรงหน้าที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับปัญหานี้เป็เื่ของตนเอง ทั้งยังถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวคำใดออกมา
“เ้าต้องแต่งบุรุษเข้าเรือน แล้วเ้าก็จะได้เป็เ้าบ้าน เรือนหลังนี้ก็จะตกเป็ของเ้าอย่างถูกต้อง ไม่มีใครมายึดได้อีก ตอนนี้ข้าหาคนมาให้เ้าได้แล้ว แต่เขาเป็พ่อม่ายลูกติด ซ้ำยังาเ็ที่ขาจนเดินไม่ได้ หากรับเขาเข้ามาก็คงเป็ภาระให้เ้าดูแลแล้ว เ้ายินดีหรือไม่?”
อวิ๋นเหยาได้ยินเช่นนั้นแม้จะรู้สึกหนักอึ้ง แต่มันก็คือทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้แล้วกระมัง หากนางไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาเรือนหลังนี้ได้อย่างไร หากบุรุษแต่งเข้าร่างกายปกติทั่วไปก็ยากนักที่จะยอมแต่งเข้าให้นางง่ายๆ นางจึงคิดว่านี่คือแผนชั่วคราว
“ข้ายินดีเ้าค่ะ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรือเ้าคะ?”
“ข้าให้เขาพักอยู่กระท่อมร้างปลายนานู่น เขาาเ็จากาที่ผ่านมาจึงถูกส่งกลับบ้านเดิม แต่ไม่รู้เพราะอะไรจึงระหกระเหินพาลูกๆ เดินทางด้วยรถเทียมเกวียนเพื่อหาที่อยู่ใหม่ ข้าบังเอิญพบเจอเขาระหว่างทางตอนไปทำธุระที่เมืองหลวง ข้าเห็นเขามีลูกติด 2 คนจึงเห็นใจ ดูนิสัยใจคอก็ไม่เลวนัก ข้าเห็นว่าเ้าเองก็มีปัญหาเื่เรือนหลังนี้พอดี จึงถามความเห็นเขาให้เ้าแล้ว เขาเต็มใจแต่งเข้าเพื่อตอบแทนหากเ้าให้เขาพักอาศัยที่นี่ ส่วนเ้าก็จะได้เรือนหลังนี้มา ข้าจึงมารอเ้าวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ไปจัดการให้แล้วเสร็จก่อนทางการจะมายึดเรือน”
อวิ๋นเหยาได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนตอบตกลง
“เช่นนั้นข้ารบกวนท่านลุงช่วยเป็ธุระให้ข้าด้วยนะเ้าคะ พรุ่งนี้ข้าต้องทำอะไรบ้างเ้าคะหากจะแต่งงานกับเขา?”
ฉีหมินเป็เ้าหน้าที่ทางการมานาน และรู้จักบิดานางมาหลายปี เมื่อเห็นว่าหลานคนนี้อยู่ลำพังก็อดห่วงไม่ได้ ซ้ำนางยังดูสิ้นหวังเหลือเกินตอลดหลายเดือน วันนี้เขาช่วยนางหาทางออกได้แล้ว ยังกลัวว่านางจะไม่ยอมรับข้อเสนอเขา ยังดีที่นางไม่ปฏิเสธ ทุกอย่างเขาจะจัดการให้นางแทนบิดานางเอง
“เ้าแค่ไปลงลายมือชื่อพร้อมกันกับเขาก็พอ เื่อื่นข้าจะจัดการให้เ้าเอง จัดพิธีแต่งงานใน่ไว้ทุกข์คงยังไม่เหมาะสม”
“ดีเ้าค่ะ ข้าก็แค่แต่งงานกับเขาเพื่อรักษาเรือน ไม่มีพิธีก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะ แต่ข้าไม่เคยเลี้ยงเด็ก ลูกของชายผู้นั้นอายุเท่าไหร่หรือเ้าคะ?”
“อายุ 5 ขวบแล้ว ทั้ง 2 คนเป็ฝาแฝดชายหญิงน่ารักน่าชังเลยเชียวล่ะ”
“ฝาแฝดหรือเ้าคะ? ข้าคงต้องจัดเตรียมห้องนอนแยกให้เด็กๆ ด้วยใช่ไหมเ้าคะ?”
อวิ๋นเหยาได้ยินว่าเด็กอายุ 5 ขวบก็ถอนหายใจโล่งอก แต่เป็ชายหญิงคงต้องแยกห้องนอนแล้ว แม้จะโตแล้วไม่ใช่เด็กแบเบาะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีความคิดเช่นไร วันนี้นางคงต้องทำความสะอาดเรือนหลังนี้เพื่อรอต้อนรับพวกเขาแล้วกระมัง หลายเดือนแล้วที่นางไม่ได้เก็บกวาดเรือน
“อืม เ้าคงต้องเก็บกวาดห้องนอนบิดามารดาเ้าและของน้องชายไว้ให้พวกเขาแล้วล่ะ หวังว่าเ้าคงไม่ถือนะ?”
“ข้าไม่ถือสาเ้าค่ะ แต่คงต้องไปเก็บข้าวของสำคัญของบิดามารดากับน้องชายให้ดีก่อนเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเ้าก็ทำธุระของเ้าเถิด ข้าจะไปที่ว่าการเพื่อจัดการเื่สัญญาการแต่งงานให้เ้า”
“ขอบคุณท่านลุงมากเ้าค่ะ”