CHAPTER 08 : อย่าพูดคำนั้น
กว่าจะมาถึงจุดหมายก็ปาเข้าไปสิบโมงแล้วทั้งที่ไม่ควรจะใช้เวลานานขนาดนี้ แต่เพราะเราต้องเดินเท้าจากที่รถบัสจอดขึ้นมาอีกประมาณสองกิโลเพราะรถใหญ่ไม่สามารถขึ้นไปได้ถึงทำให้ต้องเสียเวลาแบบนี้ รุ่นพี่ไม่เห็นบอกเลยว่าจะต้องให้เดินด้วย แต่พอขึ้นมาถึงแล้วเห็นพวกชาวบ้านกับเด็กๆ มารอต้อนรับพวกเราก็หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้งเลย แค่เห็นสีหน้าและแววตาดีใจของเด็กๆ ที่รู้ว่าพวกเราจะมาก็ทำให้ฉันรู้สึกคิดถูกที่เลือกเข้าชมรมนี้ ครูดาวที่เป็ครูอาสาอยู่ที่นี่บอกว่าเด็กๆ ตื่นเต้นมากจนนับวันรอที่พวกเราจะมา
ที่นี่นานๆ ทีจะมีคนเอาของมาบริจาคเพราะเป็หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านไม่ถึงสิบหลัง อยู่ไกลจากตัวเมืองผู้คนจึงไม่ค่อยรู้จัก จะเข้าไปในเมืองทีก็ต้องลงเขาไปกลับก็เกือบหมดวัน ถ้าสังเกตดีๆ ตรงที่พวกเราลงจากรถบัสจะมีรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งจอดไว้อยู่ มันเป็ของครูที่เอามาไว้ให้ชาวบ้านใช้ไปซื้อของในเมือง ซึ่งเดือนนึงจะไปกันครั้งนึง ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้แต่อากาศก็ไม่ได้ร้อนมาก
เมื่อนำของที่เตรียมให้กับชาวบ้านและเด็กๆ แล้วพวกเราก็กินข้าวที่ชาวบ้านเตรียมไว้ให้ กินเสร็จก็ไปช่วยกันกางเต็นท์ที่จะใช้นอนสำหรับสองคืนสามวันที่มาอยู่ที่นี่เพื่อจะได้เอาสัมภาระของตัวเองไปเก็บ แต่ละเต็นท์จะนอนกันสามคนซึ่งแน่นอนว่าฉันนอนกับป่านส่วนอีกคนคือแพรเพื่อนร่วมชมรมของเรา เสร็จแล้วพวกเราก็เริ่มงานที่จะต้องทำ ผู้หญิงให้พาเด็กๆ ทำกิจกรรมส่วนผู้ชายให้ไปช่วยกันทำห้องสมุด ไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรเพียงแค่ให้มีชั้นวางหนังสือและมีโต๊ะไว้ให้เด็กๆ เอาไว้อ่านหนังสือกันได้ ส่วนพวกชาวบ้านบางส่วนไปซื้อของในเมืองกัน บางส่วนก็ไปช่วยกันทำสวนที่หลังหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่นี่อยู่กันแบบครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกันตลอด มีอะไรก็ช่วยกันทำ เวลากินข้าวก็จะช่วยกันทำกับข้าวแล้วก็มากินพร้อมกัน ถึงจะไม่ได้มีเงินทองมากมายแต่กลับมีความสุขมากกว่าคนรวยบางคนเสียอีก ฉันชอบที่นี่จัง
“มุกพี่ขอแรงไปช่วยตรงนู้นหน่อยได้ไหม ช่วยพี่เอาน้ำไปให้พวกผู้ชายหน่อย” พี่มิ้นรุ่นพี่ปีสองเดินเข้ามาหาฉันที่กำลังถ่ายรูปเด็กๆ อยู่
พวกเราให้น้องๆ วาดรูปและระบายสี พอบอกว่าจะมีรางวัลให้คนที่ทำได้ดีที่สุดๆ ก็ดูจะตั้งใจกันมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเราเตรียมรางวัลไว้ให้ทุกคนอยู่แล้วแต่พูดกระตุ้นไปเท่านั้นเอง เด็กๆ ดูมีความสุขมากทำให้พวกเราพลอยมีความสุขตามไปด้วย
“ได้ค่ะ” ฉันตอบรับเพราะทางนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไร พี่มิ้นน่าจะเป็คนดูแลทางนู้นคนเดียวถึงได้ขอให้ฉันไปช่วย
“ช่วยพี่ยกกระติกนี่ไปหน่อย” ฉันพยักหน้ารับแล้วช่วยยกกระติกที่ใส่เครื่องดื่มแช่น้ำแข็งไว้คนละข้างกับพี่มิ้น หนักขนาดนี้ถึงว่าพี่มิ้นยกคนเดียวไม่ไหว
เราสองคนวางกระติกไว้บนบนนั่งร้านที่อยู่หน้าเพลิงเก่าๆ ที่กำลังจะกลายเป็ห้องสมุดให้เด็กๆ พี่มิ้นะโเรียกพวกผู้ชายให้มาพักดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนจะแบ่งเอาไปให้ชาวบ้านที่ทำสวนกันอยู่ด้วย
“น้องมุกคนสวยเป็คนเอาน้ำมาให้นี่เอง” พี่คิมที่เดินนำมาคนแรกเอ่ยขึ้นทำให้คนที่เดินตามมาโห่ร้องทันที
มันเป็แบบนี้ั้แ่ฉันเข้ามาอยู่ชมรมนี้แล้วล่ะ รู้ว่าทั้งเพื่อนและรุ่นพี่ไม่ได้คิดอะไรแต่เพราะมีคนเปิดประเด็นอย่างพี่คิมไง ผู้ชายส่วนมากที่มาอยู่ชมรมนี้ก็เป็เด็กวิศวะทั้งนั้น พวกเขาบอกว่าคณะตัวเองไม่ค่อยมีผู้หญิงก็เลยเป็แบบที่เห็นเนี่ยล่ะ ถึงจะชินแต่ก็อดเขินไม่ได้อยู่ดี
“หุบปากพวกมึงไปเลย” แล้วก็เป็พี่มาร์คที่จะคอยมาห้ามทัพตลอด “ม่านเอาน้ำไปให้คนข้างในไป ตรงนี้ตัวกินไก่มันเยอะ”
ฉันอดขำกับสิ่งที่พี่มาร์คเปรียบเทียบไม่ได้ ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่แอบเจ็บไม่น้อยเลย
“แหม่เพื่อนรัก ด่ากูเป็กระต่ายเลยนะ” พี่คิมเอามือมาคล้องคอพี่ชายฉันแต่ก็ถูกปัดออกเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ รวมถึงฉันด้วย
สองคนนี้เนี่ยนะ เคยคุยกันดีๆ ได้ถึงนาทีบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยากรู้จริงๆ ว่าเป็เพื่อนกันมาตั้งหลายปีได้ยังไง
ฉันเลิกสนใจแล้วยกกระติกที่เครื่องดื่มหายไปมากกว่าครึ่งแล้วไปให้คนที่ไม่ได้มากิน
“กาย เอาเครื่องดื่มมาให้” ฉันบอกกายที่กำลังตัดไม้อยู่กับเพื่อนอีกสองคน
“ขอบคุณมาก” พูดพร้อมกับหยิบเอาเครื่องดื่มในกระติกไปโดยที่ไม่ลืมเผื่อเพื่อนด้วย เพิ่งจะเคยเห็นเพื่อนตัวเองตั้งใจทำอะไรขนาดนี้เป็ครั้งแรกเลยนะ
ฉันเดินแจกไปทั่วจนคิดว่าได้กันหมดทุกคนแล้วกำลังจะเดินกลับแต่กลับมีเสียงเสียงหนึ่งเรียกไว้เสียก่อน
“ขอกาแฟหน่อย” พี่ธามเดินเข้ามาหาฉันที่ยืนเลิ่กลั่กอย่างทำตัวไม่ถูก เพราะมันเป็ครั้งแรกที่เราคุยกันในรอบหลายวันที่ผ่านมา
“นะ นี่ค่ะ” ฉันยื่นกระติกไปให้เขา
“มือเปื้อน หยิบให้ที” พี่ธามบอกพร้อมกับนั่งลงแล้วเอาตะปูมาตอกกับไม้
ฉันไม่ได้ตอบอะไรแล้วหยิบเอากาแฟกระป๋องไปวางไว้ข้างพี่ธามเพื่อที่จะไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ฉันไม่ได้เก่งถึงขนาดจะทำตัวเป็ปกติเหมือนเขาได้
“โอ้ย!” แต่ในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวกลับไปก็ได้ยินเสียงร้องของพี่ธามดังขึ้นเสียก่อนทำให้ฉันรีบหันกลับไปดูก็พบว่าพี่ธามนั่งเอามือกุมนิ้วของตัวเองไว้
“พี่ธาม! เป็อะไรหรือเปล่า” ฉันรีบถลาตัวเข้าไปหาพี่ธามทันทีโดยไม่สนว่าพื้นที่ตัวเองนั่นลงไปนั้นจะเปื้อนหรือเปล่าเพียงแค่เห็นเืที่นิ้วของพี่ธามตอนที่เอามือออก
ฉันถือวิสาสะจับมือข้างที่นิ้วเป็แผลมาดูอย่างเป็ห่วง ถึงเืจะไม่ได้มากมายแต่ก็คงจะเจ็บไม่น้อยเลย ทำไมถึงได้กลายเป็คนซุ่มซ่ามไม่ระวังจนทำให้ตัวเองาเ็แบบนี้นะ
“พี่เจ็บมากหรือเปล่า” ฉันถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปโดยไม่รู้เลยว่าหน้าของเราสองคนอยู่ใกล้กันแค่ไหน
ใกล้จนััได้ถึงลมหายใจของพี่ธามที่มากระทบกับใบหน้าของฉัน
ฉันมองสบตากับพี่ธามที่มองอยู่ก่อนแล้วก่อนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป บอกกับตัวเองว่าจะไม่สนใจ ไม่เข้าไปยุ่งแต่ฉันก็กลืนน้ำลายตัวเองเพียงแค่เห็นว่าเขาเจ็บฉันก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมา
พี่ธามยังมีผลต่อหัวใจของฉันเสมอนั่นคือสิ่งที่ฉันไม่สามารถปฏิเสธได้
“ไม่เป็ไร” พี่ธามตอบและยังคงมองฉันอยู่แบบนั้น
ฉันไม่รู้ว่าสายตาที่ดูสับสนของพี่ธามมันหมายความว่ายังไงแต่มันไม่ใช่สายตาเ็าที่เคยใช้มองฉันอย่างที่ผ่านมาก็ทำให้หัวใจของฉันทำงานหนักอีกครั้ง
เธอจะมาหวั่นไหวกับแววตาคู่นี้ไม่ได้นะม่านมุก
“มะ ไม่เป็ไรก็ดีแล้วค่ะ” ฉันบอกพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือของพี่ธามออกแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวไว้ยื่นไปให้เพื่อจะได้เอาไว้ซับเื
อย่าลืมว่าตัวเองต้องร้องไห้เพราะเขาเท่าไหร่ อย่าลืมว่าเขาคือคนที่บอกให้เธอตัดใจ
“ขอบคุณ” พี่ธามบอกพร้อมกับรับมันไป
“พี่ธามอยู่นี่เอง อ้าวมุก”
ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองบุคคลที่สามที่เพิ่งเดินเข้ามา ฉันยิ้มให้บีลีฟก่อนจะรีบลุกขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ชมรมเดียวกันแต่ฉันก็ไม่ได้สนิทกับบีลีฟมากนัก เพราะส่วนมากเธอจะตัวติดกับพี่ธามตลอด
“พี่เป็อะไร” บีลีฟรีบเข้าไปหาพี่ธามเมื่อเห็นแผลที่นิ้วเหมือนกับฉันก่อนหน้านี้
พี่ธามเงยขึ้นมาสบตากับฉันก่อนที่ฉันจะเบือนหน้าหนีแล้วเดินออกมา อย่าลืมว่าที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ที่ของฉัน มันไม่เคยใช่ และไม่มีวันใช่
ตกเย็นพวกเราก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัวก่อนจะมารวมตัวเพื่อทานข้าวที่ชาวบ้านตั้งใจทำให้ ฉันที่อาบน้ำเสร็จก่อนเลยว่าจะเดินไปดูน้ำตกที่ครูดาวบอกไว้เมื่อตอนมาถึงว่ามีน้ำตกอยู่ท้ายหมู่บ้านด้วย คนที่ชอบน้ำตกอย่างฉันจะพลาดได้ยังไงล่ะ แค่ร้อยกว่าเมตรไปคนเดียวคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง ป่านกับกายไปต่อคิวอาบน้ำอยู่คงจะยังไม่เสร็จง่ายๆ ให้รอก็คงมืดค่ำจนไม่ได้ไปพอดี พรุ่งนี้ก็คงไม่มีเวลาไปดูแน่นอน มาทั้งทีจะไม่ไปดูก็คงเสียดายแย่
ฉันเดินมาตามทางที่ครูดาวบอกซึ่งไม่ได้ซับซ้อนอะไร แม้สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้แต่บริเวณทางเดินนั้นโล่งเตียนเดินได้อย่างสบายๆ แต่ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าหลงไปจะต้องเจอกับอะไรในป่าแห่งนี้บ้าง ฉันสะบัดหัวเองไม่ให้คิดเื่แบบนี้ในป่า เดินตรงจากทางเข้าไปประมาณห้าสิบเมตรแล้วจะเจอทางแยกให้ไปทางขวาเดินไปเรื่อยๆ ก็จะถึงน้ำตกแล้ว ฉันเดินแยกมาทางขวาก่อนจะได้ยินเสียงน้ำตกที่ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้จะถึงจุดหมาย
ฉันยิ้มออกอย่างดีใจที่ตัวเองมาไม่ผิด แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไป
น้ำตกอยู่ตรงหน้าฉัน...
ขาที่กำลังก้าวออกไปหยุดนิ่ง ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็หิน ฉันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง หัวใจค่อยๆ เต้นช้าลงจนกลัวว่ามันจะหยุดเต้น เหมือนมีมือปริศนาที่มองไม่เห็นกำลังบีบขย้ำหัวใจฉันช้าๆ จนมันแหลกละเอียดไปหมด
ภาพคนสองคนยืนกอดกันท่ามกลางน้ำตกที่กำลังไหลบ่าลงมาช่างเป็ภาพที่สวยงามและโรแมนติกนักแต่มันค่อยๆ เลือนรางในแววตาของฉันที่กำลังถูกบดบังไปด้วยน้ำใสๆ ที่เอ่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่คนที่ฉันชอบมาสามปีหัวใจของฉันคงจะไม่เ็ปขนาดนี้ใช่ไหม
พี่ธามกอดกับบีลีฟ
ไม่ได้อยากมองแต่ทำอะไรไม่ถูกแข้งขาอ่อนแรงจนเหมือนจะยืนไม่อยู่ สมองไม่สั่งการขึ้นมากะทันหันจนได้สบตากับร่างสูงที่ดูใที่เห็นฉันยืนอยู่ถึงได้รู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้ ฉันต้องออกไปจากที่นี่ ฉันก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวแล้วออกวิ่งในที่สุด พยายามพาร่างกายอันสั่นเทาของตัวเองไปให้ไกลจากตรงนี้ ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
เคยคิดว่าเวลาจะช่วยให้ฉันตัดใจจากพี่ธามได้ แต่สุดท้ายฉันก็ทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องแพ้ให้กับหัวใจตัวเองที่ไม่เคยฟังคำสั่งจากสมองเลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันขอย้อนกลับไปตอนที่ยังไม่รู้จักพี่ธามได้ไหม ไม่ต้องมีความรักไม่ต้องเ็ป เป็แค่ม่านมุกที่เป็ที่รักของพ่อแม่ เป็แค่น้องสาวของพี่มาร์ค ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ที่เอาแต่วิ่งตามความรักที่ไม่มีวันเป็จริงแบบนี้
ไม่รักแล้วได้ไหม
ต้องเสียใจแค่ไหน ถึงจะเลิกชอบใครสักคนได้
ไม่อยากเ็ปอีกแล้ว
ตุบ!
“ฮึก”
ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเดินมาไกลแค่ไหนจนกระทั่งสะดุดขาตัวเองที่มันเริ่มจะไม่มีแรงจนล้มลง มองแผลถลอกที่หัวเข่าแล้วก็ได้แต่ยิ้มสมเพชตัวเอง เจ็บที่ใจมันคงจะน้อยไปใช่ไหมถึงต้องให้ฉันเจ็บตัวด้วย เงยหน้ามองไปรอบๆ มีแต่ป่าไม้ ไม่มีทางโล่งเตียนสำหรับเดินเหมือนตอนที่เข้ามา ไม่รู้ว่าตัวเองมาไกลแค่ไหน ไม่รู้อะไรเลย
ใช่ ฉันหลงทาง
พยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อจะหาทางกลับไปที่หมู่บ้านแต่ก็ต้องล้มลงไปที่เดิมเพราะรู้สึกเจ็บตรงข้อเท้าจนลงน้ำหนักไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรผิดไว้เหมือนกันนะฟ้าถึงได้กลั่นแกล้งกันแบบนี้ อย่างน้อยก็ให้ใครสักคนมาอยู่ข้างๆ กันในเวลาแบบนี้ไม่ได้หรือไง แต่มันจะเป็ไปได้ยังไงในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่ได้บอกใครว่าจะมาน้ำตก มีเพียงคนเดียวที่เห็นฉัน คนเดียวกันที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้
ฉันกำลังหวังอะไรอยู่งั้นเหรอ...
Time’ s talk
“พี่ว่าเรากลับกันเถอะ” ผมบอกบีลีฟที่กำลังนั่งเอาเท้าแกว่งน้ำอยู่
อยู่ๆ เธอก็มาขอให้ผมพามาน้ำตกท้ายหมู่บ้านที่ครูดาวบอกไว้ แต่ตอนนี้มันเริ่มเย็นแล้วเราต้องรีบกลับไปอาบน้ำเพราะทุกคนน่าจะอาบกันหมดแล้ว
“งือ ยังไม่อยากกลับเลย” บีลีฟงอแงจนผมอดที่จะเอามือยีผมอย่างหมั่นไส้ไม่ได้
ผมกับบีลีฟรู้จักกันั้แ่เด็กแล้ว เราโตมาด้วยกันเพราะบ้านเธออยู่ติดกับบ้านผม ผมเป็ลูกคนเดียวถึงได้เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง เมื่อก่อนเธอติดผมมากเลย เธอมักจะบอกว่าผมใจดีกว่าพี่สาวของเธอ
ใช่ บีลีฟมีพี่สาวอีกหนึ่งคน
“เราต้องรีบไปอาบน้ำ” ผมบอกพร้อมกับช่วยดึงเธอให้ลุกขึ้น ที่ผมพามาก็เพราะเราต้องทยอยกันอาบน้ำก็เลยหาอะไรทำฆ่าเวลา
“พี่ธาม”
“หืม” ผมมองบีลีฟที่จับมือผมไม่ยอมปล่อย
พรึ่บ!
เธอไม่ตอบแต่เข้ามากอดผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงจะสนิทกันแต่เธอไม่เคยเป็แบบนี้ เราไม่เคยถึงเนื้อถึงตัวกันขนาดนี้มาก่อน
“เป็อะไรหรือเปล่า” ผมถามเพราะเธอยังคงไม่พูดอะไร ถ้าเป็คนอื่นผมคงผลักออกไปแล้ว แต่พอเป็บีลีฟผมจึงไม่ทำ ไม่ได้กอดตอบแต่ก็ไม่ได้ผลักไส บางทีเธออาจจะมีเื่ไม่สบายใจอยู่ก็ได้ น้องสาวกอดพี่ชายคงจะไม่เป็ไร
“ลีฟชอบพี่” เนิ่นนานกว่าเธอจะพูดออกมา
“รู้แล้ว” ผมฟังคำนี้มาั้แ่เด็กแล้ว เธอชอบบอกว่าผมเป็พี่ชายที่ดีสุด
“ไม่ใช่แบบนั้น ลีฟชอบพี่แบบที่ผู้หญิงชอบผู้ชาย ไม่ได้ชอบแบบน้องสาวชอบพี่ชาย”
“...”
“...”
“พูดอะไรออกมา”
ผมนิ่งไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะถามออกไปเสียงเรียบเพราะไม่คิดว่าที่ผ่านมาเธอจะคิดกับผมแบบนี้ ยอมรับว่าใที่อยู่ๆ บีลีฟก็มาสารภาพแบบนี้ทั้งที่เธอน่าจะรู้ดีว่าผมมองเธอเป็แค่น้องสาวมาั้แ่แรก ทั้งที่เป็คนที่น่าจะรู้ดีที่สุดว่ายังไงผมก็ไม่สามารถตอบรับความรู้เธอได้ เธอเองรู้ดีว่าเป็เพราะอะไร
“ลีฟพูดเื่จริง”
“แต่พี่...”
“ลีฟรู้ว่าพี่คิดกับลีฟแค่น้องสาว รู้ว่าพี่ยังรอเธอ รู้ว่าสู้เธอไม่ได้ ลีฟรู้...” เสียงของลีฟสั่นเพราะกำลังร้องไห้
ผมไม่ได้ฟังว่าบีลีฟกำลังพูดอะไรเมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังยืนมองเราสองคนอยู่ ดวงตาผมเบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าเป็ใคร ดวงตาทั้งสองข้างคลอไปด้วยน้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาได้ตลอดนั้นทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ม่านมุก...
เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!
ผมพยายามจะดันบีลีฟออกเมื่อเห็นว่าม่านมุกกำลังเดินถอยหลังก่อนจะวิ่งออกไป ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจมันถึงได้วูบไหวแปลกๆ เวลาที่เห็นสายตาที่เ็ปของเธอด้วย
“ฟังพี่นะลีฟ มันไม่ใช่เพราะใครทั้งนั้น แต่เป็เพราะพี่มองลีฟเป็เหมือนน้องสาวมาตลอด ถ้ายังอยากเป็เหมือนเดิมก็อย่าทำแบบนี้อีก”
ผมจับไหล่บีลีฟทั้งสองข้างแล้วพ่นประโยคยืดยาวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเพื่อให้เธอเข้าใจ ผมไม่อยากให้ความหวังใครถึงแม้บีลีฟจะร้องไห้แต่น้ำตาของเธอกลับไม่ได้ทำผมรู้สึกอ่อนไหวได้เท่าผู้หญิงอีกคนเลย คนที่ตอนนี้จะร้องไห้หนักขนาดไหนก็ไม่รู้
“พี่ธาม” บีลีฟมองผมด้วยสายตาที่เ็ปแต่ผมก็เลือกที่จะไม่สนใจ
“รีบกลับกันเถอะ” ผมปล่อยมือออกจากไหล่ทั้งสองข้างของเธอก่อนจะเดินนำออกมา
จะหาว่าผมใจร้ายหรือเ็าผมยอมรับ แต่ผมไม่ชอบการให้ความหวัง ไม่ชอบความไม่ชัดเจนที่ทำให้อีกคนต้องคิดไปไกล ผมรู้ดีว่ามันเ็ปแค่ไหนเพราะผมเจอมันมากับตัว
ผมเดินมาถึงหมูบ้านก็พบว่าทุกคนเตรียมจะกินข้าวกันแล้ว สายตาผมมองกวาดมองหาคนที่อยากจะเจอมากที่สุดในตอนนี้
“ไอ้ธามยังไม่ได้อาบน้ำเหรอวะ”
“เห็นม่านมุกไหม” ผมไม่ตอบคำถามของไอ้คิมแต่ถามมันกลับแทน
ไม่ว่าจะมองหาเท่าไหร่ผมก็ไม่เห็นเธอเลย
“ทำไมมีแต่คนถามหามุกวะ เมื่อกี๊ป่านก็มาถาม” ความคิดที่ว่าม่านมุกจะอยู่กับเพื่อนนั้นถูกตัดทิ้งไปเมื่อได้ยินประโยคของมัน
เธอไม่ได้อยู่กับเพื่อนแล้วเธอจะอยู่ที่ไหนได้อีก หรือว่า...
“เฮ้ย! ไอ้ธามมึงจะรีบไปไหนเนี่ย”
ผมวิ่งออกมาอย่างไม่สนใจเสียงของไอ้คิม หัวใจผมมันร้อนรนไปหมดเมื่อคิดว่าม่านมุกยังอยู่ในป่า ไม่มีทางที่เธอวิ่งออกมาก่อนแล้วจะยังไม่ถึง ถ้าไม่ได้ติดอยู่ในป่า!
ผมวิ่งผ่านบีลีฟที่ตั้งใจจะไม่มองผมซึ่งผมเองก็ไม่มีเวลามาสนใจเหมือนกัน สองเท้าวิ่งไปตามทางที่เพิ่งออกมา ทั้งที่ทางไปน้ำตกไม่ได้ซับซ้อนอะไรถ้าเดินไปตามทางที่ชาวบ้านช่วยกันถางไว้ไม่มีทางหลงแน่นอน แล้วตอนนี้ก็เย็นมากแล้วด้วยอีกไม่นานฟ้าคงมืด ถ้าเป็แบบนั้นคงจะไม่ดี ตัวผมน่ะไม่เป็อะไรหรอก แต่กับคนที่อยู่ข้างในนั้นน่ะสิ
ผมหยุดวิ่งก่อนจะหอบออกมาเมื่อมาถึงทางแยก ไปทางขวาจะเป็ทางไปน้ำตก ผมเลือกไปทางซ้ายอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก ม่านมุกต้องไปทางนี้อย่างแน่นอนถึงได้หลงไปแบบนั้น ผมมองซ้ายมองขวามาตลอดทางแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของคนที่กำลังตามหาเลย ทำไมถึงได้วิ่งไปไกลแบบนี้วะ
พลั่ก
ตุบ
“Shit!” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อสะดุดกับเศษซากกิ่งไม้ที่ตัวเองมองไม่เห็น และเป็เพราะผมวิ่งมาจึงทำให้ล้มลงไปอย่างแรงแถมมือยังไปกระแทกกับก้อนหินก้อนกรวดจนมันถลอกทั้งสองข้าง
“เวรเอ้ย!” แผลเก่ายังไม่หายก็ได้แผลใหม่เพิ่มมาอีก
ผมลุกขึ้นอย่างไม่สนใจแผลของตัวเอง ตอนนี้ผมต้องตามหาม่านมุกให้เจอไม่รู้ป่านนี้จะกลัวจนร้องไห้อยู่หรือเปล่า
“ม่านมุก!”
“พะ พี่ธาม”
ทันทีที่ผมเข้าไปหาม่านมุกที่นั่งอยู่บนพื้นเธอก็โผเข้ามากอดผมพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ทันที
“นึกว่าจะไม่มาแล้ว ฮึก” ม่านมุกกอดผมแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหายไป
ผมไม่ได้ตอบแต่เลือกที่จะกอดตอบ มือลูบแผ่นหลังเธออย่าง้าจะปลอบโยน ผมไม่ใช่คนที่จะพูดปลอบคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นวิธีนี้คงจะดีที่สุด
“ไม่เป็อะไรแล้ว”
Time’ s talk end
“ม่านมุก!”
ฉันที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้รีบเงยหน้าขึ้นมองทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก ฉันไม่ได้กลัวจนเห็นภาพหลอนใช่ไหม บอกฉันทีว่าไม่ได้ตาฝาดไป
“พะ พี่ธาม”
ใช่พี่ธามจริงๆ ด้วยๆ
“นึกว่าจะไม่มาแล้ว ฮึก” ฉันโผเข้ากอดพี่ธามทันทีที่เขานั่งลงข้างๆ ฉันก่อนจะกอดไว้แน่นพร้อมปล่อยโฮออกมาด้วยความโล่งใจ ดีใจปนกันไปหมด
ฉันคิดว่าจะไม่มีใครออกตามหาแล้วเสียอีก หรือถ้ามีก็คงจะไม่ใช่พี่ธาม ไม่คิดว่าเขาจะสนใจด้วยซ้ำว่าฉันจะหายไป
“ไม่เป็อะไรแล้ว”
พี่ธามพูดพร้อมกับกอดตอบและยังเอามือลูบหลังฉันราวกับปลอบใจอีก ซึ่งมันทำให้ร้องไห้หนักกว่าเดิม ความเสียใจน้อยใจที่เคยเกิดขึ้นก่อนนี้หายไปเพียงได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้ เพียงแค่มีพี่ธามอยู่ข้างๆ ในตอนนี้ฉันก็ไม่้าอะไรอีกแล้ว
ที่ผ่านมาเป็เพราะฉันหวังมากไป ในตอนที่ผิดหวังถึงได้สาหัสขนาดนี้ ความจริงคือพี่ธามไม่เคยให้ความหวัง แต่มันเป็เพราะฉันดันทุรังมากไปจนตัวเองต้องมาเจ็บอยู่แบบนี้ พี่ธามไม่ผิด แต่มันผิดที่ฉันไม่ตัดใจจากเขาเอง ฉันเอาแต่โทษว่าเขาทำให้ฉันต้องเสียใจแต่ไม่เคยโทษตัวเองที่พาตัวเองไปรับความเ็ปนั้นเอง
ฉันทำร้ายตัวเองทั้งนั้น
พอได้หรือยังม่านมุก...
“พี่ธาม” ฉันผละออกมาก่อนจะเช็ดน้ำตาออกลวกๆ
“อือ”
“ขอบคุณที่มาตามหาหนูนะ” ขอบคุณจากใจจริง และมันเหนือความคาดหมายของฉันมาก
เราสองคนสบตากันอย่างไม่มีใครคิดที่จะหลบ ดวงตาคู่นี้ที่ถึงแม้มันจะมีแต่ความเ็าแต่ฉันก็ชอบ ริมฝีปากที่เอาแต่พูดผลักไสฉันก็ยังชอบมันอยู่ดี
ชอบทุกอย่างที่เป็พี่ธาม...
“ขอโทษที่หนูชอบไปวุ่นวายกับพี่จนทำให้พี่รำคาญ” เมื่อพี่ธามไม่พูดอะไรฉันจึงพูดต่อ พูดทุกอย่างที่อยากพูด
ให้มันจบแค่วันนี้
“หนูมาคิดดูแล้ว หนูว่าจะทำตามที่พี่บอก”
“...”
“ที่บอกให้หนูเลิกชอบ...”
คงถึงเวลาที่ต้องถอยออกมาจริงๆ สักที
“หนูจะทำตามนะ...”
ถึงแม้จะเจ็บ แต่ถ้ามันจบก็โอเค เจ็บตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้ทรมานไปมากกว่านี้
“แต่หนูคงจะทำไม่ได้ในเร็วนี้หรอกนะ ก็คนมันชอบมาตั้งสามปีนี่เนอะ” ฉันพยายามยิ้มให้พี่ธามที่ยังคงมองมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ยิ้มทั้งที่น้ำตาคลอเตรียมจะไหลออกมา
ไม่คิดว่าความรู้สึกที่ฉันมีให้พี่ธามมาตลอดสามปีจะต้องจบลงในระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้
“แต่พี่ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปหนูจะไม่ไปวุ่นวายหรือไปให้พี่ต้องรำคาญใจอีก หนูสัญญาว่าจะเลิก อื้อ” คำพูดของฉันถูกกลืนหายไปเมื่อพี่ธามประกบจูบลงมาจนฉันเบิกตากว้างด้วยความใ
ริมฝีปากที่คอยเอาแต่จะผลักไสบดเบียดลงมาอย่างเอาแต่ใจโดยไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไร มือที่เคยโอบกอดเปลี่ยนมาประคองหน้าฉันไว้แทน
ไหนบอกไม่ชอบ แล้วมาทำแบบนี้ทำไม...
สติฉันเริ่มล่องลอยพี่ธามมอบััให้อย่างอ่อนโยน ฉันหลับตาลงเมื่อเขาเริ่มดูดเม้มริมฝีปากทั้งล่างและบนของฉัน หัวใจเริ่มเต้นแรงจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมา ความรู้สึกวาบหวามที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็ครั้งแรก กับจูบแรกจากคนที่รักสุดหัวใจ
แบบนี้จะให้ฉันเลิกชอบได้ยังไง
และประโยคสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่สติฉันจะดับไป ประโยคที่ช่วยรักษาาแในใจที่เหวอะหวะให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ความรู้สึกที่เหมือนมีผีเสื้อเป็ร้อยตัวบินอยู่ในท้อง
ราวกับตกหลุมรักครั้งแรก…
“อย่าพูดคำนั้น...ไม่ให้เลิกชอบแล้ว”
-TBC-