ตอนที่ 7 ไม่ใช่กฎระเบียบของฉัน
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด ที่ปราสาทเฉพาะห้องของชิงฉางเท่านั้นที่มีแสงไฟจากตะเกียงเวทย์ส่วนบริเวณอื่น ๆ ใช้คบเพลิงให้แสงสว่างแทน
ตะเกียงเวทย์ที่มีอยู่ใช้พลังงานจากผลึกเวทย์ ซึ่งมีอยู่ในทวีปคาร์คเท่านั้น ซึ่งผลึกเวทย์แบ่งได้สองชนิด ชนิดแรกมาจากการทำเหมือง ซึ่งคุณภาพก็จะคละกันไป โดยคุณภาพจะดูจากพลังเวทย์ที่อยู่ในผลึก ถ้าหากมีมากมันก็จะถูกนำไปใช้เป็พลังงานแก่อุปกรณ์เวทย์มนตร์ต่าง ๆ แต่ถ้าไม่ก็อาจถูกนำมาใช้อย่างเช่นการให้แสงสว่าง ซึ่งผลึกเวทย์ชนิดนี้ เมื่อพลังหมดก็จะกลายเป็เพียงหินธรรมดาที่ไร้ค่า
แต่ผลึกเวทย์อีกชนิด จะได้มาจากสัตว์เวทย์มนตร์ ผลึกเวทย์ชนิดนี้ เป็ของที่หาได้ยากเพราะในสัตว์เวทย์มนตร์สิบตัวอาจจะมีเพียงหนึ่งตัวเท่านั้นที่จะมีผลึกเวทย์ แม้ว่าผลึกเวทย์ที่ได้จะมีพลังงานไม่มาก แต่มันก็มีความเสถียรมากทำให้นักเวทย์มักจะใช้ผลึกเวทย์ประเภทนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หลังจากที่ใช้พลังเวทย์จนหมดแล้วหากให้เวลาซักหน่อย ตัวผลึกเวทย์ก็จะสามารถดูดพลังธรรมชาติจากโลกมาเก็บแล้วนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง
แต่ไม่ว่าผลึกเวทย์ชนิดไหน พวกมันล้วนมีราคาแพงมหาศาล ซึ่งผลึกเวทย์ที่ได้จากเหมืองจะถูกกว่าที่ได้จากสัตว์เวทย์มนตร์ แต่ราคาก็จัดว่าสูงสำหรับคนธรรมดาทั่วไป
แม้ว่าตระกูลเฉินอู้จะตกอยู่ในสถานะที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่ฟางก็ยังซื้อผลึกเวทย์ติดมือมาเล็กน้อย ซึ่งแต่ละอันก็มีราคามหาศาล ฉะนั้นจึงห้ามใช้อย่างเปล่าประโยชน์
ตอนนี้พวกทาสกินอาหารเสร็จแล้วกำลังไปนอนกัน แต่หลี่นาเพิ่งทำอาหารเสร็จ แล้วสั่งจางลี่ให้ไปตามชิงฉางมาที่ห้องอาหาร
ชิงฉางหลับอย่างสงบอย่างไร้กังวล แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่อีกโลกแต่เขาก็ไม่กังวลกับเื่อาหารการกิน เพราะมิติฟาร์มที่เขามีอยู่ อีกส่วนมาจากการที่หลี่นาใช้เวทย์รักษาใน่ที่เขาหมดสติทำให้ยังมีเวทย์วารีหลงเหลืออยู่ในตัว ซึ่งเวทย์วารีช่วยในเื่ของความผ่อนคลายทำให้เขาไม่ได้กังวลในเื่ต่าง ๆ จนหลับได้อย่างสบายใจ
เมื่อจางลี่มาถึงห้องชิงฉาง เธอก็แอบฟังเสียงในห้องก่อน ซึ่งในห้องไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวเลย จางลี่จึงเคาะประตู “นายน้อย ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ ตื่นได้แล้วค่ะ”
แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ จางลี่จึงเรียกอีกครั้ง แต่ก็ยังเงียบ จนในที่สุดจางลี่ต้องเข้าไปในห้องอย่างไม่มีทางเลือก
ในห้องนั้น จางลี่ได้ยินแต่เสียงลมหายใจ เธอค่อยเดินไปที่เตียงของชิงฉาง
ชิงฉางที่กำลังนอนหลับอุตุจนไม่ได้ยินเสียงของเธอแม้แต่น้อย
จางลี่ถอนหายใจ เธอไม่รู้ว่าชิงฉางนั้นงี่เง่าหรือปัญญาอ่อนที่หลับได้ แม้แต่ในสถานการณ์แบบนี้
จางลี่ยืนอยู่ถัดจากเตียงชิงฉาง ผลักเขาเบา ๆ “นายน้อยตื่นนอนได้แล้ว ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว”
ชิงฉางตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง และพึมพำว่า “นี่กี่โมงแล้ว”
จางลี่รีบตอบกับทันที “นายน้อย ตอนนี้หนึ่งทุ่มแล้วค่ะ ไปทานมื้อเย็นที่ห้องอาหารได้แล้วค่ะ”
ชิงฉางลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วหันไปทางจางลี่ที่ยืนอยู่ข้างเตียงก่อนที่เขาจะมองออกไปข้างนอก และพบว่าตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นมาก่อน ส่ายหัวเล็กน้อยด้วยความมึนงง หลังจากบิดี้เี เขากลับมามองที่จางลี่แล้วถามว่า “จางลี่วันนี้ วันที่เท่าไหร่แล้ว”
จางลี่ก้มหัวลง “นายน้อยวันนี้ วันที่หกของเดือนเมษายนค่ะ”
ชิงฉางพยักหน้า ก่อนจะนับวัน ั้แ่ที่เขาหมดสติไปก็น่าจะวันที่เจ็ดกุมพาพันธ์ ปีหนึ่งหกสามเจ็ด ถ้านับไม่ผิด เขาหมดสติไปมากกว่าเดือน แต่การที่เขาสามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ปกติขนาดนี้หลังจากที่หมดสตินานนับเดือน ถ้าหากอยู่ในโลกของเขา คงเรียกได้ว่าเป็ปาฏิหาริย์เลยก็ว่าได้
แต่ชิงฉางไม่ได้ถามจางลี่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในความทรงจำของฉางนั้น เวทย์รักษาของนักเวทย์ในทวีปเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก แม้ว่าเขาจะหมดสติไปเป็ปีก็ไม่ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อลีบ และสามารถที่จะเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็ปกติราวกับว่าแค่งีบหลับไปเท่านั้น
ชิงฉางนั่งอยู่บนเตียง และจางลี่กำลังหยิบรองเท้ามาใส่ให้เขา เมื่อชิงฉางเห็นก็พูดว่า “จางลี่ วางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวฉันใส่เอง”
จางลี่พูดอย่างใ “นายน้อยมาให้ฉันใส่ให้เถอะค่ะ มันเป็ส่วนหนึ่งของหน้าที่นะค่ะ”
ชิงฉางไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้เลยสั่งให้จางลี่หยุด “ไม่เป็ไร ฉันทำของฉันเองได้” เขาคว้ารองเท้าจากมือของจางลี่และใส่เอง
จางลี่มองที่ชิงฉางด้วยความไม่สบายใจ เธอรู้สึกว่าชิงฉางนั้นแปลกไปั้แ่ที่เขาพูดว่าจะใส่รองเท้าเอง เมื่อก่อนอย่าว่าแต่ใส่เลยขนาดถอดเองเขาก็ไม่เคยทำ และอยู่ ๆ ทำไมวันนี้เขาถึงมาใส่รองเท้าเองละ
เมื่อชิงฉางใส่รองเท้าเสร็จ ก็หันไปที่จางลี่ “ไปกันเถอะ ฉันมีบางสิ่งที่ต้องคุยกับปู่ฟางด้วย”
แม้ว่าจางลี่จะรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เธอก็เธอก็นำทางชิงฉางไปยังห้องอาหาร จางลี่รู้ว่าั้แ่ชิงฉางมาที่นี่ เขายังไม่เคยเดินออกมาจากห้องเลย ดังนั้นเขาไม่มีทางรู้เส้นทางในปราสาทแน่นอน ถ้าหากเธอปล่อยให้เขาไปเองคงไม่มีทางหาห้องอาหารเจอ
เมื่อออกจากห้อง ชิงฉางมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย ปราสาทแห่งนี้ดูจากสภาพแล้วน่าจะถูกสร้างมานานมากแล้ว แต่มันดูแข็งแรงมาก แม้ว่ารูปแบบจะเป็แบบโบราณ แต่การออกแบบข้างในก็ไม่ดีเท่าบ้านที่ฉางเคยอยู่ แถมยังให้ความรู้สึกที่มืดมน
แต่ชิงฉางเองก็ไม่ได้สนใจเื่นี้แถมกลับชอบมันอีกด้วย ในความคิดของเขา ปราสาทต้องให้ความรู้สึกที่มืดมนแบบนี้ ด้วยเป็สไตล์โบราณทำให้เขาคิดว่าน่าจะมีห้องลับซ่อนอยู่
ชิงฉางสังเกตเห็นคบเพลิงบนผนัง เมื่อนึกถึงราคาของผลึกเวทย์ทำให้เข้าใจว่าทำไมถึงใช้คบเพลิง
แม้ว่าฉางจะเป็ขุนนางที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ แต่เขาก็ยังรู้ราคาเกี่ยวกับผลึกเวทย์ เพราะมันเป็สิ่งที่มีราคาสูง สิ่งพวกนี้เป็สิ่งที่กลุ่มสังคมของเขามักจะซื้อทำให้ฉางรู้ราคาของพวกนี้เป็อย่างดี
ชิงฉางนึกถึงตะเกียงเวทย์ในห้องของเขาที่ดูเหมือนจะเป็ตะเกียงเวทย์ชิ้นเดียวในปราสาทแห่งนี้ ทำให้เจ่าให้รู้สึกได้ถึงความใส่ใจของคนรอบข้าง
ห้องอาหารอยู่ไม่ไกลจากห้องของชิงฉาง ทำให้ทั้งสองถึงอย่างรวดเร็ว ฟาง , หลี่นา และคนอื่น ๆ ก็ยืนรอชิงฉางอยู่หน้าห้อง เมื่อเห็นชิงฉางพวกเขาก็คำนับ “สวัสดียามเย็นนายน้อย เชิญทานอาหาร”
ชิงฉางพยักหน้า เมื่อเดินไปยังโต๊ะไม้ เขาสังเกตเห็นว่าอาหารทั้งหมดถูกจัดไว้ที่เดียวสำหรับเขา ในความทรงจำของฉาง เมื่อขุนนางทานอาหาร คนรับใช้จะไม่สามารถนั่งร่วมทานได้ และทำได้แค่ยืนข้าง ๆ และคอยดูแลขุนนาง
ชิงฉางนั่งลง และมองไปรอบ ๆ ห้องอาหาร ตัวห้องไม่ได้ใหญ่มากประมาณยี่สิบตารางเมตร ภายในห้องมีโต๊ะยาวหนึ่งตัวที่ที่คลุมด้วยผ้าสีขาว ซึ่งบนผ้าจะมีที่ตั้งเทียนอยู่สองอัน ซึ่งมีเทียนจุดอยู่สามเล่ม
มีเก้าอี้อยู่แปดตัวล้อมรอบโต๊ะที่ทำออกมาอย่างดี ในแต่ละมุมของห้องอาหารก็จะมีคบเพลิงให้ความสว่างแก่ห้อง
ชิงฉางหันมองไปยังฟางและคนอื่น “ปู่ฟาง ทุกนั่งลงทานอาหารได้แล้ว” หลังจากกินเสร็จ ผมมีบางอย่างอยากจะถาม”
ฟางคำนับ “นายน้อย พวกผมทำอย่างไม่ได้ครับ เมื่อคุณทานอาหารพวกผมไม่สามารถนั่งรวมกับคุณได้ นี่คือกฎระเบียบของจักรวรรดิ”
ชิงฉางขึ้นเสียงเล็กน้อย “นั่นมันกฎระเบียบของจักรวรรดิ ไม่ใช่กฎระเบียบของฉัน เมื่อจักรวรรดิขับไล่เราออกมาอย่างนี้ แล้วทำไมเรายังต้องทำตามพวกเขาด้วย ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปหยิบจานช้อนส้อม และมานั่งกินด้วยกัน ฉันจะได้ถามบางอย่างขณะทานไปด้วย ถ้าหากปู่ฟางไม่ทำ ฉันก็ไม่ทานเหมือนกัน”
ฟางมองไปที่ชิงฉางก่อนที่จะมองไปยังหลี่นา ที่มองมายังเขา “จะมามองฉันทำไม นายน้อยไม่ได้ทานอาหารมาเป็เดือนแล้ว อย่าบอกนะว่าจะให้นายน้อยหิวอย่างนี้ไปเื่ ๆ”
เมื่อคิดถึงสุขภาพของชิงฉางทำให้ฟางคิดหนัก และคำพูดของหลี่นา ฟางก็พูดว่า “งั้นเธอก็ไปห้องครัวกับจางลี่ ฉันจะยืนรอกับนายน้อยที่นี่”
หลี่นาก็รีบพาจางลี่ไปยังห้องครัว ส่วนฟางก็นั่งลงพร้อมกับกัง และคุน กัง และคุนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่อต้องนั่งลง เพราะทั้งสองคนเป็คนที่พูดน้อย เพราะั้แ่เจอกับชิงฉาง พวกเขาพูดแค่ “สวัสดียามเย็นนายน้อย เชิญทานอาหาร” พวกเขาเคยพูดแค่นี้เท่านั้น
จากความทรงจำของฉางนั้น ชิงฉางรู้ว่ากัง และคุนถูกพ่อของเขารับมาดูแล พวกเขาเป็คนหัวช้า หรืออาจจะบอกได้เลยว่าพวกเขาเป็คนที่โง่ แต่พวกเขามีพร์อย่างอื่น คือมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป แถมยังฝึกพลังฉีัคลั่งได้อีกด้วย ทำให้ทั้งสองเกือบจะได้เป็นักรบขั้นหก และยังจงรักภักดีต่อตระกูลเฉินอู้มาก
ในขณะที่รอหลี่นานำอาหารมา ชิงฉางถามฟาง “ปู่ฟางตอนนี้เรามีเงินอยู่เท่าไหร่?”
ฟางจ้องไปที่ชิงฉาง เพราะไม่รู้ว่าชิงฉางถามเื่นี้ทำไมก่อนจะตอบว่า
“นายน้อยตอนนี้เรามีเงินเหลืออยู่หนึ่งร้อยแปดสิบเหรียญทอง แต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้ขาดสิ่งของ และอาหารใด ๆ แล้ว ดังนั้นนี่คือเงินที่เหลือทั้งหมด”
ชิงฉางรีบถามต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นแล้วตอนเราจากเมืองหลวงมา เราใช้เกวียนขนสิ่งของมาใช่ไหม แล้วม้าละเป็อย่างไรบ้าง?”
ฟางพูดว่า “นายน้อย สถานที่นี่ค่อนข้างเล็ก และยังไม่สามารถหาวิธีในการเพาะปลูกได้ เพื่อที่จะเก็บอาหารไว้ เรามีม้าแค่ห้าตัว ส่วนเกวียนขนของนั้นเราเช่ามา”
ชิงฉางเข้าใจทันทีเลยว่าฟางกำลังจะสื่อถึงอะไร ฟางจำเป็ต้องประหยัดให้มากที่สุด เพราะม้าที่ดีนั้นไม่ได้กินแค่หญ้าเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็ต้องให้ธัญพืชด้วย และสถานที่แห่งนี้ยังไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ ดังนั้นอะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด และการเลี้ยงม้าให้ดีนั้นจึงเป็ไปไม่ได้เลย
จบตอนแล้วนะครับผม ฝากติดตามพวกเราได้ที่เพจ Mysterybox ด้วยนะครับ
มหาจอมเวทย์กับฟาร์มลึกลับ ลงสอง่เวลา 10:30น. และ 14:00น. นะครับ