เช้าวันรุ่งขึ้นที่ตำหนักหย่งอ๋อง
“เรียนท่านอ๋อง หนังสือของว่าที่พระชายา ข้าน้อยให้คนส่งไปที่จวนนางเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฟยหงเข้ามารายงาน รับส่งที่ให้ไปทำั้แ่เมื่อวาน หลังจากออกจากร้านหนังสือแล้วยังรับสั่งให้เขาบอกเถ้าแก่ร้านหนังสือว่า หนังสือที่หญิงสาวเลือกอ่าน ให้ส่งไปจวนของนาง หากว่านางมิได้ซื้อกลับไป
“อืม นอกจากหนังสือเกี่ยวกับข้าแล้ว นางอ่านหนังสือประเภทใดอีก”
จ้าวหยางหลงเพียงแต่้ารู้ว่า ผู้หญิงที่จะมาเป็ชายาของเขานั้น รสนิยมความชอบเป็เช่นไร รวมถึงความคิดความอ่าน เผื่อไว้หน้าจักอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
“ตอนแรก นางเลือกหนังสือจำพวกบันทึกการเดินทาง แล้วก็พวกนิยายพื้นบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่หลังจากที่ท่านเดินออกจากร้าน นางก็ให้หาหนังสือเกี่ยวกับท่านทั้งหมด อ๋อ!!ยังมีเื่ของแดนเหนือด้วยพ่ะย่ะค่ะ พวกาแต่ละครั้ง เหตุการณ์ในซินโจว
พวกคนเล่านิทานมักจะชอบเขียน เก็บไปเป็บันทึกแล้วเอาออกมาขาย หนังสือพวกนี้ ว่าที่พระชายาให้คนเอามาให้นางอ่านด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่จ้าวหยางหลงได้ฟัง คิ้วของเขาก็ต้องเลิกขึ้นสูงอีกครั้ง นางช่างทำให้คนประหลาดใจได้วันละหลายครั้งจริงๆ ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของนาง ที่อยากรู้เื่ของเขานั้น คือสิ่งใด ้าเอาใจเขา หรือ้าจับผิดเขากันแน่ สงสัยแค่นี้อาจจะยังไม่พอ คงต้องเจอหน้าพูดคุยกันสักครั้ง
“บอกคนเตรียมรถม้า ใกล้ๆ มื้อเที่ยงข้าจะไปจวนเสนาบดีหลี่”
หันไปรับสั่งกับเฟยหงให้เตรียมรถ เขาคงต้องไปลองกินข้าวที่จวนเสนาบดีสักหน่อย
จวนสกุลหลี่
“คุณหนูเ้าคะ เถ้าแก่ร้านหนังสือ ให้คนมาส่งหนังสือพวกนี้มา บอกว่าคุณหนูสั่งไว้เ้าค่ะ”
ผิงผิง เดินนำบ่าวรับใช้ชาย ที่ช่วยกันยกหีบหนังสือเข้ามาหานางในเรือน
“ข้าเนี่ยนะหรือ สั่งหนังสือตั้งมากมายขนาดนี้”
หลี่เยว่ซินยังใกับหีบใบนั้นที่ยกเข้ามา นางจะไปสั่งหนังสือตอนไหนกัน เมื่อวานไปร้านหนังสือจริง ถึงจะอยู่ที่นั่นนานไปสักหน่อย แต่นางก็ซื้อติดมือมาแค่เล่ม สองเล่ม แล้วในหีบนี่คือสิ่งใด นางสงสัยจึงลงมือเปิดหีบดูหนังสือที่อยู่ข้างใน หยิบขึ้นมาดูทีละเล่มก็ใ
“นี่! มันหนังสือที่ข้าอ่านเมื่อวานมิใช่รึ ข้าแค่ยืมอ่านเท่านั้นเอง เถ้าแก่ร้านเข้าใจอะไรผิดหรือไม่เหตุใดจึงส่งทั้งหมดมาที่จวนข้า เยอะขนาดนี้ข้าจ่ายไหวที่ไหนกัน”
ผิงผิงถึงกับไม่เข้าใจ เหตุใดหีบใบนี้ถึงส่งมาให้คุณหนูของนาง อันที่จริง หากคุณหนูนางจะซื้อหนังสือทั้งหีบ ใช่ว่านางจะซื้อมิได้ เงินทองของนางมีหรือไม่ ผิงผิงคนนี้รู้ดีกว่าใคร แต่คุณหนูนาง้าเก็บเงินสร้างฐานะของตัวเอง จึงมักจะระวังเวลาใช้จ่ายอยู่เสมอ
“อ๊ะ!!! คุณหนูในนี้มีจดหมายด้วยเ้าค่ะ”
ผิงผิงเหลือบไปเห็นซองจดหมาย ที่มาพร้อมหีบ จึงรีบหยิบให้นายของตน หลี่เยว่ซินไม่รอช้า รีบฉีกอ่านเนื้อความในจดหมายทันที
‘หนังสือพวกนี้ไม่เพียงพอให้เ้ารู้จักข้าหรอก
หากอยากรู้สิ่งใดให้คนมาถามข้าที่ตำหนัก…หยางหลง’
นางแทบอยากจะล้มทั้งยืน เมื่อรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็คนส่งหนังสือพวกนี้ แล้วยังตอบข้อสงสัยของนางเมื่อวานนี้อีกด้วย ว่าบุรุษที่พบในสวนด้านหลังร้านหนังสือนั้น รู้จักนางหรือไม่ คำตอบอยู่ตรงหน้านางนั้นแล้ว
หนังสือพวกนี้เถ้าแก่ร้านก็แค่ทำตามคำสั่ง หย่งอ๋องจ้าวหยางหลง คงให้คนของเขาจับตาดูนาง ั้แ่เมื่อไหร่กันนะ
ในเมื่อได้ของที่ถูกใจมาโดยมิต้องเสียเงินสักตำลึงเดียว หลี่เยว่ซินเลยมิได้ปฏิเสธน้ำใจของผู้ส่ง แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ลงมือ เก็บหนังสือพวกนี้เข้าชั้น สาวใช้นางหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“คุณหนูใหญ่เ้าคะ!! นายท่านให้มาตามคุณหนู ไปที่โถงกลางตอนนี้เลยเ้าค่ะ”
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด เกิดเื่อะไรขึ้น เหตุใดจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาเช่นนี้”
ผิงผิง หันไปถามสาวใช้รุ่นน้อง ที่วิ่งเข้ามาตามนายของตน
“มีแขกมาเ้าค่ะ! บ่าวเห็นนายท่านเรียกว่าท่านอ๋องเ้าค่ะ คุณหนูรีบไปเถิดเ้าค่ะ นายท่านย้ำว่าให้คุณหนูรีบมาทันทีเลยนะเ้าคะ”
หลี่เยว่ซิน หลังจากได้ยินว่า แขกคนสำคัญที่นางต้องไปพบด้วยคือใครนั้น ขาก็ก้าวไม่ออกอีกแล้ว ถึงบิดานางอยากให้นางรีบแค่ไหนก็ตาม
โถงรับแขก สกุลหลี่
“ท่านพ่อ ฮูหยินรอง”
ต่อหน้าผู้อื่น หลี่เยว่ซินนางมิกล้าตกหล่นเื่มารยาทแม้แต่น้อย ยังคงทำความเคารพ บิดาและฮูหยินรองอย่างเต็มพิธี ยกเว้นแต่ แขกกิตติมศักดิ์ที่นั่งอยู่บนตั่งกลางโถง ที่นางเว้น่ไว้ มิได้กล่าวทักทายแต่อย่างใด จนเสนาบดีหลี่อดทนไม่ไหว ส่งสายตาดุมาที่นาง เพื่อให้นางอย่าลืมทำความเคารพบุคคลที่เพิ่งมาเยือนจวนสกุลหลี่
“หม่อมฉัน หลี่เยว่ซิน คารวะท่านอ๋อง”
หลี่เยว่ซินย่อกาย ถวายความเคารพแก่บุรุษตรงหน้า กิริยามารยาทงดงาม สมกับเป็สตรีที่ได้รับการอบรม มาเป็อย่างดี ก่อนจะยืดตัวหลังตรง ส่งสายตาปะทะกับเข้ากับดวงตาอีกที่คู่ที่จ้องมองนางั้แ่เดินเข้ามา
“โอ้!!! ที่แท้ คุณหนูใหญ่หลี่ก็รู้จักข้าหรอกรึ ข้านึกว่าต้องให้ข้าแนะนำตัวเองเสียก่อน”
หลังจากที่จ้าวหยางหลงเอ่ยปาก หลี่เยว่ซินก็รู้สึกเหมือนมีใคร เอาแส้มาฟาดที่หลังนางหนึ่งรอบเบาๆ ทั้งแสบทั้งคน ได้แต่ก้มหน้ารับคำ
“หม่อมฉันมิกล้า ท่านอ๋องทรงเป็บุคคลที่ชาวเมืองหลวงสรรเสริญ เหตุใดหม่อมฉันจะมิรู้จัก หากมีสิ่งใดที่ไม่พอพระทัย ขอทรงโปรดอภัยด้วยเพคะ”
จ้าวหยางหลงแอบอมยิ้มมุมปาก เขาคาดเดาท่าทีของนางไว้แล้วั้แ่ต้น ว่านางจะต้องรักษามารยาท ดั่งสตรีในห้องหอที่พึ่งกระทำ คงมิได้เห็นกิริยาแบบวันนั้นที่ร้านหนังสือเป็แน่
ยังไม่ทันที่จะมีใครได้กล่าวเพิ่มเติม หญิงสาวที่อายุประมาณ13-14ปี ก็เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับทำความเคารพทุกคนที่อยู่ในห้อง
จ้าวหยางหลงยอมรับว่า สกุลหลี่สั่งสอนบุตรีของบ้าน เื่มารยาทได้อย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
“หม่อมฉัน หลี่ชิงเหยียน คารวะท่านอ๋อง”
น้องสาวของหลี่เยว่ซิน แม้นางเพิ่งจะครบ13ปียังไม่ค่อยมีเค้าโครงของสาวงามเท่าใดนัก แต่หากรออีกสัก 3-4ปี รูปโฉมของนางอาจจะไม่เป็สองรองใครในเมืองหลวง
“นี่คือว่าที่พี่เขย หรือพี่ใหญ่ หล่อเหลายิ่งนัก”
ถึงรูปร่างหน้าตากิริยามารยาทงดงาม แต่สิ่งหนึ่งที่แก้ไม่หาย คือนิสัยช่างเจรจาของนาง ปากที่ไวกว่าความคิดของนางบางครั้งก็ห้ามมิทัน ถึงแม้ว่านางจะกระซิบกับพี่สาว แต่ประโยคนั้นทุกคนในห้องต่างได้ยิน
“หึ!!”
นี่คือเสียงที่หลุดออกมาจากจ้าวหยางหลง หลี่เยว่ซินมิรู้ว่าเขาหมายความเช่นไร เห็นเป็เื่ขำขัน หรือ้าหัวเราะเยาะพวกนาง
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ หากนางได้ส่องกระจก คงพบว่าหน้าของนางแดงเป็ลูกท้อ เพราะความอับอายไปแล้ว นางจึงได้แต่หันไปสั่งน้องสาวที่พูดไม่คิดของนาง
“ชิงเหยียน!!! พูดมาก!!!”
“ชิงเหยียน มาหาแม่นี่!”
หลิวซู่อิ๋งก็ไม่คิดว่าลูกสาวของนาง จะโผงคำพูดน่าอายเ่าั้ออกมา ปกตินางสอนลูกเื่กิริยามารยาท แต่อาจจะเป็เพราะว่านางไม่ค่อยได้พบปะผู้คนเท่าใด จึงขาดการยั้งคิดไปบ้าง
“ท่านอ๋องโปรดอภัย บุตรีของกระหม่อมไร้การอบรม จึงกล่าวคำน่าอายออกมาเช่นนี้”
กลายเป็เสนาบดีหลี่ที่ต้องแก้สถานการณ์ เพื่อมิให้ทุกคนรู้สึกกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้
“มิทราบว่าท่านอ๋องมาเยือนครานี้ มีสิ่งใดจะรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หาได้มีสิ่งใดสลักสำคัญหรอก เพียงแต่ข้าคิดว่า ไหนๆ ราชโองสมรส ระหว่างข้ากับสกุลหลี่ ก็ถูกประกาศออกมาแล้ว อย่างน้อย ข้าก็ควรที่จะมาทำความคุ้นเคย กับพวกท่านเสียหน่อย มิเช่นนั้น หากข้ากับคุณหนูใหญ่หลี่เดินสวนกันที่ตลาด แต่ทำเป็มิรู้จัก ผู้คนจะได้หัวเราะเยาะเอา”
พอหลี่เยว่ซินได้ฟังจ้าวหยางหลง กล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาเยือนถึงจวนของนางวันนี้ ก็เหมือนแผลจากรอยแส้ครั้งแรก ยังมิทันหายดี ก็โดนน้ำเกลือราดเบาๆ ซ้ำอีกครั้ง
“หามิได้ พ่ะย่ะค่ะ ได้สมรสพระราชทานกับบุรุษเช่นท่านอ๋อง ถือเป็พระเมตตาต่อสกุลหลี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีหลี่ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ทั้งๆ ที่ในใจยังคงสั่นไม่หาย
“นี่ก็ใกล้จะเวลาเที่ยงแล้ว พวกท่านกินข้าวกันหรือยัง หากยังข้ากลับก่อนก็ได้ มิอยู่รบกวนแล้ว”
‘ปากท่านพูดว่าไม่อยากรบกวน จะกลับก่อน แต่ตัวท่านยังนั่งอยู่กับที่ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ’
หลี่เยว่ซินฟังคำกล่าวของจ้าวหยางหลง หากมิได้จับใจความให้ดี ก็ดูเหมือนว่าท่านอ๋องอยากจะกลับจริงๆ แต่หากลองตั้งใจฟังอีกครั้งประโยคนี้เหมือนกำลังเรียกร้องให้เ้าบ้านเชื้อเชิญ ให้แขกอยู่รวมโต๊ะมื้อเที่ยงด้วย
“ถ้าหากท่านอ๋องมิได้มีธุระที่ใดต่อ อยู่เสวยมื้อเที่ยงที่จวน กระหม่อมก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ยังมิทันจะขาดคำ ท่านเสนาบดีก็กล่าวเชิญขึ้นมาทันที หลี่เยว่ซินได้แต่จิกนิ้วลงบนมือตัวเองให้อดทนไว้ แอบเหลือบมองแขกผู้สูงศักดิ์ ที่ตอนนี้นั่งอมยิ้มอย่างมีความสุข ที่เสนาบดีหลี่ิเดินตามความคิดของตัวเอง
โถงอาหารจวนสกุลหลี่
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ ค่อนข้างที่จะดูอึมครึมในสายตาของบ่าวไพร่ ปกติคุณหนูใหญ่กะฮูหยินรอง ถ้าร่วมโต๊ะกันเมื่อใด เป็ต้องฟาดฟันทางวาจาสักคำรบ สองคำรบ หรือไม่คุณหนูรองของพวกเขา ก็จะคุยจ้ออยู่เพียงผู้เดียวตลอดการรับประทานอาหาร
เพียงแต่วันนี้พอมีแขกสูงศักดิ์มาร่วมวงด้วยนั้น บรรยากาศทั้งโต๊ะกลับเงียบเชียบ ราวกับว่ามิมีผู้ใดอยู่ตรงนั้น จนท่านเสนาบดีเองยังรู้สึกได้
“อาหารของจวนกระหม่อมเป็อาหารทั่วไป อาจจะไม่เทียบเท่ากับพ่อครัวของวังหลวง แต่รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ ท่านอ๋องลองชิมสักนิดเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ลงมือกินเถิด จวนพวกท่านยังกินดีกว่าอาหารของค่ายทหารเสียอีก”
หลังจากที่จ้าวหยางหลงพูดตอบกลับ ด้วยท่าทางไม่ได้ใส่ใจกับคำเปรียบเทียบของตัวเอง แต่ประโยคนั้น กับทำให้คนสกุลหลี่นั่งเหงื่อตกไปตามๆ กัน
‘แผลแส้ ราดน้ำเกลือก็แล้ว นี่คิดจะโรยพริกลงไปอีกด้วยหรือ ตกลงแล้ว ที่จ้าวหยางหลงมาที่จวนของนาง เขา้าทำความคุ้นเคย หรือสร้างความแตกหักกันแน่’
หลี่เยว่ซินได้แต่คิดอยู่ในใจ หลังจากนั้นนางก็ได้แต่นั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จา คีบแต่กับข้าวเพียงไม่กี่อย่างที่อยู่ตรงหน้า หลี่ชิงเหยียนเองก็สงบปากสงบคำมากขึ้น หลังจากโดนบิดาและมารดาตักเตือนก่อนที่จะร่วมโต๊ะอาหารมื้อนี้
“ข้าเพิ่งจะรู้ว่าคุณหนูใหญ่หลี่ กินมังสวิรัติ”
จ้าวหยางหลงเห็นท่าทางกินข้าว ของว่าที่ชายาตนเองแล้วอดที่จะหยอกล้อมิได้ ใครใช้ให้นางนั่งตัวรีบ คีบกินแต่จานผักที่อยู่ด้านหน้าของนาง มิได้เอื้อมมือมาตรงจานเนื้อ ที่อยู่ด้านหน้าของเขา
“่นี้หม่อมฉัน รู้สึกไม่อยากกินเนื้อสัตว์เพคะ ได้กลิ่นคาวเืแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง”
ไหนๆ นางก็อดทนปวดแสบปวดร้อน กับคำพูดที่เหมือนฟาดแส้ของเขามาหลายครั้งแล้ว เอาคืนสักประโยคสองประโยคคงมิเป็ไร
“อ๋อ! เป็เช่นนี้นี่เอง”
มีหรือ ที่จ้าวหยางหลงจะไม่รู้ ว่าอันที่จริงแล้วประโยคของนางนั้นแอบเหน็บแนมตัวเขาอยู่มิใช่น้อย
เสนาบดีหลี่ กับหลิวซู่อิ๋งรีบหาเื่ชวนท่านอ๋องพูดคุยสัพเพเหระ เพราะกลัวว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร จะกลายเป็าไปเสียก่อน
ถึงแม้จะแอบดีใจลึกๆ ว่าสุดท้าย ์ก็ส่งคนมาฟาดฟันคุณหนูใหญ่แทนนางเสียที ครั้นพอหลิวซู่อิ๋งสบโอกาสก็เลยกล่าวเสริมอีกสักหน่อย คราวนี้คุณหนูใหญ่ของนาง คงได้แต่น้ำตาตกในแน่นอน
“ท่านอ๋อง จากเมืองหลวงไปเสียนาน คงยังมิได้เดินเที่ยวรอบเมืองใช่หรือไม่เพคะ ยังไงเสีย วันนี้ให้คุณหนูใหญ่พาเที่ยว ตอนเย็นมีงานลอยโคม ท่านอ๋องเห็นเป็เช่นไรเพคะ”
“เกร้ง!”
มือของหลี่เยว่ซิน ที่กำลังถือตะเกียบคีบอาหารหลุดกะทันหัน นางไม่ทันคาดคิดว่า แม่เลี้ยงของนางจะออกอุบายเช่นนี้
“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ ให้ซินเอ๋อร์พาท่านอ๋องชมเมือง ตกเย็นพาเที่ยวงานลอยโคม นางเชี่ยวชาญร้านรวงในเมืองหลวงเป็อย่างดีพ่ะย่ะค่ะ”
ประเสริฐยิ่งนัก! บิดานางนอกจากมิช่วยห้ามปราม ยังเห็นดีเห็นงามด้วย
“พวกท่านอย่ารบกวนท่านอ๋องเลย ท่านอ๋องเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง คงมีเื่ให้สะสางตั้งมากมาย คงมิมีเวลาว่างมาเดินเที่ยวเล่นหรอก”
หลี่เยว่ซิน ภาวนาให้จ้าวหยางหลงยุ่งจริงๆ
“ข้าว่าง! ่นี้ทหารในค่ายลาหยุด ส่วนงานที่ค้างก็ให้เฟยหลิง องครักษ์ของข้าจัดการ มีเวลาเดินชมเมืองกับคุณหนูใหญ่ได้ แต่ถ้าหากคุณหนูใหญ่มิเต็มใจ ข้าก็ไม่รบกวน”
จ้าวหยางหลงรู้ดีว่ายังไงซะ วันนี้หลี่เยว่ซินก็ต้องไปกับเขาแน่นอน หากนางไม่เต็มใจ แต่ดูจากสายตาเสนาบดีหลี่กับฮูหยิน รองแล้ว นางคงจะหาทางปฏิเสธก็คงยาก
“เพคะ! งั้นหม่อมฉันขออนุญาต ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่นะเพคะ”
หลี่เยว่ซินแอบคิด ในเมื่อต้องออกไป อย่างน้อยตอนนี้ขอหลบไปหายใจสักประเดี๋ยว หากนางยังนั่งอยู่ตรงนี้คงได้พังโต๊ะล้มลงไปแน่
จ้าวหยางหลงเห็นกิริยาท่าทางของนาง ระหว่างจิบชาบ้วนปาก เขาก็แอบอมยิ้มแล้วคิดกับตัวเองว่า บางทีการสมรสครั้งนี้อาจทำให้ชีวิตเขาไม่น่าเบื่ออีกต่อไปก็ได้
คราแรกที่เจอนาง เขาก็รู้ว่านางเป็ประเภทต่อหน้าผู้คนมารยาทต้องมาก่อน แต่หากอยู่ลับหลังก็จะเปลี่ยนเป็อีกคน หลายประโยคที่นางพูดแต่ละครั้ง ล้วนเป็การเอาคืนเขาทั้งสิ้น หรือการแต่งงานกับคนสกุลหลี่ ก็มิได้น่ากังวลอย่างที่เขาคิดไว้กันนะ
จ้าวหยางหลงใช้เวลาในสวน พูดคุยเื่ทั่วไปกับเสนาบดีหลี่ พูดถึงเื่การแต่งงานกับหลิวซู่อิ๋ง พร้อมทั้งยังแอบหลอกถามความชอบ ของคุณหนูใหญ่จากหลี่ชิงเหยียนอีกด้วย น่าแปลกที่คนอย่างหลี่เยว่ซินดูเหมือนจะเป็คนมีชีวิตชีวาร่าเริง แต่เอาเข้าจริงแล้ว นางกลับชอบเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกลับผู้ใด
ยิ่งคนแปลกหน้าหากไม่จำเป็ นางจะไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาเลย เพื่อนในเมืองหลวงของนาง ก็น้อยแทบจะนับได้
ส่วนใหญ่นางมักคุยกับคนในจวนเท่านั้น ไม่ก็เขียนจดหมายถึงเปียวเกอ เปียวเม่ย* (ลูกพี่ลูกน้องอายุน้อยกว่าผู้หญิง) ที่เมืองเจียงหนิง หรือออกไปข้างนอก นางก็มักจะไปนั่งฟังนักเล่านิทาน หรือไม่ก็ตระเวนหาของอร่อยๆ กิน
ใช้เวลาเพียงไม่นาน หลี่เยว่ซินที่เปลี่ยนเป็ชุดสีขาวล้วนชายสีเหลืองอ่อน ทำให้ดูสดใสกว่าชุดอยู่บ้านของนาง ก็เดินเข้ามาในห้องรับรองที่จ้าวหยางหลงและทุกคนนั่งคุยกันอยู่
“ซินเอ๋อร์ ดูแลท่านอ๋องให้ดี”
เสนาบดีหลี่ กล่าวกำชับกับบุตรีของตน ครั้นพอได้ยิน หลี่เยว่ซินกลับคิดในใจ ‘ท่านพ่อให้ข้าดูแลท่านอ๋อง ใครดูแลใครกันแน่ ข้ารึต้องดูแลท่านแม่ทัพใหญ่แดนเหนือ’
“รบกวนคุณหนูใหญ่หลี่แล้ว เชิญ”
ภาพที่จ้าวหยางหลง กับคุณหนูใหญ่สกุลหลี่นั่งรถม้าคันเดียวกัน ออกจากจวน มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเมืองหลวง ได้กลายเป็หัวข้อบทสนทนา บนโต๊ะน้ำชาของชาวเมืองไปอีกหลายวัน
ว่าอันที่จริงแล้ว ข่าวลือจากแดนเหนือที่ว่า ท่านอ๋องมิแย่แสสตรีที่จริงนั้นหาได้เป็ความจริงไม่ เพียงแต่ท่านอ๋องยังมิเจอหญิงงามที่ถูกใจก็เท่านั้น
ส่วนบางคนเห็นคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ ออกมาจากจวนกับท่านอ๋องได้ ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็อย่างมาก เพราะว่าปกตินางมักจะไม่คบค้าสมาคมกับบุคคลอื่น ยิ่งออกไปด้านนอกกับบุรุษด้วยแล้วยิ่งไม่เคย
พวกเขาคิดกันไปถึงว่า คุณหนูอาจใหญ่หลี่อาจจะเก็บตัว รอเจอท่านอ๋อง ตอนเข้าพิธีแต่งงานคราเดียวเลยเสียด้วยซ้ำ ใครจะคาดคิดว่า อยู่ๆ รถม้าของท่านอ๋องก็มาเยือนจวนสกุลหลี่ได้
“เ้าจะพาข้าไปที่ใด”
เมื่อเห็นว่าั้แ่ขึ้นรถม้ามา นางเอาแน่นั่งนิ่งไม่สบตา ไม่พูดคุย ทำให้จ้าวหยางหลงอดที่จะเป็ฝ่ายเปิดปากถามก่อนมิได้
“ท่านอ๋องอยากไปที่ใดเพคะ”
แทนที่นางจะเป็คนตอบคำถาม กลับย้อนมาถามคำถามเขาเสียนี่
“ไปที่ที่เ้าไปชอบไปแล้วกัน”
“ร้านหนังสือหรือเพคะ แต่หนังสือที่ข้าอยากอ่านก็ถูกส่งมาไว้ที่จวนหมดแล้ว หากไปวันนี้คงอีกเสียเที่ยว”
หลี่เยว่ซิน ไม่รู้จริงๆ ว่าควรพาเขาไปที่ใด ที่ที่นางชอบไปก็มีร้านหนังสือ กับร้านขายของสตรี พาท่านอ๋องเข้าร้านขายเครื่องประดับ ขายแป้งผัดหน้าคงไม่ดีเป็แน่ คงเหลือที่นั่นอีกทีเดียวที่นางคงพาไปได้
“ท่านอ๋องชอบฟังคนเล่านิทานหรือไม่เพคะ”
ยังไม่ทันที่จ้าวหยางหลงจะได้ออกความคิดเห็น นางก็ชิงถามเขาขึ้นมาก่อน ดูท่าแล้วการฟังเื่เล่าต่างๆ จะเป็สิ่งที่นางสนใจจริงๆ
“ลองไปดูก็ได้ ยังไงซะวันนี้ข้าก็ว่างทั้งวัน”
รถม้าของตำหนักหย่งอ๋อง วิ่งตามทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอยไม่เล็กไม่ใหญ่ซอยหนึ่ง ก่อนจะหยุดลงที่หน้าหอ บนบานประตูเขียน คำว่า “หอหรูอี้” ติดไว้เหนือทางเข้า
ทั้งสองนาย หนึ่งสาวใช้ หนึ่งองครักษ์ เดินเข้ามาในร้านก็เรียกสายตาของทุกคนได้เป็อย่างดี หญิงสาวชุดขาวปล่อยชายสีเหลืองทองที่ดูเหมือนมีแสงเปล่งประกายออกมาจากชุด
พวกเขาที่มักมาที่นี่ล้วนคุ้นเคยคุณหนูใหญ่หลี่ นางมักมานั่งฟังเื่เล่าต่างๆ อยู่ที่โต๊ะประจำชั้นสอง ไม่สุงสิงกับผู้ใด
ส่วนบุรุษที่เดินเคียงข้างกับนาง ดูแล้วองอาจสง่างามน่าเกรงขาม ก่อนหน้านั้น พวกเขาไม่เคยเห็นหน้า คงคิดว่าเป็แขกที่มาจากต่างเมืองเป็แน่ แต่หลังจากราชโองการประกาศ พวกเขาก็รู้ฐานะชายผู้นั้นทันที รัศมีน่าเกรงขามเช่นนี้จะเป็ผู้ใดไปได้
จ้าวหยางหลงเดินเข้ามาในหออี้หรู พบกับสายตาที่จับจ้องมองมา ความคิดแรกหากมองเขาคนเดียวก็แล้วไปเถิด แต่สายตายังมองไปถึงสตรีที่เดินข้างเขาด้วยนั้น เขาเองก็บอกไม่ถูกเช่นกัน หากเป็ในสนามรบคงได้ควักลูกตาคนพวกนี้ออกมาแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ คนที่เป็เป้าสายตาหาได้สนใจสิ่งใดรอบตัวไม่ มุ่งหน้าไปยังโต๊ะเป้าหมายทันที อากัปกิริยาแบบนี้เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า เหตุใดวันนั้นที่ร้านหนังสือ เถ้าแก่ร้านถึงได้ห้ามนางไว้ไม่ทัน
---------------------------------------------------------------
ดูท่าทาง ท่านอ๋องจะเอ็นดูน้องไม่น้อยเลยนะ ^^