เพลงพิณแล่นไปหาใกล้รุ่งทั้งที่เนื้อตัวยังเปียกม่อล่อกม่อแลกเมื่อฝ่ายผู้สูงวัยกว่าเห็นสภาพหล่อนก็ตกอกตกใจเสียยกใหญ่ยิ่งพอรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นก็เป็นเดือดเป็นร้อนจนถึงกับออกปากว่า...
“ถ้ามันกล้าทำกับหนูเพลงถึงขนาดนี้ ป้าคงยอมไม่ได้แล้วล่ะ”
“แล้วคุณป้าจะให้เพลงไปสู้รบปรบมือกับมันยังไงคะ เพลงไม่เอาแล้วนะดูมันทำสิคะ...มันกล้าเอาน้ำสกปรกที่ไว้ถูพื้นมาสาดจนเปียกไปทั้งตัวคุณป้ารู้ไหมคะว่าตอนนั้นเพลงอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปแทรกไว้ตรงไหน”
ยิ่งเล่าเพลงพิณก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลส่วนผู้เป็นป้านั้นพอได้ฟังก็ทำเอาควันแทบออกหู
“ทำไมเพลงไม่เข้าไปตบมันสักฉาดสองฉาดปล่อยให้มันทำกับหนูแบบนี้ได้ยังไง”
หล่อนแค่นหัวเราะออกมา “เพลงไปคนเดียวนะคะคุณป้า ที่นั่นน่ะถิ่นของมันขืนเพลงเข้าไปตบมัน มีหวังโดนรุมแน่ๆ”
เพลงพิณยังรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวทั้งที่เย็นเฉียบตลอดทางที่รถยนต์วิ่งมาบนท้องถนนจนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าความอายเมื่อชั่วโมงก่อนยังสถิตอยู่ทั่วทั้งตัวไม่ไปไหนยิ่งนึกก็ยิ่งเจ็บใจ แค้นผู้หญิงคนนั้นก็แค้น แต่ก็นึกเคืองผู้เป็นป้านี่ถ้าหล่อนไม่เชื่อคำยุยง เพื่อไปแสดงตัวกับเลอดาวหมายจะเยาะเย้ยถากถางฝ่ายนั้นหล่อนคงไม่ต้องเสียหน้าต่อคนหมู่มากจนทั้งเปียกทั้งอาย
“ถ้าอย่างนั้นป้าจะไปแจ้งความให้ตำรวจที่รู้จักกันจัดการแจ้งข้อหามันสักหน่อย”
เพลงพิณรีบขัดทันที “ถ้าคุณป้าทำแบบนั้นเกิดมันคิดจะเอาเรื่องว่าใครเป็นต้นตอเกี่ยวกับป้ายหน้าบ้านมันรวมถึงเรื่องคนพวกนั้นที่เราจ้างไปยืนด่ามันที่บริษัทละคะเดี๋ยวมีคนสาวมาถึงตัว คราวนี้เพลงได้อายยิ่งกว่าเก่าแน่ๆ”
ใกล้รุ่งเข้ามาปลอบใจด้วยการบีบต้นแขน“หนูเพลงไม่ต้องกลัวเลยนะว่าจะมีใครปากโป้งไม่มีทางที่จะสาวมาถึงตัวเราสองคนได้หรอก ป้ารู้จักพวกผู้ใหญ่ที่กว้างขวางตั้งเยอะเชื่อป้าเถอะ...แต่เพื่อความสบายใจ ป้าจะไม่ไปแจ้งความมันแต่ต่อจากนี้ไปเห็นทีป้าจะต้องเอาคืนมันให้เจ็บแสบกว่านี้ดูเหมือนว่ามันจะหน้าหนาไร้ยางอายกว่าที่เราคิดตั้งเยอะ”
“จะเอาคืนยังไงก็อย่าให้เพลงต้องอายแบบวันนี้อีกนะคะ”
“ป้ารับปากจ้ะ...ว่าแต่วันนี้หนูเพลงตามหาตัวลูกชายของป้าเจอบ้างไหม”
หล่อนจึงได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ ซึ่งแววตานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง
//////////////////////////////////////
ใกล้รุ่งนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนโซฟากลางห้องรับแขกมือยังคงกดโทรศัพท์ตามตัวลูกชายเป็นระวิงแต่ได้คำตอบที่ผิดหวังจากปลายสายทุกรายไปเพราะไม่มีใครพบก้าวไกลสักคน...แม้แต่เลขาฯหน้าห้องก็ยังไม่รู้ว่าเขาหายตัวไปไหนจนกระทั่งหล่อนลองกดไปยังเบอร์โทรศัพท์ของเขาอีกครั้งคราวนี้สัมฤทธิ์ผลเมื่อเขารับสาย
“แกอยู่ที่ไหน...นี่มันมืดค่ำแล้วยังไม่กลับบ้านกลับช่อง”
ทว่าปลายสายนั้นยังคงเงียบ จนกระทั่งสายถูกตัดทิ้ง ทำให้ใกล้รุ่งถึงกับผุดลุกขึ้นขว้างโทรศัพท์ในมือใส่โซฟาตัวตรงข้ามจนกระเด็นตกลงบนพื้นกระดอนไปหยุดที่ปลายเท้าของผู้ที่หล่อนกำลังต้องการพบตัว
ดวงตาของหล่อนวาววับเมื่อเห็นหน้าลูกชายตัวดี
“หายหัวไปไหนมาทั้งวันทั้งคืน วันนี้ก็ไม่เข้าไปทำงาน...ไหนแกบอกฉันหน่อยสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้แกทิ้งงานแกอย่าบอกนะว่าตลอดทั้งวันแกไปกกกอดแม่นั่นมา”
“ใครโทร.มารายงานคุณแม่ไม่ทราบ”
“ไม่ต้องมาโยกโย้ที่ฉันพูดมันเป็นความจริงใช่ไหม!”
เขาถอนหายใจแรงๆ พาดสูทสีเทาเข้มที่ถือติดมือวางบนพนักโซฟาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเอนหลังด้วยความเหนื่อยล้าในหัวเขามีเรื่องมากมายที่ยังคิดไม่ตกถึงแม้วันนี้เขาจะไม่เข้าไปทำงานแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาติดผู้หญิงจนลืมหน้าที่จนเสียการเสียงาน
“จริงหรือไม่จริง...ผมว่าแม่ก็คงไม่เชื่อคำพูดของผมอยู่ดี”
ใกล้รุ่งเห็นท่าทางที่ไม่อินังขังขอบ แสดงสีหน้าเฉยชาและพูดจายอกย้อนความโมโหก็ปรากฏตัวเป็นริ้วคลื่นในอารมณ์ก่อตัวด้วยคำพูดหมายจะเสียดแทงผู้เป็นลูกให้สำนึก
“ฉันไม่นึกเลยว่าแกจะหลงผู้หญิงจนลืมหน้าที่ ลืมแม่ลืมสิ่งที่แกควรจะทำ...ฉันอยากรู้นักว่านังผู้หญิงคนนั้นมันมีดีอะไรไปติดอกติดใจอะไรมันนักหนารู้จักกันแค่ไม่กี่วันถึงได้ไปตามตอแยหลงมันหัวปักหัวปำ”
หล่อนผลักไหล่ลูกชายอย่างเอาเรื่อง
เมื่อเขาไม่สบอารมณ์ที่มารดาทำแบบนั้นเขาก็เลยผุดลุกจากการนั่งเป็นยืนนิ่งมองมาทางหล่อนด้วยสายตาเย็นชา...ช่างเป็นสายตาที่หล่อนเกลียดนัก เพราะสามีของหล่อนก็มองแบบนี้เวลาที่มีปากเสียงกันพลอยให้นึกไปว่าลูกชายของหล่อนถอดพิมพ์มาจากผู้เป็นพ่อไม่ผิดเพี้ยนคือเวลาโกรธมักใช้ความนิ่งเป็นเกราะกำบัง แต่ใช้สายตาเป็นเครื่องแสดงออกว่าไม่พอใจแล้วสุดท้ายก็จะเลือกการหลบหน้าเป็นทางออก
“ผมว่าพักหลังนี้แม่ใช้แต่อารมณ์ขาดเหตุผล...แม่ลืมไปหรือเปล่าครับว่าตอนนี้ผมอายุเท่าไหร่ไม่ใช่เด็กอายุสิบสี่สิบห้านะครับ แม่ถึงจะบังคับให้ผมทำทุกสิ่งที่ต้องการผมโตพอที่จะคิดเองได้ว่าควรเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิตไม่จำเป็นจะต้องให้แม่จับผู้หญิงมาวางใส่พาน แล้วผมก็ไม่ชอบวิธีที่แม่กำลังทำด้วยการจับผมใส่กุญแจมือไว้กับเพลงคนละข้างผมไม่ใช่นักโทษและแม่ก็ไม่ใช่ผู้คุม”
“นี่แกหาว่าฉันกำลังวุ่นวายในชีวิตแกมากไปอย่างนั้นสินะ”
“แม่พูดเองนะครับ”
เมื่อหล่อนเข้าใจว่าลูกชายกำลังแสดงท่าหยิ่งผยองน้ำเสียงนั้นโอหังกร้าวแข็ง พูดเหมือนไม่ใยดีว่าหล่อนนั้นคือแม่แท้ๆผู้ให้กำเนิดหล่อนก็ตรงเข้าไปทุบตีบนแผงอกเขาไม่ยั้งมือทว่าเขากลับแสดงออกด้วยการนิ่งไม่โต้ตอบปล่อยให้หล่อนแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดอยู่อย่างนั้นก็ยิ่งขัดใจจนที่สุดหล่อนก็กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนพลันนั้นความดันก็ขึ้นจนรู้สึกวิงเวียน โลกหมุนโคลงราวกับนั่งอยู่บนเรือกลางทะเลบ้าคลั่งแล้วสุดท้ายสติก็วูบไหวหายไปเหลือแต่ความมืด
ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่หล่อนไร้สติ...เมื่อขยับเปลือกตาขึ้นมาก็พบว่าผู้เป็นลูกชายนั้นนั่งอยู่ข้างๆกำลังปรนนิบัติพัดวีด้วยการบีบนวดต้นแขนอย่างเอาใจ แต่ทิฐิหล่อนนั้นมากโขจึงสะบัดเต็มแรงแล้วลุกพรวดจากนอนเป็นนั่ง ฝ่ายลูกชายก็ขยับตัวเพื่อจะเข้ามาประคองแต่หล่อนก็ขืนตัวเอาไว้แล้วเหวี่ยงแขนเต็มรักจนกระแทกโดนช่วงตัวของลูกชายมองเห็นสีหน้าเขาเจื่อนลงไปทันตา แต่หล่อนไม่มีทางยอมอ่อนข้อเป็นอันขาด
หล่อนจึงบีบน้ำตาหวังให้ลูกชายเห็นใจ
“แกมันไม่สนใจ...ไม่รักไม่ห่วงฉัน น่าจะปล่อยให้ฉันตายๆไปจะได้ไม่ต้องมารับรู้ว่าลูกชายคนเดียวของฉันมันไม่เคยนับถือแม่คนนี้อีกแล้ว”
“ผมยังรักแม่เหมือนเดิม”
“ดีแต่ปาก ถ้าแกรักฉันก็เลิกยุ่งกับแม่นั่นเสียที...เห็นแก่ฉันเถอะนะ”
“ชีวิตเป็นของผมครับแม่”
ทว่าดวงตาเขายังคงแข็งขืน และคำพูดนั้นบ่งว่าถือดีพานให้หล่อนอารมณ์เสียขึ้นมาอีกจนได้
“ถ้าอย่างนั้นแกจะไสหัวไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าปล่อยให้ฉันนอนตายอยู่ตรงนี้แหละ”
หล่อนไม่คิดว่าเขาจะทำอย่างที่หล่อนพูดลุกพรวดแล้วใช้วิธีเดียวกับสามีของหล่อนไม่ผิดเพี้ยน...เดินไปที่ประตูบ้านโดยไม่หันกลับมามองสักนิดได้ยินเสียงเบาๆสั่งสาวใช้ในบ้านให้ดูแลหล่อน ก่อนจะหายไปท่ามกลางความมืดของแผ่นฟ้า ได้ยินเสียงติดเครื่องรถยนต์ค่อยๆเบาลงในที่สุดก็รู้ว่าหล่อนไม่สามารถใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อนกับลูกชายได้สักวิธีเดียว
เสียงกรีดร้องจึงดังคับอยู่ในอกด้วยความเจ็บแค้นอยากจะฉีกอกแม่นั่นให้ขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี!
//////////////////////////////////////
ก้าวไกลขับรถไปตามทาง...ทางที่สุดท้ายก็เลือกจะมาเยือนหน้าบ้านของเลอดาว
ถนนหนทางในคืนนี้มันช่างสอดคล้องกับอารมณ์ เมื่อถนนค่อนข้างโล่งไร้ยวดยานวิ่งขวักไขว่เหมือนตอนกลางวัน ท้องฟ้าสีดำสนิทนั้นไร้ดาวพรายแสงสักดวงช่างเป็นคืนอันเปลี่ยวเหงาและวังเวงชอบกล ทำให้เขานึกอยากจะไปที่ไหนก็ได้เพื่อจะปลดปล่อยความทุกข์ในอกสุดท้ายหัวใจก็เป็นตัวนำทาง
ทว่าทางที่เขาเลือกนั้นหาได้เรียบง่ายอย่างใจคิด...มารดากับเพลงพิณถือเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่
แต่ก้าวไกลก็ยังมีก้างอีกชิ้นที่ค้ำคอเมื่อรถยนต์ของเขายังแล่นไม่ทันเทียบประตูรั้วหน้าบ้านของหญิงสาวผู้ที่ใจใฝ่หากลับพบว่าที่หน้าประตูรั้วนั้นมีรถยนต์หรูอีกคันจอดนิ่งสงบพร้อมกับร่างสูงใหญ่ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นเจ้าของรถยืนค้ำอยู่ที่ประตูกำลังชะเง้อคอมองผ่านเข้าไปยังภายในบ้าน
เมื่อเขากวาดสายตามองบ้าง จึงเห็นผ้าม่านบริเวณหน้าต่างไหวยวบ มีเงาของคนเพิ่งจะหายวับไปจากหลังผ้าม่านซึ่งคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเลอดาวเขาจึงคาดเดาได้ทางเดียวว่าผู้ชายที่ยืนค้ำประตูรถคันนี้น่าจะเป็นใครสักคนที่กำลังเทียวไล้เทียวขื่อหล่อนคิดได้อย่างเดียวว่าไอ้หมอนี่ก็คือคู่แข่งตัวฉกาจนั่นเอง
เขาจึงลงจากรถยนต์ เดินตรงไปยืนประกบอยู่ด้านข้าง...ผู้ชายคนนั้นจึงดีดบุหรี่ในมือทิ้งลงพื้นแล้วใช้ปลายเท้าบดขยี้สายตาที่มองกลับมาไม่มีความเป็นมิตรสักนิดเดียวเป็นสายตาที่พร้อมจะห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างพลันนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าผู้ชายคนนี้มิใช่หรือที่ออกมาพร้อมกับเลอดาวในลิฟต์ที่โรงพยาบาลเมื่อคราวนั้น
เพียงแค่คิด...ความรู้สึกหวงก้างก็ผลักให้เลือดในกายสูบฉีดมองเขม่นกลับไม่ยี่หระ
แล้วผู้ชายคนนั้นก็ทำลายความเงียบด้วยการพูดส่อเสียดขึ้นมา“ถ้าคิดจะมายุ่งกับผู้หญิงของผม...อย่าหาว่าผมไม่เตือนแล้วกัน!”
มันถือว่าเป็นคำขู่ใช่หรือไม่ แต่คนอย่างเขาไม่สนใจคนที่ดีแต่พูดหรอก
“ถ้าผมจำไม่ผิด...คุณน่าจะเป็นผู้ชายที่คุณดาวไม่อยากสุงสิงด้วยผมว่าคุณน่าจะบอกตัวเองให้เลิกมายุ่งกับคุณดาวมากกว่า”
ตราบุญเป็นคนเลือดร้อน เก็บอารมณ์ไม่เป็นเมื่อถูกตอกหน้ากลับก็ย่างสามขุมเข้ามายืนจนร่างเบียดแล้วกระแทกไหล่ไปยังแผงอกของก้าวไกลเป็นสัญลักษณ์ของการท้าตีท้าต่อย แล้วความร้อนในอกของตราบุญก็สั่งให้เขากระชากคอเสื้ออริหัวใจจนก้าวไกลไม่อาจยืนนิ่งจึงเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะสวนกลับไปหนึ่งหมัดเข้าที่โหนกแก้มของอีกฝ่าย
แต่วินาทีนั้นประตูเลื่อนที่ชานระเบียงก็เปิดกว้างพร้อมกับเสียงเล็กแหลมของเจ้าบ้านแผดดังเมื่อชายหนุ่มทั้งสองเงยหน้าขึ้น น้ำในถังก็สาดโครมใส่จนเปียกปอนไปทั้งคู่ไม่วายถังใส่น้ำหล่นโครมมาจนเกือบกระแทกใส่ศีรษะของตราบุญต่างหากทำให้ตราบุญจำต้องปล่อยมือจากคอเสื้อของก้าวไกล ดวงตาวาวโชนเหมือนไฟท่ามกลางความเปียกเย็นของน้ำ
“ถ้าจะกัดกันก็เชิญไปที่อื่น...ที่นี่ไม่ต้อนรับใครทั้งนั้น!”
แล้วหล่อนก็ปิดประตูดังโครม...ทำให้ก้าวไกลรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ต่างไปจากหมาบ้าจึงเป็นฝ่ายถอยร่นเพื่อไปตั้งหลัก ทิ้งให้ตราบุญได้แต่ยืนกัดฟันกรอดอยู่เป็นนานจนท้ายสุดตราบุญก็ตัดใจขึ้นรถยนต์แล้วขับกลับออกไป โดยไม่เฉลียวใจคิดเลยว่ารถแท็กซี่คันสีเขียวเหลืองที่จอดอยู่ข้างทางโดยดับไฟหน้ารถนั้นจอดคอยมานานแล้วตั้งแต่รถยนต์ของตราบุญเพิ่งจะขับมาถึง
ไม่ฉุกใจเลยว่า...ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งรอด้วยความอดทนอยู่ในรถรับจ้างคันนั้น
นานพอที่จะเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น!
รอด้วยความเจ็บปวดระคนโกรธ ไม่ต่างจากระเบิดที่เตรียมถอดสลักทีเดียว!
//////////////////////////////////////จบตอนที่ 14