บทที่4 ความหวังใหม่
เด็กชายผลักประตูไม้เก่า ๆเข้าไปในกระท่อม ลมหายใจยังคงหอบเล็กน้อยจากการวิ่งกลับมาแต่สายตาของเขามั่นคงไม่สั่นไหว มือเล็กกำห่อยาแน่นก่อนจะยื่นให้มารดาทันที
“ท่านแม่ รีบต้มยาเถิดขอรับ”น้ำเสียงของเขาเร่งรีบแฝงความกังวลที่ปิดไม่มิด
จางเว่ยเยียนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วยื่นมือไปรับห่อยามามือของนางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำมองลูกชายอย่างไม่อยากเชื่อ“เสี่ยวเฉิน…นี่เ้าไปเอายามาจากที่ใด”
คำถามนั้นทำให้หลินเสี่ยวเฉินเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมา“ข้าเข้าไปในเมืองขอรับ ไปทำงานแล้วก็ได้เงินมาก็เลยเอาไปซื้อยา”
“ทำงาน?” เสียงของมารดาสั่นเครือมองร่างเล็กของลูกชายั้แ่ศีรษะจรดเท้าราวกับเพิ่งตระหนักถึงบางสิ่ง“เ้าเพิ่งหายป่วย ยังอ่อนแรงอยู่แท้ ๆ แล้วจะไปทำงานได้อย่างไร”
หลินอวี้หลานที่นั่งอยู่ข้างเตียงก็เบิกตากว้างไม่ต่างกัน“เสี่ยวเฉิน…เ้าพูดจริงหรือ เ้าไปทำงานในเมืองมาแล้ว”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ “ขอรับ ข้าไปช่วยล้างจานที่ร้านอาหารได้ค่าแรงมานิดหน่อย” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ต่อจากนี้ไปพวกท่านไม่ต้องห่วงเื่เงินแล้ว ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเอง”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบงันลงทันที
จางเว่ยเยียนยืนตัวแข็งอยู่กับที่ มือยังคงกำห่อยาแน่นริมฝีปากสั่นเล็กน้อยก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง“เสี่ยวเฉิน…เ้า…เ้าเป็แค่เด็กอายุสิบขวบเองนะ”นางพูดเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความเ็ป“หนำซ้ำยังเพิ่งหายป่วยแต่กลับต้องไปทำงานหนักในเมืองเพราะบ้านเรา”
เสียงของนางขาดหายไป น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจหยุด
“เป็เพราะแม่…เป็เพราะแม่แท้ ๆถ้าแม่ดูแลพวกเ้าได้ดีกว่านี้พวกเ้าก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้”นางทรุดตัวลงเล็กน้อย มือยกขึ้นปิดหน้า
“ท่านแม่” เด็กชายเอ่ยเรียกเสียงนุ่มเขาก้าวเข้าไปใกล้แล้ววางมือเล็ก ๆ ลงบนแขนของนาง “อย่าพูดแบบนั้นเลยขอรับ”
จางเว่ยเยียนส่ายหน้า “แม่ทำให้เ้าต้องไปทำงานทั้งที่ยังเด็ก แม่…”
“ไม่ใช่ความผิดของท่านแม่เลย” เขาพูดแทรกขึ้นทันทีน้ำเสียงแม้จะไม่ดังแต่กลับหนักแน่นจนผู้เป็แม่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง“ฐานะของบ้านเราตอนนี้มันก็เป็แบบนี้ ไม่มีผู้ใดอยากให้เป็แต่เมื่อมันเป็แล้วพวกเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขไม่ใช่หรือขอรับ”
คำพูดของเด็กชายถึงแม้จะเรียบง่ายแต่กลับตรงไปตรงมาจนทุกคนในห้องนิ่งไป
เขามองไปรอบ ๆ เห็นครอบครัวของตน เห็นพ่อที่นอนป่วยอยู่บนเตียงเห็นแม่ที่กำลังร้องไห้และพี่สาวที่มองเขาด้วยสายตาสับสนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่ออย่างช้า ๆ
“ข้าไม่ได้ลำบากอะไรเลยแค่ไปทำงานนิดหน่อยก็ได้เงินมาแล้ว อย่างน้อยก็สามารถซื้อยาให้ท่านพ่อได้”เขาหันไปมองบิดาแวบหนึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“ตราบใดที่ท่านพ่อยังรักษาได้ข้าก็จะหาเงินต่อไป”
หลินกวงที่นอนอยู่บนเตียงมองลูกชายเงียบ ๆดวงตาที่อ่อนแรงสั่นไหวเล็กน้อยราวกับมีบางอย่างเอ่อล้นอยู่ภายใน
“ลูก…” เขาพูดเสียงแ่ “พ่อทำให้เ้าต้องลำบากแล้ว”
หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ” เขายิ้มบาง ๆ“ท่านพ่อก็เคยทำงานหนักเพื่อพวกเรามาตลอด ตอนนี้ข้าแค่ช่วยบ้างก็เท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้งแต่คราวนี้มันไม่ใช่ความสิ้นหวังเหมือนก่อนหากเป็ความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่นและหนักแน่น
หลินอวี้หลานที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ กัดริมฝีปากแน่นก่อนจะก้าวออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะช่วยอีกแรง”
ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน
“พี่หญิง…” หลินเสี่ยวเฉินเอ่ย
“ในเมื่อเ้าต้องไปทำงานในเมืองข้าก็จะไม่อยู่เฉย”นางพูดต่อ ดวงตาเริ่มเปล่งประกายขึ้น“ข้าจะเข้าไปในป่าเก็บผักป่ามาให้ได้มากขึ้นแล้วเอาไปขายในเมืองด้วย”
“แต่มันอันตรายนะ” จางเว่ยเยียนรีบพูด“ในป่ามีทั้งสัตว์ป่าแล้วก็…”
“ข้าจะระวังตัวเ้าค่ะท่านแม่” หลินอวี้หลานตอบทันที“ข้าเคยเข้าไปหลายครั้งแล้ว รู้ว่าตรงไหนปลอดภัย” นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ“อีกอย่างข้าวเกาเหลียงที่ปลูกไว้ถึงมันจะไม่งามเท่าไรเพราะปีนี้ฝนไม่ดีแต่ข้าจะดูแลมันให้ดีที่สุด”
คำว่า “ข้าวเกาเหลียง”ทำให้หลินเสี่ยวเฉินนึกถึงภาพในความทรงจำของเ้าของร่าง แปลงนาเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านดินแห้งแข็งแต่ก็ยังมีต้นพืชบางต้นพยายามเติบโต
“ข้าจะรดน้ำให้สม่ำเสมอเก็บวัชพืชออกแล้วก็หาวิธีให้มันโตได้ดีขึ้น” หลินอวี้หลานพูดต่อ“ปีนี้ข้าจะทำให้มันออกผลผลิตให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ให้พอกินไปจนถึงปีหน้า”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความตั้งใจจริงจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
หลินเสี่ยวเฉินมองพี่สาวของตนเงียบ ๆ แล้วยิ้มให้กำลังใจ“ข้าเชื่อว่าพี่หญิงต้องทำได้แน่นอน”
หลินอวี้หลานหันมามองเขา “ส่วนเ้าเองก็อย่าได้ฝืนตัวเองมากเกินไปล่ะ”
“ข้ารู้ขอรับ” เขาพยักหน้า
จางเว่ยเยียนมองลูกทั้งสองสลับกันไปมาน้ำตายังคงไหลแต่คราวนี้มันไม่ใช่เพียงความเศร้าหากมีความซาบซึ้งปะปนอยู่ด้วย
“พวกเ้า…” นางพูดเสียงสั่น “พวกเ้าทั้งสองคน…”นางพูดไม่จบก็ยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลพราก
หลินกวงเองก็หลับตาลงช้า ๆลมหายใจยังคงติดขัดแต่ใบหน้าของเขากลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“พ่อไม่คิดเลยว่าลูกของพ่อจะเข้มแข็งได้ถึงเพียงนี้โดยเฉพาะเ้าเสี่ยวหลิน เ้าโตกว่าที่พ่อคิดเอาไว้มาก” เขาพึมพำรู้สึกได้ถึงความคิดความอ่านที่เปลี่ยนไปของลูกชายทว่าหาได้รู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วในร่างของลูกชายตอนนี้คือิญญาของชายหนุ่มที่เป็ผู้ใหญ่แล้วทั้งยังเป็คนที่เก่งมากอีกด้วย
บรรยากาศภายในกระท่อมเล็ก ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆจากความสิ้นหวังกลายเป็ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่เงียบ ๆ
หลินเสี่ยวเฉินหันไปมองห่อยาในมือของมารดาอีกครั้ง“ท่านแม่...รีบไปต้มยาก่อนเถิดขอรับ ท่านพ่อจะได้ดื่ม”
จางเว่ยเยียนพยักหน้าทั้งน้ำตา “ใช่…ใช่ แม่จะไปเดี๋ยวนี้”นางรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปยังครัวทันที มือที่เคยสั่นกลับมีแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ไม่นานกลิ่นสมุนไพรขม ๆ ก็เริ่มลอยคลุ้งไปทั่วกระท่อมเสียงน้ำเดือดเบา ๆ ดังขึ้นเป็จังหวะเหมือนเสียงแห่งความหวังที่กำลังค่อย ๆก่อตัว
หลินเสี่ยวเฉินนั่งลงข้างเตียง มองบิดาของตนเงียบ ๆ“ท่านพ่อ…ท่านต้องหายให้ได้นะขอรับ”
หลินกวงลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองลูกชายแล้วพยักหน้า “พ่อจะพยายาม”
เสียงลมพัดผ่านช่องไม้เก่า ๆ ดังแ่เบา หลังคาที่ยังรั่วซึมเสาบ้านที่ยังเอียงและความยากจนที่ยังคงอยู่ ทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่ในหัวใจของคนทั้งสี่บางสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้วจากครอบครัวที่แทบจะแตกสลายเพราะความสิ้นหวังบัดนี้กลับมีความมุ่งมั่นใหม่ก่อตัวขึ้นแม้หนทางข้างหน้าจะยังยากลำบากแต่พวกเขาไม่ได้หมดหวังและท้อแท้อีกต่อไปสำหรับคนบ้านหลิน…นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น