"เหี้ยเอ๊ย! อะไรวะเนี่ย"
เสียงสบถหยาบคายดังลั่นออกมาจากริมฝีปากของผม ทันทีที่ผลักบานประตูห้องพักของตัวเองเข้าไป สิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับใบหน้าไม่ใช่แอร์เย็นฉ่ำอย่างที่หวังไว้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนมาทั้งวัน แต่กลับเป็กลิ่นอับชื้นชวนอ้วกของน้ำเน่าเสีย และไอความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากทุกอณูของห้อง ราวกับผมเพิ่งเปิดประตูเตาอบไซส์ั์
ผมเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า มองภาพตรงหน้าด้วยความช็อกสุดขีด มือที่กำลังกำลูกบิดประตูสั่นระริก
พื้นห้องกระเบื้องยางสีหม่นที่ผมเพิ่งถูไปเมื่อสุดสัปดาห์ด้วยความยากลำบาก บัดนี้ถูกเจิ่งนองไปด้วยน้ำสีขุ่นคลั่ก ระดับน้ำสูงปริ่มตาตุ่ม ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยวางอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะเป็รองเท้าผ้าใบไนกี้ลูกรักรุ่นลิมิเต็ดที่ผมเก็บหอมรอมริบซื้อมา กองหนังสือเรียนชีววิทยาเล่มหนาเตอะที่ยังไม่ได้อ่าน หรือแม้แต่พรมเช็ดเท้าลายชินจังสุดคิ้วท์ ทุกอย่างลอยเท้งเต้งไร้ทิศทางราวกับเศษขยะในคลองแสนแสบ
"นี่มันวันบัดซบอะไรของกูวะเนี่ย"
ผมโวยวายออกมาอีกรอบพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนฟูฟ่องด้วยความหงุดหงิด แทบอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
ต้นเหตุของหายนะครั้งนี้ไม่ได้มาจากพายุไต้ฝุ่น นิวเคลียร์ล้างโลก หรือน้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่อย่างใด แต่มาจากท่อประปาในห้องน้ำที่แตกกระจุย น้ำประปาพุ่งกระฉูดออกมาเป็น้ำพุขนาดย่อม ส่งผลให้น้ำท่วมทะลักออกมาถึงโซนห้องนอน แถมความซวยยังไม่จบแค่นั้น เพราะระบบไฟของหอพักเฮงซวยนี่ดันลัดวงจร ไฟดับพรึบไปทั้งตึกั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับสติอารมณ์ที่กำลังเดือดปุดๆ เดินลุยน้ำแฉะๆ เข้าไปในห้องด้วยความขยะแขยง รู้สึกถึงความเหนอะหนะที่ซึมผ่านถุงเท้านักศึกษาเข้ามาจนถึงง่ามนิ้วเท้า ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นท่อก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องยกมือขึ้นบีบจมูกแน่น
"ลุงยาม ลุงยามอยู่ไหนวะ"
ผมะโเรียกผู้ดูแลหอพักที่อยู่ชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมานอกจากความเงียบงันและเสียงน้ำหยดติ๋งๆ จากท่อที่แตก
ผมรีบคว้าโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่เหลือเพียงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาส่องไฟฉาย กวาดสายตามองความพินาศในห้องด้วยความสิ้นหวัง เตียงนอนที่ผมเพิ่งซักผ้าปูไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเปียกชุ่ม โต๊ะคอมพิวเตอร์แบบพับได้มีรอยน้ำซึมขึ้นมาจนขาโต๊ะบวมเป่ง เสื้อผ้าในตู้ที่แขวนไว้ต่ำๆ ก็โดนน้ำสาดกระเซ็นใส่จนชื้นไปหมด กางเกงยีนส์ตัวเก่งของผมชุ่มไปด้วยน้ำสีสนิม
นี่มันนรกชัดๆ! หอพักราคาถูกเดือนละสามพันห้าที่ผมยอมทนอยู่เพื่อประหยัดเงินค่าขนม ตอนนี้กลายเป็สระว่ายน้ำเน่าๆ ไปเสียแล้ว
ผมทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันไดหน้าห้องอย่างหมดแรง เอามือกุมขมับด้วยความเครียด เงินในบัญชีก็เหลือไม่ถึงพัน ค่าเช่าหอก็เพิ่งจ่ายไปเมื่อต้นเดือน แล้วแบบนี้ผมจะเอาชีวิตรอดไปถึงสิ้นเดือนได้ยังไงวะเนี่ย ผมไม่ใช่ลูกคุณหนูบ้านรวยที่จะเสกเงินออกมาจากอากาศได้นะโว้ย
ความรู้สึกอึดอัด สับสน และจนตรอกตีรวนขึ้นมาในอก ผมอยากจะร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออก ทำได้แค่ด่าทอโชคชะตาในใจที่เล่นตลกกับชีวิตเด็กปีหนึ่งตัวเล็กๆ อย่างผม
"ทำไมชีวิตไอ้ต้นหนาวมันถึงได้รันทดขนาดนี้วะ ฟ้าดินแม่งลำเอียงชิบหาย"
ผมพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นนิดๆ
ในขณะที่กำลังนั่งจมอยู่กับความสิ้นหวังประหนึ่งพระเอกมิวสิควิดีโอเพลงอกหัก เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ หน้าจอแสดงชื่อ "ไอ้บาส" เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในคณะที่ผมพอจะพึ่งพาได้ในเวลานี้
ผมรีบกดรับสายแทบจะในทันที ไม่รอให้มันดังเป็ครั้งที่สอง
"ฮัลโหล ไอ้บาส มึงอยู่ไหน ช่วยกูด้วย"
ผมกรอกเสียงลงไปในสายด้วยความร้อนรน
(เออๆ กูอยู่ร้านเกม มึงเป็ไรวะ เสียงลนเชียว โดนหมากัดเหรอ)
ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผิดกับผมที่กำลังจะเป็บ้าอยู่รอมร่อ แถมยังมีอารมณ์มากวนตีนผมอีก
"หอกูน้ำท่วม ท่อแตก ไฟดับ ข้าวของพังหมดแล้วเนี่ย กูไม่มีที่นอนแล้วคืนนี้ มึงให้กูไปนอนด้วยได้ไหมวะ"
ผมร่ายยาวเป็ชุด หวังว่าเพื่อนรักจะเห็นใจและอ้าแขนรับผมไปเป็รูมเมตชั่วคราว
(เชี่ย! จริงดิ ซวยชิบหาย... แต่คืนนี้กูให้มึงมานอนด้วยไม่ได้ว่ะ ญาติกูมาจากต่างจังหวัด มาพักที่ห้องกูเต็มเลย พ่อแม่พี่น้องกูยึดเตียงยึดพื้นไปหมดแล้วเนี่ย กูถึงต้องมาสิงอยู่ร้านเกมไง)
คำตอบของไอ้บาสเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล ความหวังริบหรี่ของผมดับวูบลงในพริบตา
"อ้าว เฮ้ย แล้วกูจะไปนอนไหนวะเนี่ย เงินก็ไม่มีไปเช่าโรงแรมด้วย มึงช่วยกูคิดหน่อยดิ๊ มึงเป็เพื่อนกูนะเว้ย"
ผมโวยวายใส่โทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกระลอก
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ เหมือนกำลังใช้ความคิด ผมได้ยินเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงคลิกเมาส์ดังแทรกเข้ามาเป็ระยะ บ่งบอกว่ามันกำลังเล่นเกมไปด้วยคุยกับผมไปด้วย
(เออ... กูนึกออกละ มีรุ่นพี่ปีสี่คนนึง ชื่อพี่คิริน แกกำลังหารูมเมตมาแชร์ค่าคอนโดอยู่พอดี เห็นว่าห้องกว้างมาก ใกล้บีทีเอส ใกล้มอด้วย สนใจป่าววะ)
"รุ่นพี่? ปีสี่? มึงบ้าป่าววะ กูไม่รู้จักเขา แล้วกูจะไปอยู่กับเขาได้ไง"
ผมสวนกลับไปทันควัน แค่คิดว่าจะต้องไปอยู่ร่วมห้องกับคนแปลกหน้า แถมยังเป็รุ่นพี่ปีสี่ที่น่าจะจู้จี้จุกจิก ผมก็ขนลุกซู่แล้ว
ผมเกลียดการอยู่ร่วมกับคนอื่นที่สุด ผมชอบความเป็ส่วนตัว ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง การต้องมานั่งเกรงใจใครสักคนมันเป็เื่ที่น่าอึดอัดและน่าเบื่อหน่ายที่สุดในโลก ยิ่งกับพวก 'รุ่นพี่' ที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ ชอบสั่งสอนเด็กปีหนึ่งอย่างพวกผมแล้วด้วย ยิ่งไม่เอาใหญ่
(เอาน่า มึงไม่มีทางเลือกแล้วนะเว้ย หรือมึงจะนอนแช่น้ำเน่าในห้องมึงล่ะ? หอเก่ามึงตอนนี้แม่งสลัมชัดๆ พี่เขาใจดี ไม่เื่มากหรอก แค่อยากหาคนมาช่วยแชร์ค่าห้องเพราะมันแพง กูว่ามึงลองไปดูก่อน ไม่เสียหายหรอกน่า ถือซะว่ามึงประหยัดค่าเดินทางไปมอได้เยอะเลยนะเว้ย)
ไอ้บาสพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผลที่ผมเถียงไม่ออก ผมมองไปรอบๆ ห้องที่เละเทะไม่มีชิ้นดี สลับกับมองหน้าจอแอพธนาคารในโทรศัพท์ที่แสดงยอดเงินคงเหลืออันน้อยนิด
มันก็จริงของมัน... ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
ผมคิดทบทวนในหัวอย่างรวดเร็ว ถ้าผมไม่ไปคอนโดพี่คนนี้ ผมก็ต้องไปนอนใต้สะพานลอย ไม่ก็ม้านั่งหน้าคณะ ซึ่งยุงคงหามผมไปกินเืจนแห้งตายแน่ๆ หรือไม่ก็ต้องเสียตังค์ไปเปิดโรงแรมม่านรูดถูกๆ นอน ซึ่งก็ไม่รู้จะปลอดภัยแค่ไหน
"เออๆ ก็ได้วะ! แล้วคอนโดเขาอยู่ไหน ค่าเช่าเท่าไหร่ กูมีเงินไม่เยอะนะเว้ย บอกก่อนเลยนะว่าเดือนนี้กูกรอบมาก"
ผมถามด้วยน้ำเสียงจำยอม รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าสู่แดนปะายังไงยังงั้น
(เื่ค่าเช่าไม่ต้องห่วง พี่เขาบอกว่าจ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟก็พอ ส่วนคอนโดอยู่ตรงแถวๆ บีทีเอส... เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นให้ มึงเก็บของแล้วรีบไปเลยนะเว้ย กูทักไปบอกพี่เขาให้แล้ว)
"เดี๋ยว! มึงบอกเขาตอนไหนวะ มึงเพิ่งคุยกับกูเองนะ"
ผมเบิกตากว้างด้วยความใ นี่มันแอบไปเตี๊ยมกับรุ่นพี่คนนั้นตอนไหนวะ!
(กูทักไลน์ไปบอกพี่เขาตอนที่มึงบ่นนั่นแหละ เอาน่า มึงรีบๆ ไปเถอะ พี่เขารอมึงอยู่ แค่นี้นะเว้ย กูตีป้อมก่อน ทีมกูจะแพ้แล้วไอ้สัส!)
"เฮ้ย! ไอ้บาส ไอ้เพื่อนเวร ฮัลโหล"
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...
สายถูกตัดไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมยืนเคว้งค้างอยู่กลางบันไดหน้าห้องน้ำท่วมๆ พร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดและสับสนที่ตีรวนอยู่ในหัว
"อะไรของมันวะเนี่ย เออ ดี มัดมือชกเพื่อนแบบนี้เจริญเถอะมึง"
ผมบ่นอุบอิบ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เอาวะ! ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น การไปเป็รูมเมตจำเป็กับรุ่นพี่ที่ชื่อ 'คิริน' อะไรนั่น ก็คงดีกว่านอนแช่น้ำเน่าๆ ในห้องนี้แหละมั้ง
ผมพยายามปลอบใจตัวเอง แม้ในใจลึกๆ จะแอบกังวลและหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย ผมไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาความวุ่นวายอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอดให้พ้นคืนนี้ไปให้ได้
ผมเริ่มลงมือเก็บข้าวของที่ยังพอใช้ได้ใส่กระเป๋าเดินทางใบย่อม โชคดีที่เสื้อผ้าบางส่วนที่แขวนไว้สูงๆ ยังไม่เปียกน้ำ ผมยัดพวกมันลงกระเป๋าอย่างลวกๆ ไม่สนว่ามันจะยับเยินแค่ไหน ขอแค่มีเสื้อผ้าใส่รอดไปวันๆ ก็พอแล้ว ส่วนหนังสือเรียนและของใช้จำเป็อื่นๆ ก็ยัดใส่เป้สะพายหลังจนตุง
หลังจากจัดการเก็บของสำคัญเสร็จเรียบร้อย ผมก็แบกกระเป๋าเดินทางที่หนักอึ้งเดินลุยน้ำออกมาจากห้อง ล็อกประตูด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ลาก่อนนะห้องพักสุดที่รัก หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในวันที่สภาพแกดีกว่านี้... หรือไม่ก็ไม่ต้องเจอกันอีกเลยจะดีที่สุด
ผมแบกกระเป๋าเดินลงบันไดมาจากชั้นสามด้วยความยากลำบาก หอพักที่ไม่มีลิฟต์บวกกับไฟที่ดับสนิท ทำให้การเดินลงบันไดเหมือนการฝึกรบพิเศษ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า อากาศเมืองไทยแม่งจะร้อนไปไหนวะ! ผมสบถในใจตลอดทาง จนกระทั่งเดินมาถึงถนนใหญ่เพื่อโบกแท็กซี่
รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แท็กซี่คันแรกก็ยอมจอดรับ
"ไปคอนโด... ครับพี่"
ผมบอกชื่อคอนโดสุดหรูที่ไอ้บาสส่งโลเคชั่นมาให้คนขับแท็กซี่ พร้อมกับเอนหลังพิงเบาะด้วยความเหนื่อยล้า แอร์เย็นๆ ในรถแท็กซี่ช่วยบรรเทาความร้อนระอุในกายลงได้บ้าง
ระหว่างทางที่รถติดแหง็กอยู่บนถนนสุขุมวิท ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูโปรไฟล์ของ 'พี่คิริน' ที่ไอ้บาสส่งมาให้
รูปโปรไฟล์เป็รูปผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็สัน ั์ตาดุดัน แฝงไปด้วยความเ็าและหยิ่งยโส แค่เห็นรูป ผมก็รู้สึกถึงรังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมารอบๆ ตัวแล้ว
"หน้าตาแบบนี้ แม่งต้องดุชิบหายแน่ๆ"
ผมพึมพำกับตัวเอง รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
คนอะไรหน้าตาดุเหมือนจงอางหวงไข่ ไม่เห็นมีเค้าความใจดีอย่างที่ไอ้บาสโฆษณาไว้เลยสักนิด ผมเริ่มจินตนาการถึงภาพตัวเองต้องคอยเดินก้มหน้ารับคำสั่งจากรุ่นพี่จอมเผด็จการคนนี้ แล้วก็เผลอถอนหายใจออกมายาวเหยียด
นี่ผมคิดถูกหรือเปล่าวะที่ตกลงมาเป็รูมเมตกับคนแบบนี้? แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ สถานการณ์มันบังคับนี่นา ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้าและบอกตัวเองว่า
'มึงทำได้ไอ้หนาว! แค่เป็รูมเมต ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับเขาก็พอ ห้องเขาออกจะกว้าง มึงก็แค่หมกตัวอยู่ในห้องนอนของมึงไป ไม่ต้องออกไปสุงสิง'
รถแท็กซี่แล่นมาจอดเทียบหน้าคอนโดหรูหราอลังการงานสร้าง ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองติดสถานีรถไฟฟ้า ผมจ่ายเงินค่าโดยสารด้วยแบงก์ร้อยที่เหลืออยู่น้อยนิด แล้วก้าวลงจากรถ แหงนหน้ามองตึกสูงเสียดฟ้าด้วยความตื่นตะลึง
แม่เ้าโว้ย! คอนโดแม่งโคตรหรู.. หรูจนคนจนๆ อย่างผมไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบเข้าไป
กระจกบานใหญ่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ น้ำพุหน้าทางเข้าที่พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ลานจอดรถที่มีแต่รถสปอร์ตราคาแพงจอดเรียงราย ทุกอย่างดูไฮโซและแพงหูฉี่ไปหมด รปภ. ในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่ยืนเฝ้าหน้าประตูก็มองผมด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนผมเป็ตัวประหลาดที่หลงเข้ามาในดินแดนของคนรวย แน่นอนสิ สภาพผมตอนนี้ทั้งผมเผ้ายุ่งเหยิง เหงื่อท่วมตัว กางเกงยีนส์ก็มีรอยเปียกชื้น แถมยังลากกระเป๋าเดินทางโทรมๆ อีกลูก ดูยังไงก็เหมือนพวกจรจัดหลงทางชัดๆ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง รวบรวมความกล้าแล้วลากกระเป๋าเดินเข้าไปหน้าล็อบบี้
บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบสงบและหรูหรา แอร์เย็นฉ่ำที่เป่ามากระทบผิวทำให้ผมรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะแอร์หรือเพราะความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจกันแน่
โคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลดวงใหญ่ห้อยระย้าอยู่กลางเพดานสะท้อนแสงวับวาว โซฟารับแขกบุกำมะหยี่สีเืหมูดูนุ่มนิ่มจนอยากจะะโลงไปนอนกลิ้ง แต่ผมก็ทำได้แค่ยืนเกร็งอยู่ตรงมุมหนึ่งของล็อบบี้
ผมยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาอีกครั้ง สี่ทุ่มกว่าแล้ว ผมยังคงยืนรอการปรากฏตัวของ 'พี่คิริน' รุ่นพี่ปีสี่ที่กำลังจะกลายมาเป็รูมเมตของผม ด้วยหัวใจที่เต้นรัวและหวั่นใจ
เขาจะใจดีอย่างที่ไอ้บาสบอก หรือจะดุเหมือนในรูปโปรไฟล์กันนะ...
มือผมชื้นไปด้วยเหงื่อจนต้องเช็ดกับขากางเกงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาคอยชะเง้อมองไปยังประตูลิฟต์ที่เปิดและปิดรับคนเข้าออกเป็ระยะๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเด็กปีหนึ่งของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วสินะ... รูมเมตจำเป็ของผม จะเป็คนยังไงกันแน่...