ใต้ท้องฟ้าที่สว่างไสว ผืนป่ากว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเสียงคำรามของมอนเตอร์กลายพันธุ์นาๆชนิด ร่างของมนุษย์กลุ่มหนึ่งในชุดคลุมดำกำลังทะยานผ่านท้องฟ้าด้วยความรวดเร็ว สายลมพัดผ่านเสื้อคลุมของพวกเขาดังซ่า
แต่ไม่มีเสียงอื่นใดที่ทำลายความเงียบงันนี้ได้เลย พวกเขาเป็นกลุ่มขององค์กรแห่งมอนเตอร์ ทั้งหมดได้รับคำสั่งมาจากผู้นำสูงสุด ว่าให้ออกตามหามอนเตอร์ชนชั้นจักรพรรดิผู้เป็นตำนานตนใหม่ เบฮีมอทตนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้รับการสรรเสริญดั่งเทพเจ้าในสายตาของพวกมัน
ทันย่าในร่างเบฮีมอทนั้น ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งกว่ามังกร รูปลักษณ์ของเธอใหญ่โตจนภูเขาแทบเลือนหายไปเมื่ออยู่ใกล้เคียง ความสามารถในการควบคุมพลังมหาศาลทำให้เบฮีมอทเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจประมาณค่าได้
องค์กรแห่งมอนเตอร์เหล่านี้ตามหาตัวตนดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่อาจพบเจอเบฮีมอทได้เลยซักนิด
ในตอนนั้นบริเวณกลางป่าอันเงียบสงัด พวกเขาหยุดพักบริเวณที่โล่งแห่งนึง
“เราตามหาท่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่พบแม้แต่เงา ท่านมีตัวตนจริง ๆ หรือเปล่า?”
“ท่านเบฮีมอทนั้นไม่ใช่แค่มอนเตอร์ธรรมดา ท่านเหนือกว่าสิ่งที่เราเคยพบ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาและโชค”
อีกคนหนึ่งตอบ ขณะที่ดวงตาสีแดงส่องประกายภายใต้ผ้าคลุมของเขา
“พวกเราอยู่ในผืนป่านี้มานานเกินไปแล้ว และถ้าเราพบมอนเตอร์ตนนี้ขึ้นมาจริงๆ... ”
“เราแน่ใจหรือว่าเราจะรอด?”
เขาหยุดคำพูดนั้น เหลือบตามองเพื่อนร่วมทีม การสนทนานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวปะปนไปกับความตื่นเต้น ทุกคนรู้ดีว่าเบฮีมอทนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่มอนเตอร์ แต่เป็นตัวตนที่มีพลังเทียบเท่ากับพระเจ้า เป็นมอนเตอร์ระดับชนชั้นจักรพรรดิที่มีสติปัญญาอันมหาศาล
“ท่านคือสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการ ทั้งพลังและความยิ่งใหญ่ของเบฮีมอทนั้นไม่อาจเปรียบเทียบกับสิ่งใด”
ชายที่เป็นหัวหน้าทีมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แววตาเองก็แฝงด้วยความมุ่งมั่น
“พวกแกลืมไปแล้วหรือ? หน้าที่ของเราคือการตามหา ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด เราต้องติดต่อกับท่านให้ได้”
ในตอนนั้นอีกคนหนึ่งได้พูดแทรกขึ้น พร้อมดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“แต่เบฮีมอทตนนี้แตกต่างจากที่พวกเราคุ้นเคย เขาคือจักรพรรดิของเหล่ามอนเตอร์”
“ไม่ใช่แค่สัตว์ยักษ์ธรรมดา เราอาจจะไม่มีทางรอดถ้าเราเผชิญหน้ากับท่านก็เป็นได้!”
เสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้สูงเสียดฟ้าทำให้ทุกคนเงียบลงชั่วขณะ พวกเขาทุกคนรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น
เมื่อการตามหามาถึงจุดที่ไม่มีทางถอย การเผชิญหน้ากับเบฮีมอทจะเป็นการทดสอบที่พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะลงเอยเช่นไร
“แล้วถ้าเราไม่เจอ.. องค์กรจะยอมรับความล้มเหลวของเราหรือไม่?”
ชายคนหนึ่งถามขึ้น พร้อมหันไปมองหัวหน้าทีมด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังขา
“เราไม่มีสิทธิ์ล้มเหลว! ตามหาต่อไป!”
“ถ้าไม่เจอท่านเราก็ค่อยว่ากันอีกที!”
หัวหน้าทีมก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาสีดำเข้มใต้ผ้าคลุมของเขาจ้องไปยังผืนป่าเบื้องหน้า
——
ตัดกลับมาทางอาณาเขตเมืองป้อมปราการต่างๆ การท้าทายของทันย่าได้เริ่มกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในสมาพันธ์โลกต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างคึกโครม โดยเฉพาะกับราชันสงครามหลายร้อยอันดับ
ราชันสงครามแต่ละหมายเลขคือยอดนักสู้พันธุกรรมที่ถูกยกย่องว่าไม่มีใครสามารถล้มพวกเขาได้ อันดับเหล่านี้มาจากการต่อสู้ที่ดุเดือดและการพิสูจน์ตัวเองอย่างยาวนาน การท้าทายเพื่อชิงอันดับราชันสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย
ผู้ที่ทำได้จะต้องผ่านการต่อสู้ถึงตายที่เดิมพันด้วยชีวิตและศักดิ์ศรี
ในตอนนั้นราชันสงครามหมายเลขอื่นๆ ต่างก็เริ่มได้รับข่าวการท้าทายจากทันย่า
หลายคนยอมรับคำท้าด้วยความมั่นใจ บ้างก็มองทันย่าเป็นเพียงเด็กใหม่ที่มีเพียงแค่พลังจิตอันพิเศษ แต่ขาดประสบการณ์ในการต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งและมีพละกำลังมหาศาล
ราชันสงครามหมายเลข 5 ชายร่างใหญ่ที่ถือขวานยักษ์ ได้รับข่าวเป็นคนแรก เขาหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินชื่อของทันย่า
“แค่พลังจิตเองยังงั้นรึ? ข้าจะบดขยี้เขาด้วยพละกำลังของข้า!”
เขาประกาศพร้อมยอมรับคำท้าของทันย่าอย่างไม่เกรงกลัว แต่เหมือนชายร่างใหญ่จะรู้ดีว่าตนเองคงไม่ถูกเลือก เพราะเขาคือราชันสงครามที่มีตัวเลขหลักเดียว เป็นถึงนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 7 ดาว คงไม่ถูกทันย่าที่มีพลังเพียงแค่ 1 ดาวท้าทายหรอก
ขณะที่ราชันสงครามหมายเลข 3 หญิงสาวผู้ใช้หอกโละหะสีครามอันร้ายกาจก็บ่นถึงการท้าทายของทันย่าด้วยความนึกสนุก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไปเตรียมตัวกันเถอะ วันนี้ฉันจะทิ้งเมืองและไปยังสำนักงานใหญ่”
“ฉันอยากจะเห็นทันย่าผู้นี้จริงๆ ว่าจะเป็นเหมือนกับข่าวลือที่ออกมาหรือไม่!”
——
ไม่ถึงครึ่งวัน ภายในห้องโถงแห่งการต่อสู้ของสมาพันธ์โลก บรรยากาศตึงเครียดราวกับอากาศถูกกดทับด้วยแรงกดดันมหาศาล
ทันย่ายืนอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยเหล่าราชันสงครามผู้แข็งแกร่งที่ต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาเคร่งขรึม พวกเขาเป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงระดับสูงสุดในสมาพันธ์โลก
แต่ละคนผ่านศึกมาแล้วนับไม่ถ้วนและไม่มีใครยอมให้ผู้อื่นอยู่เหนือพวกเขาได้ง่ายๆ
ข่าวการที่ทันย่าซึ่งมีค่าดัชนีพลังเพียงระดับ 1 ดาวได้รับตำแหน่งราชันสงครามทำให้หลายคนไม่พอใจ
“นี่น่ะเหรอเด็กใหม่ผู้โอหัง? เขาเป็นผู้ชายจริงๆน่ะเหรอ ทำไมถึงเย้ายวนมากเพียงนี้น่ะ”
“อร๊าย! ขอโทษน่าน้องทันย่า ข้าไม่อยากจะทำให้ใบหน้าสวยๆของเขาต้องเป็นแผลเลย!”
“น่ากลัววะเมบาลีน ปกติแกต้องอิจฉาผู้หญิงสวยๆไม่ใช่เหรอ? หรือว่านี้กำลังเล็งทันย่าเอาไว้อยู่กันแน่”
แม้ว่าพลังจิตของเขาจะสูงส่ง แต่ในโลกที่การต่อสู้และพละกำลังคือสิ่งสำคัญ นักสู้พันธุกรรมหลายคนมองว่าการทดสอบนี้เป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่าพลังจิตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะความแข็งแกร่งของราชันสงครามที่แท้จริงได้
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของนักรบแต่ละคนดังก้องในห้องโถง พวกเขาก้าวเข้ามาประชิดทันย่าทีละคน พร้อมที่จะท้าทายเขา สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ทันย่า แต่ทันย่าไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นไหวหรือกลัวแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งเหมือนเดิม ดวงตาฉายแววเย็นชา ราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่มีความหมายกับเขา
“เจ้าคิดจริงหรือว่าเพียงเพราะพลังจิต”
“จะสามารถทัดเทียมกับพวกเราได้น่ะ?”
หนึ่งในราชันสงครามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาเป็นชายร่างใหญ่ที่มีดาบยักษ์พาดอยู่บนหลัง ร่างกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
“เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าจะไม่มีวันก้าวขึ้นมาเหนือพวกเราได้!”
ในขณะเดียวกัน ชายชราร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดจากที่ไกลๆ
เขามีใบหน้าที่นิ่งสงบ แววตาฉายแววแห่งประสบการณ์ยาวนาน
ชายคนนี้คือหลี่จิ้ง เทพแห่งสงครามที่มีอำนาจมากที่สุดในสมาพันธ์โลก และเป็นคนที่คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทันย่าอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เขาได้เข้ามา เขาไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ แต่การปรากฏตัวของเขาทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น
“เอาละๆ พวกแกอย่าเพิ่งไปรบกวนเขา”
ทันทีที่หลี่จิ้ง เทพแห่งสงครามก้าวเข้ามาในห้องโถง ทุกสายตาพลันจับจ้องไปที่เขา
เสียงพูดคุยที่เคยดังคล้อยไปทั่วสถานที่พลันเงียบสนิท ความเคร่งขรึมแผ่ซ่านไปทั่วเหมือนคลื่นที่พัดผ่าน ราชันสงครามนับสิบคนภายในห้องโถงไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง
หัวใจของพวกเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและเกรงกลัว ใบหน้าของพวกเขาเผยออกมาเพียงความเคารพอย่างลึกซึ้ง ไม่มีใครกล้าขยับตัวจนกว่าจะได้คำสั่ง ทว่าเมื่อเท้าของหลี่จิ้งหยุดอยู่กลางห้องโถง เสียงเพียงหนึ่งเดียวที่ดังขึ้นคือการเคารพอันพร้อมเพรียง
“แสดงความเคารพต่อเทพสงคราม!”
เสียงนี้ดังประสานกันจากทุกทิศทาง ราวกับเป็นเสียงเดียวอันทรงพลัง
หลี่จิ้งยืนนิ่ง ใบหน้าที่เงียบสงบของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แววตาที่ผ่านประสบการณ์มานานกวาดมองไปยังทุกคนที่ยืนตรง
ไม่มีใครกล้ามองกลับตรงๆ พวกเขาก้มหน้าลงด้วยความเคารพอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาเพียงพยักหน้าลงเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตน แล้วเดินไปยังตำแหน่งที่เขาต้องการ ความเครียดในอากาศกลับมาอีกครั้ง แต่ไม่มีใครสักคนที่กล้าปริปาก
“เพิ่งเคยพบเจอกันครั้งแรกซินะทันย่า”
“ตาแก่เช่นข้ายินดีเป็นอย่างมากที่ผู้มีศักยภาพเช่นเจ้าเลือกสมาพันธ์โลกของพวกเรา”
ทันย่าพยักหน้ารับอยู่เล็กน้อยและจ้องมองไปยังหลี่จิ้งด้วยความสงสัยและทึ่ง ชายชราผู้มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่กลับมีร่างกายที่สมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ สูงโปร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้าม ความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาไม่อาจปกปิดได้
ถึงแม้เขาจะไม่ได้แสดงท่าทางข่มขู่ แต่พลังที่กดดันรอบข้างนั้นกลับชัดเจนอย่างเหลือเชื่อ
“นี่คือเทพแห่งสงคราม ชายชราที่มีพลังราวกับเทพเจ้า...”
ทันย่าครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง แววตาของเขาไม่อาจละไปจากหลี่จิ้งได้ เขาไม่เคยพบเจอใครที่มีร่างกายแข็งแกร่งแบบนี้มาก่อน ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าร่างเบฮีมอทของเขาในตอนนี้ซะอีก
ชายคนนี้ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของเขาไปมาก นักสู้พันธุกรรมมากมายที่เขาได้เคยเห็นล้วนแล้วแต่มีร่างกายที่เสื่อมถอย แต่หลี่จิ้งกลับดูเหมือนจะยืนอยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติ
ดาวาลได้ยินคำพูดของลูกศิษย์ตนก็หัวเราะออกมาอย่างคึกคัก
[คิกคิก ง่ายดายมากเจ้าศิษย์รัก เพราะอายุขัยยังไงละ 1 ดาวขึ้นไปมากถึง 1,000 ปี]
[เมื่อนักสู้แห่งดาวเคราะห์ยกระดับขึ้น ร่างกายของพวกเขาก็จะกลับคืนสู่ความสมดุล]
[ที่สำคัญ ชายชราหลี่จิ้งคนนี้เป็นถึงนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 9 ดาว อาจอ่อนแอกว่าซวนหยวนตรงที่ไม่อาจใช้เขตแดนแห่งกฎได้ แต่เขานี่แหละคือหนึ่งในสามของผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุด!]
..
บอกเลย นับจากตอนนี้ไปห้ามพลาด!
ว่าแต่คงไม่ค้าง