อะลันน่ารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรในเื่ทำนองนี้และก็ดูเหมือนว่าโรลท์จะรู้อยู่ว่าเขาสามารถทำให้เธอบังเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาได้ และสิ่งที่เธอพอจะอ่านออกนี้ยิ่งเพิ่มความจงเกลียดจงชังในตัวผู้ชายคนที่ยืนอยู่ใกล้ให้มากขึ้น
“อีกนานไหมกว่าเคิร์ทจะมา?” เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“มันสำคัญมากนักหรือ?”
ฝ่ามือของเขาเอื้อมมาแตะตรงต้นแขนมองเห็นเจตนาอย่างเด่นชัดว่า้าให้เธอหันมาหาและเข้าสู่วงแขนของเขา แต่อะลันน่าไม่ได้้าเช่นนั้นด้วย ดังนั้น เธอจึงสะบัดตัวออกเสียจากการเกาะกุมของเขา ปัดมือที่แตะอยู่กับต้นแขนให้พ้นตัว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
“ใช่สิ...สำคัญมาก” เธอกระแทกเสียงใส “ถ้ามันจะต้องรอนานมากนักละก็ ฉันจะได้ออกไปคอยข้างนอก”
โรลท์ยืนตระหง่านอยู่ใกล้ ก้มมองหน้าเธอด้วยแววตาเครียดเขม็ง และอะลันน่าก็ประสานสายตาอยู่กับเขาอย่างไม่พรั่น รอยยิ้มบางๆ จุดขึ้นตรงมุมปากของโรลท์
“เื่นั้นน่ะไม่จำเป็หรอก” เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เขามารออยู่ในห้องทำงานข้างนอกนานพอควรแล้ว”
“เอ๊ะ...เขามาแล้วหรือ?” เธอร้องออกมาอย่างไม่เชื่อ
“ก็คุณเบลคเขาบอกให้ผมรู้เมื่อกี้นี้เอง” แววแห่งความพอใจฉายชัดอยู่ในดวงตา
มันเป็เื่ที่ไม่น่าเป็ไปได้เลย เพราะเธอเองก็อยู่กับเขาแทบจะทุกนาที
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงกัน?”
โรลท์เบือนศีรษะมองไปทางโต๊ะทำงานแวบหนึ่ง แสงอาทิตย์ส่องต้องเรือนผมเป็ประกาย
“แสงไปมันกะพริบขึ้นบนเครื่องโทรศัพท์นั่น” เขาพูดเป็เชิงอธิบาย “ผมไม่ชอบเสียงออดที่กดเรียกเข้ามา”
อะลันน่ากำมือจนเล็บจิกลงในอุ้งมือเย็น
“คุณหมายความว่าขณะที่ฉันคอยเขาอยู่ในนี้นะเคิร์ทก็อยู่ในห้องข้างนอกนั่นตลอดเวลาอย่างนั้นใช่ไหม?”
“ก็ไม่เชิงว่าตลอดเวลาหรอกนะ” โรลท์ตอบก่อนที่จะหมุนตัวกลับไปที่เครื่องโทรศัพท์หยิบหูรับขึ้นมา กดปุ่มบนเครื่องลง กรอกเสียงลงไปว่า “ให้เคิร์ทเข้ามาได้แล้วละคุณเบลค”
การกระทำอย่างบังอาจของโรลท์สร้างความโมโหให้กับอะลันน่าอย่างไม่มีที่เปรียบ แต่ก็ไม่อาจจะแสดงความรู้สึกดีอกดีใจกับการที่จะได้พบหน้าเคิร์ทอย่างที่คาดหมายไว้ทั้งนี้เพราะในขณะเดียวกันนั้นเอง ประตูบานที่เปิดติดต่อกับห้องทำงานด้านนอกก็เปิดออกและเคิร์ทก้าวเข้ามา
“พี่้าพบผมรึ?” เป็ธรรมดาที่เมื่อเคิร์ทก้าวเข้ามาในห้องนี้ เขาจะต้องมองไปทางโรลท์ก่อนจนเมื่อก้าวเลยลึกเข้ามาในห้องแล้ว จึงได้มองเห็นว่ากำลังยืนตรงหน้าต่างรอยยิ้มฉาบขึ้นบนใบหน้าคมสันทันทีด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
“อะลันน่า”
นี่ไม่ใช่ภาพที่เธอเคยวาดไว้สำหรับการพบกันในครั้งนี้เลย เพราะมันเป็การพบในขณะที่เธอกำลังตกอยู่ในอารมณ์เคืองแค้นกับการกระทำของพี่ชาย ดังนั้น อะลันน่าจึงไม่สามารถที่จะสนองรับความยินดีที่เปล่งออกมาจากเสียงเรียกของเคิร์ทด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน
“สวัสดีค่ะ...เคิร์ท” เธอฝืนยิ้มให้เขา
เขาเดินตรงมาหา ร่างคล้ำสูงสง่าผึ่งผาย แววในดวงตาเปล่งประกายแห่งความปราโมทย์อย่างยิ่ง ใจหนึ่งนั้นเธอใคร่ที่จะวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนของเขา เพราะรู้อยู่ว่าจะต้องได้รับการสนองตอบด้วยความรู้สึกเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันเธอก็ตระหนักชัดอยู่แก่ใจว่า กำลังถูกโรลท์จับตามองเป็เชิงเยาะอยู่เงียบๆ ดังนั้น เธอจึงไม่ยอมขยับเขยื้อน รอเวลาให้เคิร์ทเดินเข้ามาใกล้อย่างกระอักกระอ่วนใจ
“เสียใจจริงๆ ที่ผมไปรับคุณที่สนามบินไม่ได้” เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สีม่วงที่ยังคงมีแววหม่นเคลือบอยู่
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ” อะลันน่าส่ายศีรษะ พยายามที่จะสงบระงับอารมณ์ของตัวเองให้ผ่อนคลายลง “ระ...เอ้อ...พี่ชายของคุณอธิบายเหตุผลให้ฉันฟังแล้ว”
เธอเหลือบตามองไปทางโรลท์อย่างไม่ตั้งใจ ขณะที่เธอกำลังทักทายกับเคิร์ทอยู่นั้น โรลท์ได้จุดบุหรี่ขึ้น และขณะนี้เขากำลังคาบมันไว้ระหว่างนิ้ว ควันสีเทาลอยขึ้นบดบังแววในดวงตาไว้มันมีอาการิ่ๆ ปรากฏอยู่ในท่ายืนของเขายามนี้ ปกเสื้อนอกเผยออ้า มือข้างหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง
“ฉันคิดว่าคุณผู้หญิงกำลังรอการจูบต้อนรับจากแกอยู่นะเคิร์ท” น้ำเสียงต่ำๆ ที่เอ่ยขึ้นก้องมากระทบหู ทำให้อะลันน่างันไป
“ไม่จำเป็ต้องบอกเลย” เคิร์ทเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรต่อการตั้งข้อสังเกตของพี่ชายที่รุกรานเข้ามาในเื่ส่วนตัว ไม่ได้ระแวงไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินเลยด้วยซ้ำ
ดวงตาสีฟ้าของเคิร์ทไม่ได้ละจากใบหน้าของเธอเลยประกายแห่งความรักฉายโชนยามที่เขาทาบมือลงบนไหล่และรั้งร่างเธอเข้าไปหา เขาจะไม่มีวันเข้าใจว่าเธอ้าจะหลีกเลี่ยงจากจุมพิตในครั้งนี้มากเพียงใด ทั้งๆ ที่อะลันน่าก็ใช่ว่าจะอยากอธิบายนัก และโดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเป็อยู่ ดูเหมือนเธอแทบจะทำอะไรไม่ได้นอกจากเงยหน้าขึ้นรับจุมพิตจากเขาเท่านั้น
ริมฝีปากอบอุ่นประทับลง มันเป็ความดื่มด่ำอย่างที่เธอใคร่จะได้ตอบรับ แต่ที่มันกำลังเป็อยู่คือมีโรลท์ยืนดูอยู่ตลอดเวลาด้วยสีหน้าที่ไม่ได้ยินดียินร้าย ว่าตัวเองกำลังรุกรานเข้ามาในเื่ส่วนตัวของคนอื่นนั้น มันเป็ไปไม่ได้เลยที่อะลันน่าจะตอบรับจุมพิตของเขาอย่างเต็มอกเต็มใจเช่นที่หวังไว้
เมื่อเคิร์ทเงยหน้าขึ้น แววในดวงตาเขาบอกความฉงนอยู่เมื่อกวาดเมื่อกวาดไปทั่วใบหน้า แน่นอนที่สุด เขาจะต้องแปลกใจกับการที่เธอไม่ได้ตอบรับในจุมพิตครั้งนี้ ดังนั้นอะลันน่าจึงพยายามหาทางที่จะปัดความฉงนสนเท่ห์นั้นไปเสียจากเขา
เธอแตะปลายนิ้วลงตรงมุมปากคนรักพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันเกรงว่าลิปสติกจะเปื้อนคุณหมดนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นว่า
“ผมไม่ได้รังเกียจอะไรนี่” เคิร์ทตอบยิ้มๆ
“เอ้า...” เสียงโรลท์กระแทกขึ้นขณะที่สองหนุ่มสาวกำลังพูดกันในเื่ส่วนตัวอยู่ เขาขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าในมือให้เคิร์ท “ใช้ผ้าฉันเช็ดเสียก็ได้ เพราะมันก็เปื้อนอยู่ก่อนแล้วละ”
ทั้งอะลันน่าและเคิร์ทหันไปมองผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนนั้น พร้อมๆ กันรอยลิปสติกสีชมพูยังคงประทับอยู่อย่างเห็นได้ชัด สีของมันติดอยู่กับเนื้อผ้าสีขาวดูโดดเด่นมาก ลิปสติกที่เพิ่งเติมไว้ใหม่ๆ เมื่อตอนที่อยู่บนเครื่องบินต้องเปื้อนเปรอะริมฝีปากโรลท์แน่ ตอนที่เขาบังคับจูบนั้นจากเธอ เพียงแต่ว่าตอนนั้นอะลันน่าโกรธจนเกินกว่าที่จะทันสังเกตเห็นได้และเขาก็เดินจากเธอไปทันทีเมื่อสมปรารถนาแล้วเพื่อไปรับกระเป๋าให้ ก็คงจะเป็ระหว่างที่เดินจากไปนั่นเอง ที่เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดรอยลิปติกออกจากริมฝีปาก
ขณะนี้โรลท์กำลังยื่นผ้าเช็ดหน้าจากมือพี่ชายอย่างงงๆ นั้น สายตาของเขาก็จับจ้องอยู่กับรอยลิปสติก ที่ติดอยู่ อะลันน่าได้แต่มองไปทางโรลท์อย่างอยากจะฆ่าให้ตายนัก แต่หัวใจของผู้ชายคนนี้แข็งราวกับเหล็ก เพราะฉะนั้นถึงเธอจะทิ่มแทงด้วยสายตาคึมปลาบอย่างไรเขาก็ย่อมจะไม่รู้สึกอยู่ดี กลับจะมีประกายขบขันจุดขึ้นในดวงตาเสียด้วยซ้ำ
เคิร์ทใช้ผ้านั้นเช็ดลงบนริมฝีปาก สายตาตวัดแวบมองดูรอยที่เกิดขึ้นอย่างจะเปรียบเทียบอยู่ ศักดิ์ศรีทำให้อะลันน่าเชิดคางขึ้น มันคล้ายจะเป็การท้าทายอยู่เป็นัยแต่สายตาที่แปล่งแววคำถามนั้นหันไปมองทางโรลท์ ซึ่งเอื้อมมือมารับผ้าเช็ดหน้ากลับคืนไป
“ฉันขโมยจูบต้อนรับการกลับมาบ้านที่สนามบินก่อนแก” โรลท์ตอบคำถามในดวงตาด้วยน้ำเสียงสงบ
อย่างน้อยเขาไม่ได้รวมความเป็ทำนองว่าเธอได้มอบจุมพิตนั้นให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจแต่อย่างใด อะลันน่าคิดอย่างเคร่งขรึม สีหน้าของเคิร์ทในตอนนี้เหมือนเขากำลังชั่งน้ำหนักในคำอธิบายประโยคนั้นของพี่ชายอยู่ แต่ไม่ว่าเขาจะสรุปความอย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลย ยามที่เขาเบือนหน้ากลับมามองอะลันน่า แต่เธอคิดว่าพอจะมองเห็นอยู่ว่าสันกรามของเขาขบกันจนนูนขึ้น
“เอ้า...แล้วนี่กุญแจรถฉัน กระเป๋าเดินทางของอะลันน่าอยู่ท้ายรถ แกเอาไปได้เลย” โรลท์โยนกุญแจให้เคิร์ท “แกควรพาเขาไปส่งบ้านเสียตอนนี้เลย”
“ไปแน่” เคิร์ทตวัดมือรับกุญแจมากำไว้แน่น พาดแขนข้างหนึ่งลงโอบไหล่อะลันน่าไว้
โรลท์เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เมื่อหนุ่มสาวทั้งสองทำท่าจะเดินออกจากไปห้อง
“อ้อ...ก่อนที่แกจะไปนะเคิร์ท ฉันก็อยากจะเตือนอะไรแกตรงๆ ไว้สักอย่างหนึ่งว่า” ขณะที่พูด เขาก็เอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้กดนิ้วลงไปตามเลขหมายที่้าพร้อมกัน ไม่สนใจที่จะเงยหน้าขึ้นมามองน้องชายหรืออะลันน่าเสียด้วยซ้ำ ขณะที่เอ่ยปากพูด “อันที่จริง แกก็ลงสนามในเื่ของอะลันน่าอย่างไม่มีคู่แข่งมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นนับั้แ่นี้ต่อไป ฉันก็จะลงเป็คู่แข่งของแกอีกคนหนึ่งด้วย”
อะลันน่าอุทานออกมาด้วยความใ แทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่าจะได้ยินเขาพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้นมันเป็คำพูดทื่อๆ ไม่มีการแต่งเติมให้ไพเราะเพราะพริ้งอย่างใดทั้งสิ้น...มันช่างเป็เื่ที่เหลือเชื่อเอาจริงๆ ที่โรลท์จะพูดในเื่ที่เกี่ยวกับตัวเธอราวกับว่า ขณะนั้น ไม่มีเธอรวมอยู่ในห้องด้วย และแล้วยังพูดจาเป็ทำนองว่าเธอคือรางวัลสักชิ้นหนึ่ง ซึ่งคู่แข่งจะได้รับไปเมื่อได้ชัยชนะ หรือราวกับว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีสิทธิ์จะเลือกผู้ชายคนที่ตนพึงใจเช่นนั้น