ตอนที่ 36 รูบี้
“พิษร้ายแรง?” เคลอุทานแปลกใจ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างใจเย็นและไม่ได้เดือดดาล บาทหลวงเดลี่ไม่มีทางที่จะวางยาพิษเด็ก ๆ แน่นอน ถึงแม้ว่านิสัยของมันจะระยำไปนิดไม่สมกับเป็นนักบวชเลยก็ตาม แต่ก็ไม่น่าถึงกลับกล้าทำร้ายเด็ก ๆ “ใช่เห็นว่าน้ำที่ตักมาจากแม่น้ำปนเปื้อนพิษทำให้คนที่ดื่มเกิดเจ็บป่วยไข้พิษ ช่วงนี้ก็เลยมีแต่คนติดพิษทั้งนั้น” บาทหลวงเดลี่เอ่ยใบหน้านิ่ง ยังไงเสียคนตรงหน้าก็เป็นเด็กกำพร้าที่เขาเคยเลี้ยงดู แถมยังชอบกลับมาบริจาคเงินให้กับเด็ก ๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอาหาร ทุกปี ทำให้มันไม่ต้องเจียดเงินแบ่งให้กับค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูเด็กกำพร้า ‘ว่าแต่เจ้านี้มันชื่อแซ่อะไรกัน’ “อะไรนะ! น้ำปนเปื้อนพิษจากแม่น้ำงั้นเหรอเป็นไปยังไงเขตทางใต้ไม่เห็นมีข่าวอะไรเช่นนี้เลย” จะว่าไปเคลก็สังเกตไม่เห็นคนเดินเข้าโบสถ์เลย หรือว่าข้างในกำลังเป็นสถานที่พักรักษาตัวกันอยู่กันนะ “ทางใต้น่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะว่าเป็นต้นน้ำ แต่ทางเหนือเป็นปลายน้ำ ทำให้ตอนนี้เขตเหนือก็มีประกาศเกี่ยวกับพิษลึกลับกันอยู่น่ะ นี่ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมืองหรือยังไง” “...” เคลไม่มีอะไรจะแย้ง “แล้วเด็ก ๆ ละอยู่ที่ไหน” “โอ้อยากไปพบหน้างั้นหรือ ก็น่าจะอยู่ที่บ้านพักหลังโบสถ์ละนะเพราะในโบสถ์มีสามัญชนติดพิษกำลังรักษาตัวกันอยู่” บาทหลวงเดลี่เอ่ยบอก “เข้าใจแล้ว” เคลพยักหน้าก่อนจะเลาะโบสถ์ไปบ้านพักเด็กกำพร้า บาทหลวงเดลี่หรี่ตามองเคลที่เดินจากไป “อ๋อจำได้แล้วเจ้าเด็กแสบที่ชอบต่อต้านฉันนี่ จะว่าไปมันก็มาทุกปีนี่ ทำไมถึงจำไม่ค่อยได้กันนะ แก่แล้วก็งี้แหละ แต่ยังไงซะก็เตรียมตัวบอกลาเหล่าเด็กที่แกห่วงใยดี ๆ ละคิฮ่าฮ่า” บาทหลวงหัวเราะแสยะยิ้ม เมื่อหลายเดือนก่อนมันได้พบกับใครบางคน ใช่พวกมันคือปีศาจพวกมันบอกว่า จิตใจของมันนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แต่มันก็ค้านออกไปว่าตัวมันเป็นนักบวชแถมฝึกฝนธาตุแสงด้วย แต่ว่าปีศาจตนนั้นก็ให้ข้อมูลว่า ก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่หรือที่ว่าทำไมถึงได้บ่มเพาะและฝึกฝนกฎเกณฑ์ไม่ไปไหน ใช่แล้ว! ตัวมันเองที่ได้ฟังก็ได้เข้าใจ ว่าทำไมถึงบ่มเพาะไม่ไปไหนเพราะเหตุนี้งั้นเหรอ ระดับนักเวทย์ขั้นต้นกับกฎเกณฑ์ธาตุแสงผู้ใช้เวทย์ขั้นสูง ใช้เวลาตั้งหลายร้อยปีกว่าจะขยับเขยื้อน เพราะแบบนี้เอง ด้วยที่ตัวมันไม่รู้เลยว่า เจ้าปีศาจตรงหน้ากลับยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย หลังจากนั้นมามันก็ได้วิธีบ่มเพาะพลังเวทย์และกฎเกณฑ์ธาตุมืดมา แล้วตัวมันก็รู้ได้ถึงความเร็วในการฝึกฝนอันน่าพิศวง แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว! และยิ่งวันนี้มันได้รับรางวัลอย่างวิธีการพิเศษที่ช่วยให้เพิ่มอายุขัย ของมันที่ใกล้จะดับลง จากการที่มันได้ทำภารกิจลุล่วง ภารกิจลอบวางยาพิษลงในแม่น้ำเขตเหนือ! และอีกอย่างพิธีการเองก็พร้อมใช้งานได้อยู่ตลอดเวลาเพียงแค่ต้องรอเวลาเท่านั้น! ….. บ้านพักเด็กกำพร้าเป็นอาคารชั้นเดียวยาว เมื่อเข้าไปข้างในแล้วก็มีเตียงมากมาย เรียงแบ่งซ้ายขวา เพื่อให้เหล่าเด็กกำพร้าทั้งหลายได้หลับนอนกัน ด้านหลังสุดจะเป็นห้องครัวและโต๊ะสำหรับทานอาหาร เด็กกำพร้าที่โบสถ์รับเลี้ยงในแต่ละปีจะมีประมาณ 100 คน ทุก ๆ ปี ถึงแม้จะมีจำนวนเด็กกำพร้าที่เยอะมากในเมืองหลวงแต่ทางโบสถ์ก็รับได้เพียงแค่นี้ในแต่ละปีเท่านั้น ก่อนเคลจะเปิดประตู เขาก็ได้ยินเสียงร้องของเด็ก ๆ อย่างเจ็บปวดแว่วเข้าหู เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วเคลก็ได้พบกับเหล่าเด็กทั้งหลายที่นอนบนเตียง บางร้องกุมท้องอย่างเจ็บปวด บางมีก็มีเด็กพยามข่มตาหลับเพื่อหลบหนีความเจ็บปวด เด็กทั้งหมดต่างติดพิษกันทั้งนั้นเพราะได้ดื่มน้ำจากแม่น้ำเข้าไป มีบ้างที่มีเด็กโตอายุ 14 ปี 7-8 คนที่ไม่ได้ดื่มไปทำให้ยังแข็งแรงอยู่ก็ต้องมีหน้าที่มาช่วยดูแลเหล่าเด็กที่นอนเจ็บปวดบนเตียง โดยคอยมีหญิงสาวคนหนึ่งสั่งการอยู่ ‘เครื่องแต่งกายนั่น นักบุญหญิงนี่’ เคลคิดในใจเพราะว่า เธอสวมชุดคลุมหัวสีขาวลวดลายขลิบเหลือง มันเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับนักบุญหญิง มันคล้ายกับชุดแม่ชีชุดดำในโลกก่อนที่เคลเคยเห็นแต่ว่าที่โลกนี้ชุดมันสีขาว ส่วนพวกนักบวชชายสวมชุดดำแบบที่เคลเคยเห็นในโลกก่อนเป๊ะ ๆ เลย เคลได้เห็นก็เข้าไปทักทายทันที “ท่านนักบุญหญิงสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” แต่ว่ายังไม่ทันได้ถามไถ่เหล่าเด็กที่ยังลืมตาอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองอย่างสงสัย พวกเขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาแต่ว่าชายคนนี้ใบหน้าดูเด็ก ไม่ใช่ใบหน้าเหี้ยมโหดเหมือนพี่เคลเลยแม้แต่น้อยแต่ว่าก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “นั่นพี่เคลนี่....ใช่พี่เคลหรือเปล่า” “พี่เคลมางั้นเหรอ” “พี่เคลจริงด้วย พี่ดูหล่อก็เดิมเสียอีก” “ทำไมใบหน้าเหี้ยมโหดของพี่ถึงได้กลายเป็นหนุ่มหน้าตาดีเช่นนี้” เสียงของเหล่าเด็กเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นจนทำให้เด็กหลายคนลืมตาตื่น พวกเขาดีใจเหมือนได้พบกับความหวังและลืมความเจ็บปวดไปชั่วครู่กันเลย “เด็ก ๆ อย่าพูดเสียงกันสิมันจะทำให้อาการติดพิษมันอาจกำเริบได้อีกนะ” เสียงดุของนักบุญหญิงเพื่อทำให้เหล่าเด็ก ๆ เงียบและนอนพักผ่อนเพื่อให้ไม่อาการมันรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเธอก็หันมาดุเจ้าตัวการที่ทำให้เด็กเสียงดัง “นี่คุณเป็นใครทำไมถึงได้เข้ามาในบ้านพักของเด็ก ๆ สถานที่แห่งนี้คนภายนอกห้ามเข้านะ” เคลได้ฟังก็แปลกใจ ปกติเขาก็มาทุกปีนักบุญหญิงหลายคนก็รู้จักเขาดีด้วย ‘คนมาใหม่งั้นหรือแต่ว่าหน้าตาคุ้น ๆ นะเนี่ย’ ใบหน้าเรียว ตากลมสีฟ้า ผมและคิ้วสีบลอนด์เหลือง ให้ความรู้สึกเป็นหญิงสาวสไตล์ยุโรปในโลกก่อนของเขาเลย “อ่าพี่เคลไม่ใช่คนแปลกหน้านะครับพี่สาวรูบี้” เด็กบางคนเอ่ยค้าน “ใช่พี่เคลมาเยี่ยมเยียนที่นี่ทุกปีเลย” “รูบี้..รูบี้งั้นเหรอ” เคลเอียงหน้าส่งสายตาถามอย่างสงสัย ซึ่งนักบุญหญิงคนนั้นก็ขมวดคิ้วส่งกลับมาอย่างสงสัยก่อนจะนึกขึ้นออก “เคลย์เมอร์ เคลย์เมอร์งั้นเหรอ” “อ่าใช่” เคลตอบกลับไป นักบุญหญิงตรงหน้าคือเพื่อนสมัยที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่โบสถ์แห่งนี้เช่นกัน แต่เขาจำได้ว่าหล่อนเมื่อตอนอายุครบ 15 ปี เห็นว่าสามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์ได้ บาทหลวงก็เลยส่งเข้าหน่วยพาลาดินไป ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่สามารถสัมผัสพลังเวทมนตร์จะถูกเข้าสู่หน่วยพาลาดินทันที ถ้าไม่สามารถฝึกฝนได้ ก็จะเข้าสู่การเป็นนักบุญหญิงแทน เห็นทีคงเป็นเพราะว่ารูบี้น่าจะกลายเป็นนักบุญหญิงแทน แต่ว่าทำไมหลายปีมานี้เขาถึงไม่ได้เห็นรูบี้ที่โบสถ์นี้กันเลยละ และเขาก็รู้สึกสัมผัสได้ว่านักบุญหญิงตรงหน้าแข็งแกร่งไม่ใช่เล่น “เหทำไมหน้าดูดีกว่าเดิมกันละเนี่ยตอนสมัยเด็ก ๆ ใคร ๆ ก็ว่าเคลเป็นผู้ใหญ่ในวัยเด็กทั้งนั้นเลยนะ” นักบุญหญิงรูบี้กล่าวอย่างแปลกใจ เธอรู้สึกดีใจไม่น้อยที่เจอเพื่อนในวัยเดียวกัน “คงเป็นเพราะว่าเทพธิดาไกอาคงสงสารหน้าตาของเคลจึงอวยพรอย่างแน่นอน” เคลได้ฟังก็คิ้วกระตุก นี่เพื่อนสมัยเด็กเขาทักทายกันแบบนี้หลังไม่ได้เจอกันมานานเหรอเนี่ย แต่ยังไงเสียนิสัยของหญิงสาวก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กกำพร้าแล้ว เธอศรัทธาอย่างสุดโต่ง เธอเคารพเทพธิดาไกอาอย่างสุดหัวใจ จนทำเอาเคลไม่อยากคุยด้วยเลยเชียว ‘ให้ตายเถอะ’ หลังจากนั้นเคลก็ได้ถามสารทุกข์สุกดิบว่าเป็นยังไงมายังไงถึงได้มาเป็นนักบุญหญิง สีหน้าของเธอตอนแรกที่ได้ฟังก็เหมือนจะกุมความลับบางอย่างที่ไม่สามารถเล่าได้ เธอก็ปัดบอกว่าได้มาประจำการที่โบสถ์แห่งนี้เมื่อ 7 เดือนก่อน เพราะร้องขอทางวิหารว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่ที่เติบโตขึ้นมาจึงอยากจะตอบแทนด้วยการประจำการอยู่ที่นี่ ส่วนเคลเขาก็ไม่ได้อยากจะรู้อะไรเยอะขนาดนั้นเพราะงั้นแล้วจึงไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ เห็นทีจะเป็นเหล่าเด็กทั้งหลายที่กำลังนอนกุมอย่างเจ็บปวดเพราะอาการรุนแรงจากพิษ “แล้วเด็กพวกนี้จะรอดจากอาการติดพิษได้มั้ยรู้บี้” เคลถามและมองเหล่าเด็กด้วยสีหน้ากังวล จะให้เขาใช้โพชั่นเพิ่มชีวิตช่วยก็ได้แต่ว่านั้นจะเป็นการเปิดเผยความลับนี้ให้เพื่อนสาวเขารู้ นักบุญหญิงรูบี้ส่ายหัวและส่งเสียงเบา ๆ ให้เคลฟังเพราะกลัวเหล่าเด็กจะได้ยิน “พิษเหล่านี้เป็นพิษที่มาจากปีศาจ เคลรู้มั้ยว่าช่วงนี้ปีศาจได้ลอบแฝงตัวปะปนอยู่ในเมืองนี้ และพิษนี้แก้ไขได้ยากมากเพราะไม่รู้ชนิดของมันเลย” “และฉันก็ได้แต่บรรเทาด้วยเวทย์ธาตุแสงมาหลายวันแล้ว คนธรรมดาที่ติดพิษเองก็พักรักษาตัวอยู่ในโบสถ์หลักด้วยเช่นกัน ตอนนี้สถานการณ์กำลังวุ่นวายอย่างมาก ทางศาสนจักรเองพยามอย่างเต็มที่ ส่งนักบวชหลายคนมาประจำการที่โบสถ์อย่างเป็นการด่วนเลย” เคลพยักหน้ารับฟัง “อย่างงั้นเหรอ” ********************************