เหนือจุดที่พวกเอ็ดวานอยู่ สูงขึ้นไปคือปราสาทโบราณที่ถูกยึดครองโดยกราโด อมนุษย์ผู้มีฉายาว่า ‘ซอมบี้ลอร์ด’ ชายผู้เป็นเป้าหมายหลักของภารกิจที่เอ็ดวานและฮาจาได้รับมา
สาเหตุที่เขาเลือกปราสาทร้างแห่งนี้เป็นที่ซ่องสุมกำลังมาจากสองเหตุผลหลัก เหตุผลแรกคือมันถูกสร้างอยู่บนเกาะที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ส่วนเหตุผลอีกข้อที่สำคัญยิ่งกว่าข้อแรก เกาะแห่งนี้คือสถานที่ที่ร่างขนาดยักษ์ของเทพปีศาจหลับใหลอยู่
นอกจากทะเลสาบอันตรายที่เป็นปราการทางธรรมชาติ ร่างที่ใหญ่โตราวขุนเขานั้นยังถูกโอบล้อมอีกชั้นด้วยปราสาทโบราณและสิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังจากฝีมือของเหล่าซอมบี้บริวารของกราโดนั่นเอง แน่นอนว่ามันไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมายุ่งกับร่างของเทพปีศาจเท่านั้น
หลายวันก่อนพวกเอ็ดวานเข้าใจว่าพวกเขาโชคดีที่พบทางลับเข้าสู่เกาะแห่งนี้ ทางลับที่ว่าคืออุโมงค์ขนาดใหญ่ที่พาพวกเขาลอดใต้ทะเลสาบ แต่ที่พวกเอ็ดวานไม่รู้คือทันทีที่พ้นออกมาจากอุโมงค์มันไม่ได้พาพวกเขากลับสู่พื้นเบื้องบน แต่กลายเป็นว่าพวกเขาติดอยู่ในทางวกวนใต้ปราสาทที่เต็มไปด้วยกับดักและเดวัลที่ร้ายกาจไม่ต่างกัน
กราโดรับรู้ถึงการมาของผู้บุกรุกอยู่ตลอด แต่เขาไม่ใส่ใจมากนักเพราะมีภารกิจสำคัญกว่าที่ต้องรีบสะสาง เขาพบว่าร่างของเทพปีศาจที่อยู่ในสภาพจำศีลมาตลอดหลายพันปีกำลังจะตื่นขึ้นในไม่ช้า และนี่เป็นโอกาสที่จะได้ทดลองผลงานที่เขาทุ่มเทสร้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ซอมบี้อายุหลายพันปียิ้มมุมปากขณะมองลานกว้างและสิ่งก่อสร้างโดยรอบที่มีอักขระเวทร้อยเรียงทั่ว เขายืนอยู่ส่วนในของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ก่อนจะเริ่มพิธีขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อม กราโดบริกรรมคาถาตามที่ฝึกท่องมาตลอดหลายเดือนจนคล่องปาก ภาษาโบราณที่ไม่มีใครรู้จักพรั่งพรูออกมาพร้อมกับบังเกิดแสงสีแดงตามอักขระเวทที่พื้น ไล่จากลานกว้างถึงยอดปราสาท
อันเดดบริเวณนั้นต่างรีบเบียดตัวหนีออกจากลานพิธีโดยที่พวกมันเองไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัวหรืออะไร
[อันเดด (Undead) คำเรียกรวมเหล่าปีศาจที่เคมีชีวิต แต่ถูกทำให้อยู่ในสภาพที่เปลี่ยนไป เช่น ผี ซอมบี้ แวมไพร์ แบนชี โครงกระดูกผี]
ทั้งตัวปราสาทและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ กำลังสั่นคลอนรุนแรง ประกอบกับลมกระโชกแรงไร้ที่มา ท้องฟ้ายามกลางคืนที่มืดมัวมีเมฆทะมึนหมุนวนปกคลุมจนไร้ซึ่งแสงจากจันทร์และแสงดาว แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือแสงจากอักขระเวทสีแดงที่ครอบคลุมแทบจะทั้งเกาะซึ่งกำลังทักทอเข้าด้วยกัน บังเกิดเป็นวงแหวนเวทขนาดใหญ่ลอยคว้างเหนือร่างมหึมาของเทพปีศาจ
ผืนน้ำรอบปราสาทกระเพื่อมเป็นวงก่อนจะมีละอองแสงจำนวนมากผุดขึ้นและลอยมารวมตัวอยู่เหนือวงแหวนเวท
“ในที่สุดแผนการนี้ก็สำเร็จ หวังว่าท่านอาร์มอนเดจะพอใจนะ” กราโดที่เพิ่งบริกรรมคาถาเสร็จยืนมองภาพเหล่านั้นด้วยใจลิงโลด ทว่าเขาดีใจได้ไม่นานนัก บริเวณที่สั่นสะเทือนรุนแรงอยู่แล้วยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทั่งกำแพงรอบด้านเริ่มปริแตกจนทำให้อักขระเวทที่ถูกสลักไว้โดยทั่วแยกออกจากกันและในทันใดนั้นเอง...
เพล้ง!
มันเป็นเสียงจากจินตนาการ แต่ไม่ว่าใครที่เห็นภาพนั้นต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน วงเวทเหนือท้องฟ้าไม่สามารถทนทานต่อพลังมหาศาลที่ผ่านเข้ามาได้ มันแตกกระจายราวกับกระจกถูกทุบ กราโดมองภาพนั้นโดยยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นร่างที่นิ่งสงบมาตลอดหลายพันปีก็ขยับตัว บางส่วนของปราสาทและสิ่งก่อสร้างที่รายล้อมเริ่มพังทลายลง เผยให้เห็นฝันร้ายของมวลมนุษยชาติที่ถูกซ่อนเอาไว้มันคือ...
“เทพปีศาจเดสคารินกา!” กราโดอุทาน แม้เขาจะเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม แต่การเห็นสัตว์ประหลาดตัวเท่าภูเขาเริ่มเคลื่อนไหวในระยะประชิดเช่นนี้ก็อดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้
ซอมบี้ลอร์ดอย่างเขาแม้จะไม่กลัวความตาย แต่ก็ยังมีจิตเกรงกลัวสิ่งที่มีพลังเหนือกว่า เขารีบกระโดดออกจากตำแหน่งเดิมที่เคยยืนอยู่และถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับเทพปีศาจ ปราสาทและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ของเขาพังทลายไม่เหลือชิ้น ดีแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้
กราโดสั่งซอมบี้ทั้งหมดเข้าต่อสู้กับเทพปีศาจ ซากศพนับพันนับหมื่นเข้าต่อสู้กับศัตรูขนาดมหึมาอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าภาพนี้ราวกับช้างไล่เหยียบกองทัพมด อันเดดมากมายไม่อาจทำอะไรศัตรูเพียงหนึ่งเดียวนี้ได้เลย เพียงอึดใจเดียวกองทัพผีดิบที่เขาสั่งสมมานานก็ถูกบดขยี้จนบางตา
ผู้มาใหม่ทั้งสามที่รอดจากการถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับซากปราสาทเพิ่งมาถึงที่นี่ และสองคนในนั้นทำได้แต่อ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก
“โห!” เด็กสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มเบิกตาโตเท่าไข่ห่านมองภาพตรงหน้า ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมคณะเดินทางอีกคน
“นี่มัน หรือว่าจะเป็น...”
“เทพปีศาจ” โซลาร์พูดแทรกประโยคของเอ็ดวาน เมื่อเห็นคนถูกพูดแทรกหันขวับมามอง เขาจึงเอ่ยต่อว่า “ข้ากลัวเจ้าพูดผิดเป็น ‘นี่มัน หรือว่าจะเป็นลูกบอลยักษ์’ ”
ฮาจามองเทพปีศาจแล้วคิดตามคำพูดของโซลาร์ เธอรู้สึกเห็นด้วยเพราะรูปร่างมันเหมือนกับลูกบอลมหึมาที่มีลูกตาขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง นอกจากนั้นทั่วร่างของมันยังมีแขนขาคล้ายมนุษย์งอกออกมามากมาย
ซอมบี้ดัดแปลงที่สูงร่วมร้อยเมตรดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับร่างที่ใหญ่โตราวขุนเขา เทพปีศาจใช้แขนขาสีดำเหล่านั้นฉีกกระชากร่างยักษ์พวกนั้นทิ้งอย่างน่าสยดสยอง
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพปีศาจมีมานานนับพันๆ ปี มันเป็นฝันร้ายที่แท้จริงของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่มีใครในทวีปบริซาเนียจะไม่รู้จักกับเจ้าสิ่งนี้ มันคืออาวุธมีชีวิตที่ถูกนำมาจากมิติอื่นเพื่อทำลายมนุษย์ให้หมดสิ้น แม้ว่าผู้ที่นำมันมาสู่โลกนี้จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่การมีตัวตนของเทพปีศาจก็ยังคงหลอกหลอนมนุษย์ตั้งแต่นั้นมา
เอ็ดวานและฮาจาไม่คาดคิดว่าตนจะต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่เคยเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า ทั้งสองมองไปยังชายอีกคนหนึ่งซึ่งไม่มีท่าทีแปลกใจ เขากำลังมองขึ้นฟ้าในทิศทางตรงกันข้ามกับเทพปีศาจโดยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
“ทำยังไงกันดีคะ รีบกลับไปแจ้งข่าวดีไหม” นักบวชสาวรู้สึกร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก เธอมองกองทัพซอมบี้ที่คอยถ่วงเวลาเทพปีศาจซึ่งบัดนี้เหลือจำนวนน้อยลงทุกที
โซลาร์ได้ยินก็เอ่ยขึ้นพลางชี้ไปยังกราโดซึ่งกำลังบงการกองทัพซอมบี้อยู่อีกฟากหนึ่ง “พวกเจ้าจะมาปราบเจ้าของปราสาทนี่ไม่ใช่รึ นั่นไง อยู่ตรงนั้น”
“แต่...ข้าว่าตอนนี้เรื่องของเทพปีศาจสำคัญที่สุด ถ้าไม่รีบหาหนทางทำอะไรสักอย่างกับมันล่ะก็ โลกนี้ถึงกาลดับสูญแน่” เหงื่อเย็นๆ ไหลลงข้างแก้มของเอ็ดวาน
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า เจ้านี่น่ะยังตื่นขึ้นมาไม่สมบูรณ์ และข้าก็พอจะรู้วิธีจัดการมันอยู่บ้าง”
“จริงหรือ ดีจังเลยค่ะ” นักบวชสาวรู้สึกโล่งอกมากที่เพื่อนร่วมทางคนใหม่นี้รู้วิธีกำจัดเทพปีศาจ
“ท่านโซลาร์นอกจากจะฝีมือดีแล้วยังฉลาดอีกด้วย ไม่เหมือนพวกเราเลยค่ะ”
แม้ฮาจาจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ประโยคนั้นแทงใจดำเอ็ดวานเสียพอดี เขาเองรู้สึกดีใจอยู่หรอกที่เจ้าหน้าหวานนี่มีวิธี แต่มันก็ยิ่งทำให้รู้สึกสงสัยว่าคนตรงหน้าแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่
ในตอนนั้นเอง นอกจากเสียงครืนครันของท้องฟ้า เสียงการต่อสู้ระหว่างเทพปีศาจกับซอมบี้ กลับมีเสียงหนึ่งดังกระหึ่มมาจากทิศหน้าปราสาท
“เอาล่ะ มาถึงเสียที” โซลาร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับหันมองทางต้นเสียง เป็นเหตุให้อีกสองคนต้องเอี้ยวตัวมองตาม