หวงหยางหลิวหันมายิ้มให้กับสตรีนางหนึ่งสตรีผู้มีใบหน้างดงาม ดวงตาสุกใส ผิวขาวเปล่งประกายภายใต้ชุดเก่าสุภาพชุดหนึ่ง หากพูดถึงความงามหยาดฟ้ามาดินก็คงไม่พ้นจากสตรีตรงหน้าผู้นี้อย่างแน่นอน
เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย
นี่เป็ครั้งแรกในรอบสิบปีที่ทั้งสองได้เจอกันความสัมพันธ์อันลึกลับของทั้งสองยากที่ผู้คนจะเข้าใจได้
สตรีไร้รากผู้หนึ่งอยู่ไม่เป็หลักแหล่ง แต่ความงามของนางเป็หนึ่งไม่มีสองวรยุทธ์ก็อยู่ชั้นแนวหน้าเช่นกัน หวงหยางหลิวยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า
“เ้ามาแล้ว...”
“...ข้ามาแล้ว”
“ข้าเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเ้าตลอดมา”
“ข้าเองก็คิดถึงท่านตลอดมา”
“เ้าซูบผอมไปแล้ว”
“ท่านก็เช่นกัน”
ทั้งสองพูดกันด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่ภายในใจล้วนเต้นไม่เป็จังหวะความสัมพันธ์ทางใจของทั้งคู่ล้วนมีสิ่งกีดกั้นั้แ่แรกเริ่มแต่ก็มิอาจทำลายสิ่งกีดขวางนี้ได้ อาจจะด้วยมโนธรรมหรือคุณธรรม มิมีผู้ใดทราบ
หวงหยางหลิวปลดกระบี่ลงมาเขาก้าวไปหาจวงซูเม่ยด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นความในใจก็อัดแน่นด้วยเช่นกัน
“ข้าเก็บกระบี่เล่มนี้ไว้ข้างกายตลอดมาข้าทะนุถนอมมันยิ่งกว่าสิ่งใด มันมิเคยเปื้อนโลหิตของผู้ใด เ้าเข้าใจกระมัง”
“ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
จวงซูเม่ย ยื่นมือมารับกระบี่สายรุ้งจากมือหวงหยางหลิวน้ำตาสองหยดไหลออกมาจากดวงตา เมื่อนางถอยออกมาสองก้าว จึงกล่าว
“ท่านจะจากไปจริงๆ เหรอ?”
หวงหยางหลิวยิ้มอย่างขมขื่นกล่าวว่า
“ใช่”
จวงซูเม่ย ยิ้มให้บุรุษตรงหน้าครั้งหนึ่งยิ้มที่แฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาแฝงความรักที่ล้ำลึกตราตรึง
นางชักกระบี่ออกมาออกมาอย่างเชื่องช้า กระบี่ยังคงเป็กระบี่เล่มเดิม มิมีร่องรอยแตกบิ่นสึกหรอ บุรุษที่นางฝากกระบี่ไว้ดูแลมันอย่างดียิ่ง นั่นกลับทิ่มแทงจิตใจนางให้เ็ปยิ่งกว่าเดิมหากว่ามีรักคงมั่นอยู่ภายในจิตใจ ไฉนถึงมิอาจเคียงข้างพลอดรักอย่างสุขสมหวัง
จวงซูเม่ยถอยหลังไปสามก้าวแล้วยื่นกระบี่ไปข้างหน้า ปลายกระบี่ห่างจากปลายจมูกของหวงหยางหลิวสี่นิ้ว
“ท่านรับมือเราสามกระบี่”
หวงหยางหลิวหลับตาลงช้าๆ นี่เป็สิ่งที่เขาหวั่นเกรงที่สุดในชีวิต สตรีเบื้องหน้าเป็ยอดฝีมือระดับใกล้เคียงกับเขา ฝีมืออยู่ในขั้นสูงสุดของวิชายุทธ์ หากเขาไม่งัดฝีมือที่แท้จริงออกมาต้านรับ คงต้องทอดกายเป็ซากศพอย่างแน่นอนครั้งจะให้ทุ่มเทสุดฝีมือเพื่อสู้กับสตรีที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจนับร้อยปีเขาเองก็รู้ตัวดีว่าทำไม่ได้
จวงซูเม่ยไม่รอคำตอบจากบุรุษที่ตนเองแอบรักหล่อนดีดตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าในท่วงท่าเทพอัปสรระบำกระบี่ในมือกลายเป็บุปผาพรั่งพรูจู่โจมใส่หวงหยางหลิวบุปผากระบี่นับร้อยส่งเสียงดังกระหึ่มทิ่งแทงปกคลุมใส่าายุทธจักรอย่างรวดเร็ว
บริเวณรอบ ๆกลายเป็พายุหมุนแรงกล้าจากการปะทะกันของลมปราณ อาภรณ์ของหวงหยางหลิวพลิ้วกระพือพองขึ้นอย่างช้า ๆมือขวาฟาดฝ่ามือออกนับร้อยครั้งในเสี้ยววินาทีมือซ้ายที่ไขว้หลังลอบผนึกลมปราณไม่เคลื่อนคล้อย
การปะทะกันของฝ่ามือกับกระบี่ส่งเสียงดังสะท้อนไปทั่วหุบเขาร่างของจวงซูเม่ยใช้แรงกระแทกจากฝ่ามือดีดตัวลอยขึ้นสูงกว่าเดิมนางตีลังกาหนึ่งตลบพร้อมกับเปลี่ยนเป็ถือกระบี่ด้วยสองมือทิ่มแทงกระบี่ในมือออกมาอย่างไม่ขาดสายปลายกระบี่กลายเป็บุปผาสีเืนับพันดอกทะยานมุ่งใส่หวงหยางหลิวด้วยความเร็วที่เหนือกว่ากระบี่แรก
ลมฟ้าอากาศแปรปรวนในทันใดพายุหมุนวนไปทั่วยอดเขาแห่งนี้ ใบไม้ใบหญ้าในบริเวณใกล้เคียงล้วนถูกดึงดูดมารวมกันอยู่ด้ายหลังของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผู้อหังการดุจเทพธิดาแห่งการทำลายล้าง
แว่วเสียงแค่นอย่างเ็าของทาสราชันย์ดังแว่วมามันย่อมไม่พึงใจที่มีคนบังอาจมาวุ่นวายในราชพิธีปุณภพของบิดาบุญธรรมแต่มันก็ไม่โง่เขลาเกินกว่าจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสองคน จึงหลบซ่อนตัวเอาไว้ไม่ออกมาอาละวาด
หวงหยางหลิวหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีนี่เป็กระบวนท่าหมื่นบุปผาเื กระบวนท่าขึ้นชื่อของจวงซูเม่ยที่ยังไม่มีผู้ใดใครรอดชีวิตหากตั้งรับโดยตรงโดยไม่ตอบโต้ไม่น่าเชื่อว่าสตรีนางนี้จะอำมหิตเยือกเย็นถึงเพียงนี้กลับลงมือแบบไม่ยั้งมือไว้ไมตรีแม้แต่น้อย
เขาไม่มีเวลาแก้ไขสถานการณ์อีกแล้วจำเป็ต้องใช้ยอดวิชาออกมาใช้ เขาบรรจงฟาดฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปพร้อมกับก้าวถอยหลังทุกหนึ่งก้าวถอยหลังฝ่ามือฟาดฟันออกไปมีนับร้อยฝ่ามือปะทะกับบุปผากระบี่ที่ทิ่มแทงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อก้าวถอยหลังถึงก้าวที่สิบก็สามารถสกัดกระบี่ได้ทั้งหมดแต่การตั้งรับโดยไม่โต้ตอบหรือหลบหนีเช่นนี้ก็ทำให้เขาถูกปราณกระบี่ชำแรกเข้าสู่ร่างกายถึงกับกระอักเืออกมาคราหนึ่งนี่เป็ครั้งแรกในรอบร้อยปีที่าายุทธจักรกระอักเืออกมาเพราะการต่อสู้
จวงซูเม่ยเหมือนจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ นางกระจายลมปราณดึงดูดหมู่มวลใบไม้ใบหญ้าที่กระจายอยู่ด้านหลังให้ล่องลอยมาอยู่เบื้องหน้าของตนเองใช้พลังวัตรควบคุมพวกมันให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกลายเป็กระบี่เล่มหนึ่งขนาดของมันเทียบเท่ากับต้นไม้ใหญ่สิบคนโอบ นี่เป็ท่าหนึ่งกระบี่สยบกองทัพกระบวนท่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนาง
หวงหยางหลิวไม่รอช้าอีกต่อไปนี่เป็กระบวนท่าที่เขากริ่งเกรงที่สุด ในที่สุดนางก็ใช้ออกมาร่างของเขาพลิ้วไปดุจสายลมหอบหนึ่ง ตรงดิ่งไปที่หีบบรรจุศัสตราเทพใน่เวลานั้นเอง เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยก็สะบัดกระบี่ปล่อยดาบจำลองขนาดมหึมาพุ่งใส่ฝ่ายตรงข้ามทันที
หวงหยางหลิวหยิบโล่พิฆาตมารออกมาเมื่อพลังวัตรของเขาหลั่งไหลเข้าสู่ตัวโล่ ขอบนอกของตัวโล่ก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็วตัวโล่กลายเป็สีทองแลดูแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว
จวงซูเม่ยใช้ลมปราณทั้งหมดดันกระบี่จำลองเบื้องหน้าพุ่งสุดแรงใส่หวงหยางหลิวที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามา กระบี่จำลองั์กระแทกใส่บุรุษผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างหนักหน่วงจนพื้นดินสั่นะเืบังเกิดเสียงะเิดังสะท้านไปไกลหลายลี้ ใบไม้ใบหญ้าบางส่วนเสียดสีกับโล่สีทองจนเกิดประกายไฟลุกไหม้เป็การใหญ่ เปลวไฟลุกโชนในชั่วพริบตา
หวงหยางหลิวตกอยู่ในกองไฟถูกเปลวไฟครอบคลุบไว้มิดชิดหรือว่าาายุทธจักรผู้ยิ่งใหญ่จะมีจุดจบในสภาพถูกแผดเผาเช่นนี้
ไฟลามอย่างรวดเร็วและก็ดับลงไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันใบไม้ใบหญ้าเป็เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่นานที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้ก็มีเพียงควันหนาทึบที่ใช้เวลาช้า ๆ ในการล่องลอยไปกับสายลมชั่วเวลาอึดใจเดียวควันก็เจือจางจนสามารถมองเห็นทุกอย่างได้แล้วร่างของหวงหยางหลิวปรากฏขึ้นในสภาพสมบูรณ์พร้อมไฟไม่สามารถทำอะไรยอดยุทธ์เช่นเขาได้เลย เขาโยนโล่พิฆาตมารไปตกลงบนหีบได้อย่างแม่นยำณ ตอนนี้ไม่จำเป็ต้องใช้มันอีกแล้ว สามกระบี่ของยอดสตรีถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้วเขายังคงมีลมหายใจอยู่
“ครบสามกระบี่แล้ว”
“ท่านมีความเห็นเช่นไรกับสามกระบี่ของเรา”
“สามกระบี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งหากผสานกับเพลิงอำมหิต ข้าคงมิอาจต้านรับไว้ได้ โชคดีที่เ้าใช้กำลังเพียงครึ่งหนึ่งข้าติดหนี้บุญคุญเ้าอีกครั้งแล้ว”
หวงหยางหลิวพูดพลางยิ้มออกมาการที่เขาต้านรับเพียงถ่ายเดียว หากจวงซูเม่ยทุ่มเทสุดกำลังเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถต้านทานนางในสภาพนี้ได้ สามกระบี่สุดยอดที่นางเผยออกมาจนบัดนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจความหมายของมัน นี่เป็คำอำลาที่แสนสุดลึกซึ้ง จะมีสตรีใดเปิดเผยจริงจังเท่านางได้อีก
“แท้จริงแล้วข้า้าพูดว่าขอให้ท่านโชคดีแต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าสมควรพูดหรือไม่ เพราะทางที่ท่านเลือกกลับเป็ความตายนิรันดร์ข้าจึงถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดผ่านเพลงกระบี่หวังว่าท่านจะเข้าใจความรู้สึกของข้า”
“ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งนักโอ ข้าร็สึกยินดีและเ็ปยิ่งนัก...”
หวงหยางหลิวจ้องมองเข้าไปในสายตาของจวงซูเม่ยสิ่งที่เขาพบกลับเป็ประกายน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตาของสตรีรูปโฉมงดงามผู้นี้เหตุไฉนรักครั้งนี้จึงมิอาจเป็ไปได้ คงมีแค่เขาและนางเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามนี้ได้
“ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วผู้คนกำลังหลั่งไหลเข้ามาที่นี่ จดจำไว้นะว่าข้ารักท่านเสมอมาตลอดร้อยปีที่ผ่านมาข้ารักท่านเพียงผู้เดียว”
พูดจบจวงซูเม่ยก็ะโถอยหลังด้วยวิชาตัวเบาที่ลึกล้ำ
นางพลิ้วกายจากไปแล้ว
นางจากไปอย่างช้าๆ หัวใจของหวงหยางหลิวคล้ายจะแหลกสลาย เขา้าะโร่ำร้องให้นางกลับมา แต่ก็ไม่กระทำ
สตรีผู้นี้สูงค่าเกินกว่าจะมาเป็ตัวสำรองในใจของเขาหากนางในวันนี้ คุณค่าภาพลักษณ์ที่นางรักษาเอาไว้นับร้อยปีล้วนสูญค่า
สุดท้ายนางก็หายลับไปจากไปตลอดกาล
เขาเองก็เช่นกันได้เวลาจากไปแล้ว