วัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงค่อยๆ หมุนวนไปตามกงล้อแห่งกาลเวลา ผ่านมาเนิ่นนานหลายพันปี สิ่งมีชีวิตด้อยปัญญาจำนวนมาก ก็เริ่มวิวัฒนาการในแบบเฉพาะของตัวเอง ในจำนวนเผ่าพันธุ์อันนับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่บนมหาทวีปแพนเจียนั้น พวกเอลฟ์เลือกที่จะปกครองผืนป่าใหญ่ พวกออร์คได้ย้ายถิ่นฐานเพื่อไปอาศัยอยู่บริเวณเหนือหุบเหวทางลงไปยังทะเลลาวาเพื่อรับใช้เผ่าปีศาจ
พวกคนแคระก็เลือกปกครองอาณาเขตเทือกเขาสูง เพื่อคอยรับใช้เหล่าทวยเทพ เหล่าสัตว์วิเศษและสัตว์อสูรต่างก็กระจายตัวกันอยู่ทั่วแผ่นดินของมหาทวีปแพนเจียและอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมาย ในมหาทวีปอันกว้างใหญ่นี้ยังมีเผ่าพันธุ์เล็กจ้อยอ่อนแอนามว่า 'มนุษย์' พวกมันเป็เผ่าพันธุ์ที่ถูกชะตากำหนดให้เกิดมาโดยแทบจะไร้พลังในการต่อสู้
การต่อสู้เพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดสำหรับาต่างเผ่าพันธุ์นั้น เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ถึงจะไม่แข็งแกร่งในด้านการต่อสู้ แต่เผ่ามนุษย์ก็ได้รับพลังแห่งการเรียนรู้ตอบแทนเป็การแลกเปลี่ยน พวกมันค่อยๆ รวมตัวกัน นับจากวันแรกที่ทุกชีวิตต่างมีความรู้อย่างเท่าเทียม ผ่านกาลเวลาแห่งการเรียนรู้หลายสิบปี ผ่าน่เวลาแห่งความสูญเสียไปมากมาย มนุษยชาติค่อยๆ สะสมความรู้จนสามารถปกป้องตัวเองจากอันตรายร้ายแรงต่างๆ ได้สำเร็จ
เหล่ามนุษย์ค่อยๆ เริ่มสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเอาตัวรอด จากที่อยู่อาศัยกันแบบชุมชน ก็ขยายเป็เขตแดน จากเขตแดนกลายเป็เมือง และเมืองมากมายก็ได้รวมตัวกันจึงกลายเป็อาณาจักรหลากหลายแห่ง แต่น่าเสียดายที่เหล่ามนุษย์ไม่สามารถควบรวมอาณาจักรต่างๆ ให้กลายเป็หนึ่งเดียวกันได้อย่างแท้จริง เพราะต่อให้เป็มนุษย์ที่ได้รับการอำนวยพรให้มีความสามารถในการเรียนรู้ ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพรแห่งััอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิง
กงล้อแห่งกาลเวลาที่เคยหมุนทวนไป 1 ครั้งนั้น เป็การประทานอารมณ์ทั้งหลายให้ทุกสรรพสิ่ง คงมีเพียงตัวตนที่แข็งแกร่งระดับเทพและปีศาจเท่านั้น ที่พอจะสามารถฝืนต้านทานอารมณ์ได้อยู่บ้าง เผ่าพันธุ์มนุษย์อ่อนแอยิ่งจึงไม่อาจต้านทานอารมณ์ใดๆ ได้โดยง่าย พวกมันยังคงมีอารมณ์ทั้ง 7 จึงมักถูกล่อลวงให้หลงผิด ในบางครั้งพวกมันก็หลงละเลิง กดขี่ข่มเหงเพื่อนร่วมเผ่า พวกมันชอบการสู้รบกันเองระหว่างอาณาจักร าแย่งชิงดินแดน การล่าอาณานิคม ปล้น ฆ่า ทรมาน แต่ในบางคราบางตัวตน ก็ยังคงมีพวกที่รักสงบ โอบอ้อมอารี ดูแลช่วยเหลือ รักใคร่ซึ่งกันและกัน
มนุษย์เป็เผ่าที่มีอายุค่อนข้างสั้น ถ้าไม่โดนผลกระทบจากาตายไปั้แ่ยังเด็ก ก็อาจจะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ถึงประมาณ100 ปี แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถอยู่จนอายุเกิน100 ปี เพราะนั่นคือการได้รับพรจากพระเ้า หรือไม่ก็สามารถวิวัฒนาการตัวเองได้ทันก่อนจะหมดอายุขัย หลังจากผ่านมาเป็เวลานาน ภายในอาณาจักรขนาดเล็ก ทางทิศบูรพาของทวีปเหนือ บนดินแดนทางใต้ของอาณาจักร ซึ่งเป็อาณาเขตทิศทักษิณ ยังคงมีอาณาจักรแห่งหนึ่ง ที่ถูกปกครองโดยาาทรราช ผู้ปล้นชิงอำนาจมาจากราชวงศ์ก่อน พวกมันปกครองด้วยการขูดรีดประชาชนใต้การปกครองของตน โดยมักจะอ้างถึงความชอบธรรมว่าแท้จริงแล้ว ทางราชวงศ์กำลังปกป้องอาณาจักรอย่างยากลำบาก ทุกสิ่งมีราคา แม้กระทั่งการป้องกันเองก็เช่นกัน
ประชาชนในอาณาจักรต่างก็ต้องดิ้นรน เพื่อให้ปากท้องของตัวเองได้กินอิ่มไปวันๆ ความดำมืดปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง เคยมีผู้กล้าหาญเข้าไปต่อสู้เรียกร้องความชอบธรรมก็มากมาย แต่ผลสุดท้ายไม่ลงเอยด้วยการล้มหายตายจาก ก็ถูกขังอยู่ในคุกอันมืดมิด ถึงกระนั้นก็ยังคงมีผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมของตัวเองอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับว่า ต่อให้จักรวาลนี้จะเคยมืดมิดมาก่อนมากเพียงใด แต่พลังแห่งความยุติธรรมที่เชื่อถือนี้จะไม่หายไปไหน พวกมันจะคอยส่องประกายดังเช่นดวงดาวบนฟากฟ้า ต่อให้ดาวแต่ละดวงจะมีแสงเพียงน้อยนิด
แต่พวกมันทั้งหลายก็เชื่อว่า สักวันความยุติธรรมที่ส่องแสงเพียงเล็กน้อย จะรวมกันมากขึ้นในสักวันหนึ่ง เพื่อที่จะส่องสว่างให้เทียบเท่าดวงดาราจากทั้งจักรวาลที่รวมกัน เป็แสงที่จะสว่างไสวยิ่งกว่าแสงจากสิ่งใด สว่างแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกสรรพสิ่ง และปลดปล่อยพวกมันจากการถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยการปกครองอันชอบธรรมที่แท้จริง มุมหนึ่งภายในเมืองหลวงฮัลเฟนด์เขตการปกครองชั้นในของประเทศแทนลายัส บุรุษผู้หนึ่งนามว่า 'พาซัค' กำลังเดินวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หน้าห้องแห่งหนึ่ง ภายในห้องปรากฏเสียงร้องปานจะขาดใจของสตรีดังออกมาเป็ระยะๆ เหล่าแพทย์และผู้ช่วยทั้งหลายต่างก็กำลังทำงานของตนอย่างขะมักเขม้น บางคนก็รอคอยด้วยใจจดจ่อ โดยมีคนไข้สตรีหน้าตางดงามนอนร้องครวญครางด้วยความเ็ปอยู่บนเตียง
เวลาที่ไหลผ่านเพียงไม่นาน ภายในห้องที่เต็มไปด้วยเสียงทรมานของหญิงสาวในตอนแรก ก็ปรากฏเสียงโห่ร้องยินดีดังสวนขึ้นมา ในตอนนี้แพทย์ผู้ทำคลอดกำลังถือเด็กห้อยหัวเขย่าด้วยมือเพียงข้างเดียว และใช้มืออีกข้างตีเข้าไปที่ก้นสีชมพูนุ่มนิ่มของทารกน้อยผู้ที่กำลังทำตัวน่ารักน่าชัง เนื่องจากรู้สึกเจ็บจากการถูกตีก้น ทารกน้อยซึ่งทนไม่ไหวก็แหกปากร้องลั่นห้อง พาซัคที่รอคอยอยู่หน้าห้องทำคลอดมาอย่างยาวนาน มันสะดุ้งจากเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าแพทย์ ก่อนที่อารมณ์ความรู้สึกจะปะทุ ความตื่นเต้นดีใจราวกับพระเ้ากำลังประทานพรมาให้โดยตรงนั้น ทำให้มันต้องกลั้นลมหายใจให้กับเสียงทารกร้องไห้งอแงที่ดังตามมาทีหลัง
"ลูกข้าคลอดแล้ว ฮ่าๆ ๆ คลอดแล้ว!"
พาซัคดีใจะโะโลั่นทางเดิน มันยังคงไม่ลืมว่าสถานที่แห่งนี้ยังคงมีผู้ป่วยรายอื่นนอนพักรักษาตัว แต่ความปีติยินดีนั้นมีมากกว่าจนเก็บไว้ไม่หมด จนต้องะโระบายออกไป หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ กลุ่มแพทย์ก็ได้เดินออกมาแสดงความยินดีให้กับพาซัคที่ได้บุตรชาย ก่อนจะอนุญาตให้มันเข้าไปดูแลภรรยาและบุตรได้ มันรีบขอบคุณเหล่าแพทย์ที่ช่วยเหลือ แล้วสาวเท้าเดินเข้าไปทันที
"ที่รัก เขาแข็งแรงดีใช่หรือไม่?"
หลังจากเห็นหน้าซูทาร์นา ภรรยาสาวอายุยี่สิบปลายๆ ผู้เป็พลเมืองจากอาณาเขตทางทิศเหนือของอาณาจักร ผู้เดินทางมาทำงานในเมืองหลวง และได้พบรักจนแต่งงานและมีบุตรด้วยกัน พาซัครีบะโถามถึงบุตรชายของมันทันทีที่เห็นหน้าภรรยาผู้เป็ที่รัก
"ชู่ว...! เบาเสียงหน่อย ดูท่านทำเข้าสิพาซัค โผล่หน้ามาก็ถามหาบุตรชายเลยนะ เขาแข็งแรงดี เ้าอยากตั้งชื่อให้เขาหรือไม่?"
ซูทาร์นาส่ายหัวยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน สายตาคอยสอดส่องทารกชายตัวน้อยที่กำลังหลับใหลอยู่ในอ้อมอกอย่างรักใคร่เอ็นดู
"ข้าอยากให้เขามีชื่อที่ดี แต่ความรู้ข้ามันน้อย เ้าก็รู้หลังจากเรียนจบระดับกลาง ข้าไม่ได้เรียนต่อในระดับสูง เอาไว้เราไปให้หลวงพ่อที่โบสถ์ตั้งให้น่าจะดีกว่า ท่านคือผู้เผยแพร่สาส์นจากพระเ้าเชียวนะ"
พาซัคอยากให้บุตรชายมีชื่อที่ดีเป็สิริมงคลต่อชีวิต แต่เนื่องจากความรู้ที่มีกว้างขวางไม่เพียงพอ มันจึงไม่อยากตั้งชื่อส่งเดช หลังจากมีการก่อตั้งโรงเรียน เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาหาความรู้ และนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทุกอาณาจักรต่างลงนามเห็นด้วยที่จะให้พลเมืองทุกคน ได้เข้ารับการศึกษาภาคบังคับและต้องจบการศึกษาระดับต้นเป็อย่างน้อย แต่ถ้าอยากศึกษาต่อในระดับกลาง และสูง ผู้เรียนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเอาเอง พาซัคนั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่ด้วยเป็คนขยันอดทน มันจึงทำงานทุกอย่างที่สามารถทำได้ ส่งเสียตัวเองเรียนจนจบการศึกษาจากโรงเรียนระดับกลาง สมัยที่พาซัคเริ่มทำงาน มันอายุเพียงแค่สิบสองสิบสามปีเท่านั้นเอง แต่ด้วยความที่มันเชื่อมั่นว่าชะตาชีวิตอันยากจน จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันขยันเล่าเรียน และความเชื่อนั้นก็เป็จริงเช่นกัน มันส่งตัวเองเรียนจนจบระดับกลาง และใช้เงินที่ทำงานหามาได้ั้แ่สมัยเด็กๆ
เพื่อเริ่มทำธุรกิจขับรถม้า ด้วยความรู้ความสามารถที่มีบวกกับประสบการณ์การทำงานต่างๆ หลายปี ธุรกิจรถม้าพาซัค ถือว่าเป็ธุรกิจรถม้าชื่อดังประจำเขตเลยทีเดียว ในตอนนี้ตัวมันและครอบครัวก็ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตเปลี่ยนจากความยากจนมาเป็ครอบครัวที่มีฐานะระดับกลางค่อนไปทางสูงได้ สามารถใช้ชีวิตได้แบบไม่ติดขัด และแล้วก็มาถึงวันที่ทั้งครอบครัวต้องกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านในตอนกลางวัน พาซัคได้ขับรถม้าพาภรรยาและบุตรไปยังโบสถ์ใกล้บ้าน เพื่อให้นักบวชผู้มากความรู้เป็ตั้งชื่อให้บุตรของมัน หลังจากนักบวชทำพิธีแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์อวยพรให้แก่ทารกน้อยเรียบร้อย ก็ได้หลับตาทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะให้คำตอบเสียงเบา
"ผู้เป็แม่นั้นอ่อนโยนและเมตตา ส่วนผู้เป็พ่อก็มีสติปัญญาและความขยัน อันเป็พรจากพระเ้า ส่วนบุตรนั้นต้องเป็ผู้ที่มีปัญญาความรู้ ทั้งศาสตร์และศิลป์ผสมกับความอ่อนโยนเมตตา มิเนอร์วา!"
"มิเนอร์วา ฮ่าๆ ๆ ดี ดี เป็ชื่อที่ดีมากเลย หลวงพ่อ"
พาซัคเอ่ยทวนชื่อ ก่อนที่มันจะหัวเราะลั่นหลังจากนั้นสองถึงสามวินาที ความรู้สึกสุขใจที่เอ่อล้นนี้ทำให้ชีวิตรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ‘ข้าจะรักเ้า ดูแลเ้า บุตรแห่งข้า’ นั่นคือเป้าหมายชีวิตถัดไปที่เพิ่มเข้ามา
"มิเนอร์วา เป็ชื่อที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและดูทรงภูมิมาก!"
ซูทาร์นาก้มหัวขอบคุณนักบวชอย่างซาบซึ้ง เพราะลำพังแค่ตัวเองและสามีคงไม่มีความรู้มากพอที่จะตั้งชื่อ ให้ออกมาสื่อความหมายได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีและธุระทั้งหมดสองสามีภรรยาก็ร่ำลานักบวชและเดินทางกลับ ในระหว่างที่รถม้าแล่นไปตามทาง มักจะได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กดังลอดออกมาเป็ระยะๆ พาซัคนั่งอยู่ในตำแหน่งสารถี ผู้บังคับรถม้าก็ฮึมฮัมร้องเพลงอยู่ในลำคออย่างอารมณ์ดีไปตลอดทาง จนกระทั่งรถม้าแล่นมาจอดยังบ้านหลังหนึ่งที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เป็อาคารสองชั้นสร้างขึ้นจากหินที่ถูกนำมาเชื่อมติดกันมากมาย จากถนนเส้นหลักของตัวบ้านต้องนั่งรถม้าเข้าไปอีกห้าสิบเมตร จึงจะถึงคอกม้าที่สร้างแยกเอาไว้ หลังจากปลดม้าเข้าคอกพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว พาซัคไม่รอช้ารีบเดินมาที่ตัวรถเพื่อช่วยภรรยาขนของเข้าบ้าน
วันเวลาก็ล่วงผ่านไป ในปีที่มิเนอร์วาอายุได้ 5 ขวบ พาซัคผู้เป็บิดาได้จากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวฉับพลัน บรรยากาศภายในครอบครัวต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ด้วยความที่มิเนอร์วายังเป็เพียงแค่เด็กไร้เดียงสา ซูทาร์นาผู้เป็ภรรยาเองก็อ่อนโยนเมตตาจนเกินไป ทั้งสองไม่มีความรู้ด้านการบริหารที่มากพอ ดังนั้นธุรกิจมากว่าครึ่งจึงได้ขายให้พ่อค้าซึ่งเป็เพื่อนเก่าของพาซัค โดยแลกมากับการที่จะไม่เปลี่ยนชื่อรถม้าพาซัคไปเป็ชื่ออื่น และส่วนแบ่งจากธุรกิจในจำนวนที่เหมาะสม
หลังจากนั้นเป็ต้นมา ซูทาร์นาผู้อ่อนโยนก็ใช้เวลาทั้งหมดที่มี มอบให้แก่มิเนอร์วาผู้เป็บุตร มิเนอร์วาเติบโตมาเป็เด็กที่นิสัยร่าเริง มีจิตใจอ่อนโยนเมตตาถอดแบบมาจากผู้เป็มารดา และมีความขยันหมั่นเพียร เฉลียวฉลาดถอดแบบมาจากผู้เป็พ่อเช่นกัน ซูทาร์นาได้ใช้เงินจำนวนมากที่พาซัคผู้เป็สามีเหลือทิ้งไว้ ในการจ้างวานอาจารย์หลายๆ ท่านมาดูแลช่วยเหลืออบรมให้ความรู้มากมายแก่มิเนอร์วา ด้วยความที่มิเนอร์วาเป็เด็กขยันขี้สงสัย ก็ได้ร่ำเรียนทั้งศาสตร์และศิลป์มากมายหลากหลายแขนง เป็ชีวิตของเด็กหนุ่มที่ไม่ต้องกังวลอะไร ทุกวันมีแค่การศึกษาหาความรู้ และใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขเพียงเท่านั้น เมื่อมิเนอร์วาอายุได้ 15 ปี ผลจากการเล่าเรียนตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มส่งผล เด็กหนุ่มนำความรู้ต่างๆ มากมายที่มี มาลองปรับแต่งให้เข้ากับระบบธุรกิจรถม้าที่พาซัคเหลือทิ้งไว้ให้ ต่อให้บางส่วนจะถูกขายไปแล้วก็ตาม
เด็กหนุ่มคิดจะลองนำเอาแผนงานต่างๆ ที่มีไปเสนอให้กับผู้ดูแลคนปัจจุบัน "ดีมัวร์" ผู้ที่บริหารจัดการธุรกิจรถม้าพาซัคอยู่ในขณะนี้ หลังจากดีมัวร์ซื้อธุรกิจรถม้าบางส่วนต่อจากซูทาร์นามาได้เพียงไม่กี่ปี มันก็พัฒนาและขยายธุรกิจออกไปยังเขตชุมชนต่างๆ เรียกได้ว่าถ้าขยายจนครบทุกเขต รถม้าพาซัคจะกลายเป็ธุรกิจรถม้าหลักประจำเมืองหลวงเลยทีเดียว จนกระทั่งต่อมาทางราชวงศ์ได้เข้ามาซื้อหุ้นส่วนต่อจากดีมัวร์ไปถึง 30% และยังได้มาขอซื้อส่วนที่เหลือต่อจากซูทาร์นาไปอีก 30% เช่นกัน
แต่หญิงสาวได้ตอบปฏิเสธไป หลังจากนั้นจึงมักมีการติดต่อจากราชวงศ์มาขอซื้ออยู่เป็ระยะๆ แต่ด้วยความที่หญิงสาวเป็เพียงสตรีอ่อนแอผู้มีความปรารถนา เพียงแค่จะรักและดูแลบุตรให้ดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในบางครั้งจึงมักโดนกดดันอยู่หลายครา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ซูทาร์นาจึงตัดสินใจขายหุ้นส่วนออกไปแค่ 20% จำนวนหุ้นส่วนที่เหลืออยู่นั้น หญิงสาวตั้งใจจะยกเป็มรดกให้แก่มิเนอร์วาผู้เป็บุตร
จากนั้นเป็ต้นมาธุรกิจรถม้าพาซัคก็ถูกเติมท้ายด้วยคำว่า 'ราชวงศ์แทนลายัส' กลายเป็ธุรกิจรถม้าพาซัคแห่งราชวงศ์แทนลายัสไปเสียได้ เนื่องจากชื่อของพาซัคยังคงอยู่อีกทั้งเพื่อตัดปัญหาไม่จำเป็ ซูทาร์นาจึงไม่ได้คัดค้านอะไร หลังจากนัดแนะวันเวลาเข้าพบดีมัวร์สำเร็จ มิเนอร์วาเด็กหนุ่มผมดำั์ตาส่องประกายที่สวมใส่เสื้อผ้าแบบเป็ทางการ กางเกงขายาวและรองเท้าหนังช่วยทำให้ดูสุภาพขึ้นเป็อย่างมาก บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายผู้คงแก่เรียนกำลังหอบกระดาษและแผนที่ขึ้นมากาง
มันเสนอโครงการพัฒนามากมาย เช่นการเปิดให้ผู้คนได้มาเช่ารถม้าไปขับเป็รายวันแทนที่จะจ้างคนขับเป็รายเดือนซึ่งสิ้นเปลืองกว่า และมันยังได้เสนอให้สร้างทรัพยากรบุคคลประจำในแต่ละเขตที่สามารถบำรุงรักษาและซ่อมรถม้าที่เสียหายชำรุดได้ทุกเวลา ซึ่งจะประหยัดกว่าการที่ซื้อรถม้าคันใหม่ ดีมัวร์ที่นั่งฟังเด็กหนุ่มอธิบาย มือชี้ตรงนู้นทีตรงนี้ทีในใจก็ตกตะลึง เด็กอายุเพียง 15 ปีผู้หนึ่งถึงกับมีความสามารถถึงเพียงนี้ ดีมัวร์ทั้งตกตะลึงทั้งยินดี ในฐานะผู้ดูแลกิจการทั้งหมดที่มีหุ้นส่วนมากถึง 20% ถ้าไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองมันคงะโกอดมิเนอร์วาไปแล้ว
"ฮ่าๆ ๆ ๆ หลานรัก เ้าช่างมีไหวพริบฉลาดเหมือนพ่อไม่มีผิด ดี ดี เดี๋ยวลุงจะเอาไปเสนอกับทางราชวงศ์เอง"
ดีมัวร์กล่าวชมเด็กหนุ่มพร้อมทั้งครุ่นคิดอยากจะชักชวนให้มาทำงานด้วยกัน
"เป็เกียรติสำหรับข้าที่ได้เป็ส่วนหนึ่งในการทำให้ชื่อของบิดาได้เป็ที่รู้จักมากขึ้น"
ด้วยความรักและคิดถึงบิดาผู้ล่วงลับ เด็กหนุ่มจึงอยากช่วยทำให้ชื่อของรถม้าพาซัคเป็ที่รู้จักมากขึ้นทำให้ชื่อนี้ไม่หายไปตามกาลเวลาที่ล่วงผ่าน
"เอาอย่างงี้เป็ยังไงหลานรัก มาช่วยลุงทำงานสิ ลุงจะให้เป็ที่ปรึกษาประจำตัว ไม่ต้องยุ่งกับปัญหาวุ่นวายแบบที่แม่เ้ากังวล แค่เป็ที่ปรึกษาเพื่อพัฒนารถม้าพาซัคให้ยิ่งใหญ่ดีหรือไม่?"
โอกาสประจวบเหมาะพอดี ดีมัวร์เลยถือโอกาสชักชวนมิเนอร์วาให้มาเป็ที่ปรึกษาเพราะจากการคาดคะเนของมัน มันเดาว่าในอนาคตด้วยความสามารถของเด็กหนุ่มจะต้องเป็กำลังสำคัญให้ได้อย่างแน่นอน
"ข้ายินดีมาก ที่ได้เป็ส่วนหนึ่งในการพัฒนารถม้าพาซัคไปพร้อมกับท่าน"
เด็กหนุ่มโค้งตัวให้ดีมัวร์ด้วยความเคารพ
"เอาล่ะงั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน ส่วนเื่รายละเอียดการพัฒนานั้น ลุงจะเอาไปแจ้งกับทางราชวงศ์เอง ค่าตอบแทนจากการเป็ที่ปรึกษาเอาเป็ยี่สิบห้าเหรียญเงินต่อสัปดาห์ ให้อิสระกับเ้าเต็มที่ งานหลักคือคอยให้คำปรึกษาลุงเท่านั้นพอ เอาเป็ตกลงตามนี้นะ"
ดีมัวร์แทบอดทนไม่ไหวจะรีบไปแจ้งแผนงานให้ทางราชวงศ์รีบอนุมัติ หลายๆ อาณาจักรบนมหาทวีปแพนเจีย และในหลายๆ เผ่าพันธุ์ล้วนใช้ค่าเงินเป็เหรียญทอง เป็สกุลเงินหลักในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย 100 เหรียญทองแดง คือ 1 เหรียญเงิน และ 100 เหรียญเงินคือ 1 เหรียญทอง ค่าตอบแทนของเด็กหนุ่มจะเท่ากับ 1 ทองต่อเดือน เป็จำนวนเงินที่มากมายสำหรับเด็กอายุ 15 ปี
ถ้าเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนธรรมดา ที่หาได้แค่ 10 เหรียญเงินต่อสัปดาห์ ค่าจ้างของมิเนอร์วาจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางในทันที แต่ด้วยความที่ทรัพย์สมบัติที่พาซัคทิ้งไว้ให้ทำให้เด็กหนุ่มแทบไม่ต้องกังวลเื่รายรับเลยด้วยซ้ำ หลังจากพูดคุยกันอีกนิดหน่อย มิเนอร์วาก็ขอตัวลากลับบ้าน มิเนอร์วาเอาเื่นี้ไปเล่าให้ซูทาร์นาฟัง หญิงสาวทำเพียงแค่กล่าวเตือน ไม่ห้ามหากบุตร้าทำงาน แต่ให้ทำด้วยความระมัดระวัง และเล่าเื่ของพาซัคสมัยพึ่งเริ่มต้นธุรกิจให้เด็กหนุ่มฟัง
"สมัยที่บิดาเ้าพึ่งเริ่มสร้างกิจการรถม้า หลังจากหมดกะเวลาขับรถม้า เขามักจะหมกตัวทำงานอยู่แต่ในห้อง ข้าทั้งเป็ห่วงและปลาบปลื้ม เขาเป็ดั่งเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ตลอด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของสามี เขาเป็หัวหน้าครอบครัวที่จะไม่มีวันหาได้จากที่ไหนอีก"
หญิงสาวนิ่งเงียบไปสักพัก ราวกับกำลังนึกเื่ราวเมื่อครั้งอดีตอันหอมหวานที่ได้ใช้ร่วมกับสามี ก่อนจะพูดต่อ
"บิดาของเ้า เขาเคยเล่าให้แม่ฟังอย่างภาคภูมิใจ เขานั้นเริ่มทำงานเมื่ออายุได้สิบกว่าขวบเพียงเท่านั้นเอง แล้วดูลูกข้าตอนนี้สิ อายุแค่สิบกว่าปีก็ได้เป็ที่ปรึกษาของผู้ดูแลกิจการแล้ว ช่างน่าภูมิใจจริงๆ"
หญิงสาวผู้เป็มารดาโน้มตัวยกมือ ลูบหัวเด็กหนุ่มด้วยความทะนุถนอม
"ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ต่อจากนี้ไปข้าจะดูแลท่านเอง ข้าจะปกป้องท่าน และทำให้ชื่อของบิดาคงอยู่ตลอดไป"
เด็กหนุ่มยิ้มตอบอย่างร่าเริง
"ห้องทำงานของบิดาเ้า ตอนนี้ก็ถือเป็ห้องทำงานของเ้าแล้ว ลองเข้าไปดูสิ"
ซูทาร์นาชี้ไปยังห้องๆ หนึ่งบนชั้นสอง เด็กหนุ่มพยักหน้ามองตามนิ้วของผู้เป็มารดา แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปสำรวจอย่างตื่นเต้น มิเนอร์วายังคงจำได้ว่าสมัยตอนตัวเองยังเล็กๆ มันชอบมาวิ่งเล่นอยู่กับพาซัคผู้เป็บิดาในห้องนี้อยู่บ่อยๆ มันมองไปยังชั้นหนังสือด้วยแววตาหวนรำลึก อดีตที่บิดาเคยเตือนว่าอย่าไปวิ่งเล่นใกล้ชั้นหนังสือให้มากนักเพราะกลัวหนังสือจะล้มลงมาทับใส่ มันมองไปที่โต๊ะซึ่งถูกฉาบทาด้วยแสงอาทิตย์อันอ่อนโยน มันมองเห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่รูปร่างค่อนข้างโตในแบบผู้ใหญ่ กำลังก้มหน้าขีดเขียนกระดาษเอาจริงเอาจัง มันเห็นเก้าอี้โยกที่บิดามักนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เสมอเวลาคิดอะไรไม่ออก
ที่ด้านนอกจะเห็นทิวทัศน์ูเาเล็กๆ ซึ่งสายน้ำไหลผ่านตัดกับทุ่งหญ้า ทั้งห้องยังคงสะอาดไร้ฝุ่นเนื่องจากซูทาร์นามักให้คนมาทำความสะอาดอยู่เป็ประจำ เด็กหนุ่มหลับตาคิดถึงเื่ราวต่างๆ มากมาย ก่อนจะค่อยๆ ใช้นิ้วััลูบไล้โต๊ะทำงานไม้สีดำนิล ก่อนจะก้าวเดินไปนั่งตรงโต๊ะทำงานซ้อนทับกับเงาร่างผู้เป็บิดาที่จางหายไป หลังจากหลับตาครุ่นคิดอยู่สี่ถึงห้าวินาที ฉับพลันมิเนอร์วาพลันลืมตา แววตาของเด็กน้อยนิสัยร่าเริงไร้เดียงสาได้เปลี่ยนไปเป็แววตาแสนเ็าและคุกรุ่นไปด้วยความคั่งแค้น สาเหตุที่มันเป็แบบนี้เพราะมันได้รับรู้ความลับจากจดหมายแผ่นหนึ่งซึ่งเป็ลายมือของพาซัค เกี่ยวกับการทรยศหักหลังบางอย่างซึ่งตัวพาซัคเองก็ไม่สามารถหาหลักฐานเอาผิดใครได้ พาซัคได้ระบายไว้ในจดหมายแผ่นนี้อย่างคับแค้นใจ
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากพาซัคเสียชีวิต มิเนอร์วาในวัยเด็กไม่ถึงสิบขวบด้วยความที่คิดถึงบิดา ในหลายๆ ครั้งจึงมักแอบเข้ามาในห้องนี้เพื่อรำลึกถึงผู้จากไป จนกระทั่งมันบังเอิญพบจดหมายแผ่นเล็กนี้ซ่อนอยู่ในหนังสือบนชั้น หลังจากได้รับรู้ความคับแค้นข้องใจของผู้เป็บิดา ั้แ่นั้นมามิเนอร์วาก็ให้สัญญา สาบานต่อบิดาผู้ล่วงลับ ว่าจะสืบหาความจริงของเื่ทั้งหมดมาให้ได้
ด้วยความที่ตัวมันยังเป็เพียงแค่เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ บวกกับการที่ในจดหมายเขียนแค่ว่ามีเหตุการณ์ทรยศหักหลังเกิดขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบุคคลหรือรายละเอียดที่มากกว่านั้นเขียนไว้เลย อีกทั้งเวลายังล่วงเลยผ่านมานานมาก เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร มิเนอร์วาจึงต้องปล่อยวางรอคอยเวลาที่เหมาะสมด้วยใจร้อนรุ่ม และเคี่ยวเข็ญตัวเองให้มีความรู้ความสามารถในหลายๆ ด้าน ศึกษาหาความรู้ั้แ่เช้ายันค่ำแทบทุกวัน จนถึงวันนี้ซึ่งเป็วันแรกที่แผนการตามหาความจริงของเด็กหนุ่มได้เริ่มต้นขึ้น ม่านแห่งการล้างแค้นให้บิดากำลังจะค่อยๆ ถูกกางออก