หลังมื้ออาหารเที่ยงราวหนึ่งชั่วยามในวันที่องค์ชายเฉินเล่อไม่ต้องเรียนกับท่านครูหวงฉวนลี่ถิงมองหลานชายตัวน้อยกับนางกำนัลในตำหนักวิ่งหนีเสี่ยวิที่ใช้ผ้าปิดตาไล่จับอยู่ในห้องโถงของเรือนเล่นกันได้พักใหญ่ หลานชายเหมือนรู้ภาษาเกินเด็กว่าคนอื่นปิดตาไล่จับเขาหมดแล้วจึงหันมายื่นผ้าปิดตาให้น้าสาวตามแรงยุของเสี่ยวหง
“พวกเ้าอยากแกล้งข้ากันเหลือเกินนะ”แม้ปากเอ่ยตัดพ้อ แต่หญิงสาวก็ยอมให้เสี่ยวหงใช้ผ้าผูกตาก่อนจะเริ่มเดินมะงุมมะงาหรายื่นมือควานหาอาเฉินที่ส่งเสียงหัวเราะให้ได้ยินเป็ระยะคาดว่าเขาคงกำลังถูกนางกำนัลทั้งสามและเสี่ยวิผลัดกันอุ้มหนี
“พวกเ้ารวมหัวแกล้งข้ากันนี่นาคอยดูนะอาเฉิน ถ้าน้าจับเ้าได้ จะจี๋เอวจนหัวเราะไม่หยุดเลย”
“ทางนี้เ้าค่ะนายหญิง”
ครั้นพอหญิงสาวจับตัวเสี่ยวลู่ได้อาเฉินก็ไม่อยู่แล้ว
“เสี่ยวหงเอาตัวองค์ชายไปแล้วเ้าค่ะ”นางกำนัลหัวเราะคิกคัก
ฉวนลี่ถิงเดินวนเวียนรอบห้องจนเหนื่อยหอบก็จับตัวอาเฉินไม่ได้สักที
“พอเถอะนะพักกินขนมกันดีกว่า”
ได้ยินน้าสาวชวนกินขนมองค์ชายน้อยก็พานจะเลิกเล่นทันทีเหมือนกัน
ขณะนั้นเสวี่ยอ๋องเสด็จมายืนดูการเล่นสนุกได้พักหนึ่งแล้วส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนต่างคนต่างหลบเลี่ยงไปอยู่มุมห้อง อาเฉินวิ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมพระพาหาของเสด็จอาเสียงฝีเท้าของหลานทำให้ฉวนลี่ถิงจับทิศทางได้ นางรีบเข้าไปจับตัวเขาทว่าอ้อมกอดที่โอบตัวหลานนั้นได้ลามไปกอดคนที่กำลังอุ้มหลานด้วย
เอ...เสี่ยวหลิงเสี่ยวลู่ เสี่ยวหง หรือแม้แต่เสี่ยวิตัวไม่น่าจะสูงและเนื้อแน่นเท่ากับคนที่นางกำลังกอดเลยนี่นา
“เส่”
พอยินเสียงของอาเฉินฉวนลี่ถิงก็รู้แล้วว่าคนที่นางกำลังกอดคือผู้ใดเสวี่ยอ๋องทรงใช้พระหัตถ์อีกข้างดึงผ้าผูกตาของหญิงสาวออกใบหน้าของทั้งสองห่างกันราวสองคืบ
ด้วยความเก้อกระดากนางจึงคลายอ้อมกอดและชักแขนกลับหูได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักสมใจจากสามสาวจึงหันไปมอง มาถึงตอนนี้แม้แต่เสี่ยวิที่ปรกติสำรวมที่สุด ก็ยังมิวายกลั้นเสียงหัวเราะจนหน้าแดง
“เ้าทั้งสามคนกำลังจะพาเสี่ยวิเสียคนรู้หรือไม่” ครั้นเจอสายตาและคำตำหนิไม่จริงจังนักเสี่ยวหลิง เสี่ยวลู่ก็ทำท่าจะเดินออกจากห้องไป
“นั่นจะไปไหนกัน”
“ไปเตรียมขนมเ้าค่ะนายหญิงบอกเองว่าอยากพักกินขนมแล้ว” กล่าวแล้วก็ซอยเท้าหายไปอย่างรวดเร็วปล่อยเสี่ยวหงกับเสี่ยวิอยู่รับหน้า
“เสี่ยวิไปช่วยข้ายกชาที” เสี่ยวหงที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงระหว่างเสวี่ยอ๋องกับฉวนลี่ถิงก่อนใครรีบชวนขันทีหนุ่มน้อยรุดไปยังเรือนด้านหลังเพื่อชงชากาใหม่
“ออกไปนั่งรับลมในสวนดีกว่า”เ้าของตำหนักตรัส ทรงอุ้มอาเฉินอีกหัตถ์จับมือนายหญิงของเรือนที่เพิ่งเล่นบทโหดตีหน้าเคร่ง หวังให้เดินตามกันออกไป
ด้านฉวนลี่ถิงความเขินอายทำให้สมองมึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง ครั้นเดินตามเสวี่ยอ๋องได้สักพักก็มีสติพยายามจะดึงมือตัวเองออกจากอุ้งหัตถ์ แต่ทรงกระชับแรงจับแน่นกว่าเดิมกระทั่งเดินมาถึงศาลาจึงปล่อยมือหญิงสาว
“หม่อมฉันเดินเองได้ไม่เห็นต้องจูง”
เมื่อทรงวางอาเฉินยืนบนศาลาแล้วจึงตรัสกับนาง
“ก็เห็นเ้าเล่นกับอาเฉินเหนื่อยๆเกรงเ้าจะล้าเดินไม่ตรงทาง”
“หม่อมฉันใช่คนง่อยเปลี้ยง่ายๆหรือเพคะ” กล่าวแล้วฉวนลี่ถิงก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้หลานชาย
ครู่หนึ่งเสี่ยวหงจึงยกถาดชามาวางบนโต๊ะหินนางกำนัลสาวรินชาสามถ้วยแล้วรีบถอยกายออกมายืนห่างๆ เคียงข้างด้วยเสี่ยวิ
หญิงสาวยื่นชาหวานให้หลานชายจิบก่อนตัวเองจะดื่มอีกถ้วยจนหมดรวดเดียว เพราะเล่นกับหลานจนเหนื่อยดวงหน้าเนียนใสจึงแดงเรื่อด้วยเืฝาด
“อุดอู้อยู่แต่ในตำหนักไม่คิดอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างหรือ”
ที่ทรงเคยคิดว่าจะพาไปราชกิจที่แทรกเข้ามาจึงทำให้ผัดเวลาเรื่อยนางอยู่ถูหยางได้หลายเดือนแล้ว เฉพาะออกจากตำหนักไปวังหลวงก็ไม่ได้แวะรายทางที่ไหนอีก หากไม่ยุ่งอยู่ในโรงย้อมหรือนั่งทอผ้าก็คอยดูแลอาเฉินอยู่ใกล้ๆ
“อาเฉินออกไปด้วยได้หรือเปล่าเพคะ”
“ถามอย่างนี้แสดงว่าอยากออกไป”
หญิงสาวพยักหน้าสู้อุตส่าห์มาถึงถูหยาง ก็อยากจะนำสิ่งที่ได้พบเห็นกลับไปเล่าให้คนที่บ้านฟังบ้าง
“ก็มีความรู้สึกนั้นบ้างเพคะ”
“ไปกันเลยไหม”
ฉวนลี่ถิงทำหน้าแปลกใจ“แล้วอาเฉินเล่าเพคะ”
“ก็พาไปด้วยไปแบบเงียบๆ ไม่เอิกเกริกก็ไม่มีใครมาสนใจพวกเราแล้วละเผื่อเ้าอยากเห็นร้านรวงขายผ้าขายเครื่องประดับ และเผื่ออาเฉินอยากกินขนมอร่อยๆนอกตำหนัก ไว้วันพรุ่งวันมะรืนค่อยออกไปนอกเมืองกันอาเฉินว่างเว้นการเรียนสามวันมิใช่หรือ”
อีกสามวันข้างหน้าจะมีงานชมบุปผาคืนจันทราผู้คนในวังจึงต่างวุ่นวายตระเตรียมงานในส่วนของตนที่ไม่มีส่วนเตรียมงานก็ต่างเตรียมตัวไปร่วมงานตามเทียบเชิญ
“ว่าอย่างไรเ้าตัดสินใจได้หรือยัง ประเดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน”
“ไปเพคะแต่ขอเวลาหม่อมฉันกับอาเฉินสักหน่อย” พูดแล้วก็จัดการอุ้มหลานวิ่งกลับเข้าเรือนไป
เ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์รออยู่ครู่หนึ่งฉวนลี่ถิงกับอาเฉินก็ปรากฏกายต่อหน้าพระพักตร์ด้วยเสื้อผ้าที่ไม่ต่างจากชาวเมืองหลวงทั่วไป
“หม่อมฉันตัดเย็บเสื้อผ้าแบบธรรมดาไว้หลายชุด”
“อย่างนี้แล้วข้าจะไม่แปลกกว่าพวกเ้ารึ”แม้ฉลองพระองค์มิใช่ชุดแบบทางการ แต่ก็ยังดูหรูหราอยู่ดีเสวี่ยอ๋องรับสั่งกับขันทีให้พาสองน้าหลานไปรอยังรถม้าขณะพระองค์รีบไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ชุดใหม่เช่นกัน
ราวหนึ่งเค่อต่อมาเสวี่ยอ๋อง ฉวนลี่ถิง กับองค์ชายน้อยเฉินเล่อก็ขึ้นรถม้าออกจากตำหนักโดยไร้บ่าวคอยติดตามมีเพียงคนบังคับรถม้า ไม่นานนักรถม้าก็หยุดบนถนนหลงอู่ทั้งสามลงเดินเที่ยวชมร้านรวงริมสองข้างทาง เมื่อชีวิตลดทอนความกังวลไปบ้างแล้วหญิงสาวจึงมีสายตามองสิ่งสวยงาม ไม่เหมือนคราแรกที่เหยียบย่างถึงถูหยาง
“จะเข้าไปดูหน่อยไหม”ทรงถามเมื่อเห็นแววตื่นเต้นในดวงตาของ ฉวนลี่ถิงขณะมองร้านขายผ้าชื่อดัง
“พวกเรามีเวลานิดเดียวเดี๋ยวอาเฉินจะเบื่อเสียก่อน ไว้คราวหน้าเถอะเพคะ”
อย่างไรนางก็คิดถึงหลานชายก่อนเสมอมุมพระโอษฐ์ยกแย้มบางเบาแล้วทรงชี้ไปยังร้านขนมริมถนนหลงอู่ “ร้านนั้นมีขนมฮวาเกา[1]ที่อร่อยมากถึงไม่ใช่เทศกาลฉงหยางก็มีขายตลอดปี แวะสักหน่อยซื้อให้อาเฉินกิน”
ทรงก้าวพระบาทเข้าไปในร้านฉวนลี่ถิงจูงมืออาเฉินเดินตาม รออยู่ครู่หนึ่งก็ได้ห่อขนมที่นึ่งสุกใหม่ๆผู้เป็น้าสาวเป่าความร้อนออกจากขนมแล้วบิป้อนหลานชาย
ออกมาจากร้านขนมก็ทรงแวะซื้อกังหันลมให้อาเฉินเดินต่ออีกสักหน่อยก็ได้ลูกหึ่ง[2]มาอีกหนึ่งอัน
“ทรงซื้อมาทำไมไม่รู้โตสักหน่อยอาเฉินถึงจะเล่นเป็”
“เขายังเล่นไม่เป็ข้าก็เล่นให้เขาดูได้นี่”
“ตรัสราวกับว่าทรงว่างเว้นราชกิจ”
“ถ้าข้าไม่ว่างเ้าก็เล่นให้เขาดูแทนสิ”
“หางานให้หม่อมฉันหรือเพคะที่เป็เพื่อนเล่นอาเฉินสารพัดจะเล่นนี่ ยังไม่พอพระทัยหรือไร”
“เ้าเล่นไม่เป็ก็บอกมาเถอะ”
“น้อยไปสิเพคะ” นางหลับตาค้อนให้
“ถ้าอย่างนั้นกลับไปแล้วเล่นให้ข้าดูหน่อยเป็ไรเก่งไม่เก่ง ข้าจะตัดสินเอง”
“และถ้าหากหม่อมฉันเก่งจริงจะทรงมีรางวัลให้หรือเพคะ”
คราวนี้เซวียเสวี่ยจิ้งถึงกับทรงพระสรวล
“ย่อมได้อยากได้สิ่งใดขอให้บอก เว้นเพียงดาวเดือนเท่านั้นกระมังที่ข้าคงหาให้เ้าไม่ได้เ้าคงมิอยากได้พวกมันหรอกนะ”
“ขืนใครมาได้ยินเข้าคงเข้าใจว่าหม่อมฉันคิดเอาแต่ได้ ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อแลกข้าวของ ไม่พูดแล้ว ขืนต่อคำพระองค์อีกก็คงจะยืดยาว”พูดจบ ฉวนลี่ถิงก็กินขนมฮวาเกาที่เหลืออยู่ครึ่งชิ้นในมือจนหมด
“ต่อคำข้าสักหน่อยเถอะคุยกับเ้าแล้วข้ารู้สึกสนุกดี”
ส่วนหม่อมฉันคุยกับพระองค์แล้วช่วยให้คลายเหงาคิดถึงบ้านไปได้มาก...
“หม่อมฉันหิวแล้วเพคะไว้ท้องหม่อมฉันกับอาเฉินเต็มความจุก่อน ค่อยคุยกันอีกหนเถิด”
“ได้...ออกมาวันนี้ข้าตามใจเ้ากับอาเฉินอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นเสวี่ยอ๋องก็พาฉวนลี่ถิงกับอาเฉินไปกินมื้อค่ำที่หอสรวงกุสุมาโดยทั้งสามไม่รู้ตัวว่าทุกความเคลื่อนไหวนอกตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์นั้นตกอยู่ในสายตาจับจ้องของคนผู้หนึ่ง....
[1]อีกชื่อหนึ่งของขนมที่ทำจากแป้งข้าวเ้าผสมข้าวเหนียวโดยการนึ่งนิยมกินในเทศกาลฉงหยาง วันที่เก้าเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติของจีนขนมฉงหยางมีชื่อเรียกมากมาย เช่น ฮวาเกา (ขนมดอกไม้) จวี๋เกา (ขนมดอกเบญจมาศ)และอู่เซ่อเกา (ขนมห้าสี) ขนมฉงหยางอาจจะมีสองหรือสามชั้น โดยระหว่างชั้นแป้งจะมีผลไม้เชื่อมสีแดงสีเขียว พุทราจีน ถั่ว หรือธัญพืชต่างๆ
[2]ของเล่นทำขึ้นจากไม้ไผ่ปลายทั้งสองข้างของกระบอกไม้ไผ่ติดตลับกลมเจาะรูเล็กๆ ใช้เชือกร้อยเวลาเล่นใช้เชือกสั่นกระบอกไม้ไผ่จากนั้นตลับกลมจะหมุนอย่างรวดเร็วและมีเสียงดังหึ่งๆ จึงเป็ที่มาของชื่อเรียกว่า “ลูกหึ่ง”